สอบถามการหมักเห็ดแครงกับ UM55 เพื่อให้ได้น้ำหมักเอนไซม์ครับ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

สอบถามการหมักเห็ดแครงกับ UM55 เพื่อให้ได้น้ำหมักเอนไซม์ครับ

ตั้งหัวข้อ  Banlu on Tue Jun 19, 2012 7:46 pm

สวัสดีครับอาจารย์อานนท์ สวัสดีครับคุณไผ่ ...ผมนายบรรลุ มีเรื่องรบกวนสอบถาม

ผมจะนำเห็ดแครงที่เพาะได้มาทำการหมักกับUM55เพื่อให้ได้เอนไซม์ เอาไว้ทานเพื่อสุขภาพกับครอบครัวสัก 1-2 ลิตรก่อน แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดและสัดส่วนในการหมัก อยากสอบถามดังนี้ครับ

1. ต้องการน้ำเอนไซม์จากเห็ดแครง สักประมาณ 1-2 ลิตร จะต้องใช้เห็ดแครงกี่กิโลครับ (จะหมักจำนวนน้อยเพื่อไว้ทานก่อนครับ หากได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ก็จะหมักเพิ่มขึ้น)

2. ถ้าต้องการใช้น้ำเอนไซม์ 1-2 ลิตรจะต้องใช้ UM55 กี่แคปซูล

3. ต้องใช้น้ำตาลทรายหรือกากน้ำตาลในการหมักเท่าไหร่ครับ

4. ใช้น้ำบริสุทธิ์กี่ลิตรในการหมักครับ

5. หมักโดยใช้ภาชนะปิดหรือเปิด โดยให้อากาศมีส่วนย่อยจุลินทรีย์ต่าง ๆ หรือไม่ครับ

6. ใช้เวลาประมาณกี่สัปดาห์หรือกี่เดือน หรือสังเกตุจากสีหรือกลิ่นอย่างไรครับที่จะแสดงให้เราทราบว่า เขาพร้อมจะให้เรารับประทานได้แล้ว

7. ผมสั่ง เห็ดแคปซูลที่สกัดมาจากเห็ดกระดุมบราซิล (มีส่วนช่วยทำงานเกี่ยวกับเรื่องตับ) จะถามวิธีการรับประทานครับ ทานก่อนอาหารหรือหลังอาหาร / วันละกี่เม็ด (ภรรยาผมมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องตับ เหนื่อยง่าย) ....จึงต้องการความรู้เรื่องการหมักเอนไซม์ไว้ทานเพื่อสุขภาพกับคนในครอบครัวครับ

ขอบคุณครับ
Smile

Banlu

จำนวนข้อความ : 54
Join date : 11/10/2010
Age : 42
ที่อยู่ : ไชโยฟาร์มเห็ด สุราษฎร์ธานี

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การหมักเอ็นไซม์จากเห็ดแครง และการทานเห็ดกระดุมบราซิลสำหรับโรคเกี่ยวกับตับ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Jul 02, 2012 3:07 am

เมื่อวานก่อนอุตส่าห์ตื่นตั้งตีสี่กว่ามาตอบกระทู้นี้ ตอบยาวหลายหน้ากระดาษอย่างละเอียดมากๆ แต่พอส่งไป ข้อความหายไปหมด เพราะมันบอกว่า ยังไม่ได้ลงทะเบียนใช้ เล่นเอาเสียอารมย์ไปพอสมควร เอาเป็นว่า ตอบเข้าไปให้ตรงประเด็นเลยดีกว่า เพราะเป็นชว่งพักครึ่งระหว่างสเปนและอิตาลีพอดี ที่สเปนนำไปแล้ว 2 -0 เกมไม่สูสีเลย สเปนเก่งกว่าเยอะ เรื่องของเห็ดแครงนั้น เป็นเห้ดที่มีทั้งคุณค่าทางอาหารและคุณค่าทางยาสูง แท้ที่จริงแล้ว เห็ดทุกชนิด มีคุณสมบัติทั้งทางอาหารและยาสูงอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา เราเน้นเพาะเห็ดทานเป็นผักมากกว่าเป็นยา แล้วดูเหมือนแทบจะไม่มีคนไทยเท่าที่ควรเลยสนใจเห็ดเป็นยา ต่างจากประเทศอื่นที่แรกๆก็ทำแบบไทย โดยมุ่งเน้นเพาะเห็ดเป็นผัก เช่น ไต้หวัน แต่พอตอนหลังได้เรียนรู้ว่า เพาะเห็ดเป็นผัก ขายได้ราคาไม่กี่สิบบาทต่อ กก. แต่หากนำมาทำเป็นยาขายได้สูงกว่านับร้อยนับพันเท่า เช่นเดียวกับเห็ดแครง ที่อดีต เรามักพบเห็ดชนิดนี้เกิดขึ้นทั่วไปตามไม้ที่ตายแล้ว เช่น ขนุน ยางพารา ไม้นนทรีย์ ไม้หางนกยุง เป็นต้น ทางเหนือนิยมนำมาผัดกับไข่ หรือแกงใส่ยอดชะอมและใบชะพลูอ่อน ทางใต้นิยมนำมาผัดกับไก่ ใส่แพนง เป็นอาหารพื้นๆของคนทั่วๆไป แต่ที่ญี่ปุ่นนำไปสกัดเป็นยารักษาโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งปากมดลูก ที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นำมาสกัดเอาสารสำคัญเป็นยารักษามะเร็งเช่นกัน เนื่องจาก สารสำคัญที่มีคุณสมบัติทางยาที่มีในเห็ด รวมทั้งเห็ดแครง เช่น สารเบต้า กลูแคนนั้น โดยปกติร่างกายของมนุษย์ ไม่สามารถนำเอาไปใช้ได้ เพราะมันมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่ และการจับกันของน้ำตาลด้วยแขนที่แข็งแรงมาก ดังนั้น การที่ร่างกายของมนุษย์จะเอาไปใช้ได้นั้น จะต้องอาศัยเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกาย ทำการย่อยให้มีขนาดเล็กลงและอยู่ในรูปที่ร่างกายเอาไปใช้ได้เสียก่อน ดังนั้น จะเห็นว่า บางท่านทานเห็ดเป็นยาเข้าไปด้วยการต้มหรือการบดให้ละเอียดแล้วจะไม่มีผลใดๆต่อร่างกาย ทั้งนี้ เพราะในระบบการย่อยอาหาร ไม่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อยู่ในลำไส้ ทั้งนี้เพราะ การทานอาหารประจำวัน เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของสารกันบูด สารพิษ สารเร่งและผงชูรส น้ำอัดลม ล้วนแล้วแต่มีผลต่อปริมาณจุลินทรีย์ในลำไส้ ดังนั้น ดังที่คุณถามมาว่า ต้องการที่จะทำเอ็นไซม์จากเห็ดแครงนั้น ถือวว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะ ดร.อานนท์ เคยสอนหรือเคยพูดเสมอว่า โดยปกติ มนุษย์ต้องการเอ็นไซม์เพื่อช่วยย่อยอาหร โดยเอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยนั้น ควรเป็นเอ็นไซม์ที่มาด้วยกับอาหาร แต่หากเราทานอาหารที่ผ่านการทำให้สุก อาหารที่ฉายแสง อาหารที่ทำแห้งโดยความร้อน ล้วนแล้วแต่เอ็นไซม์ถูกทำลายไปหมดสิ้น ในเมื่อเราทานอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์เข้าไป ร่างกายจึงจำเป็นต้องไปเอาเอ็นไซม์ที่สร้างจากตับอ่อน ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่มีค่า และมีจำนวนจำกัด ใช้สำหรับลำเลียงอาหารที่ทำการถูกย่อยแล้ว เอาไปหล่อเลี้ยงเซลหรือส่วนต่างๆของร่างกาย ในเมื่อถูกนำเอาไปใช้ในการย่อยเสีย เมื่ออาหารถูกย่อยแล้ว เราไม่มีเอ็นไซม์มากพอที่จะลำเลียงอาหารไปใช้ในส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้อาหารบางอย่างคลั่งค้างอยู่ในระบบต่างๆ เช่น น้ำตาล เหลือในเลือด ก็จะกลายเป็นเบาหวาน กรดยูริกตามไขข้อ ก็มีโอกาสเป็นไขข้ออักเสบเป็นต้น ดังนั้น ทุกครั้งที่ทานอาหารสุกเข้าไป ควรทานเอ็นไซม์ช่วยย่อยเข้าไปด้วย จึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่คุณควรทานเอ็นไซม์เอาไว้ใช้เอง ด้วยการหมักเอาเอง แต่การหมักนั้น ไม่ควรไปตามคนอื่นเขา ที่ไม่เข้าใจขบวนการหมัก แล้วก็เที่ยวไปป่าวประกาศว่า กูทำเอง กูหมักเอง กูสะอาดเอง กูกินเอง แล้วก็ไม่แน่กูนั่นแหละอาจจะตายเอง เพราะการหมักแบบไม่มีความรู้ ไม่พิถีพิถัน แม้ว่า ตัวเราคิดว่า นั่นเราฉลาดที่สุดแล้ว สะอาดที่สุดแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า เชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มีทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ บางชนิดอาจจะก่อให้เกิดโรคอันตรายได้ ดังนั้น ในการหมักของคุณที่ถูกต้องนั้น จะต้องเริ่มจากการคัดเลือกวัตถุดิบ ในที่นี้ คุณกำลังจะใช้เห็ดแครงอยู่นั้น ถือว่าใช้ได้ ให้เลือกเอาเห็ดแครงที่สมบูรณ์ จะสดหรือแห้งก็ได้ แต่สดจะดีกว่า หากเป็นเห็ดสด ให้ใช้เห็ดแครงสด 1 กก. ต่อน้ำ 10 ลิตร น้ำตาลทรายแดง 2 กก. สำหรับน้ำ มีคนเข้าใจผิดแนะนำกันว่า ควรใช้น้ำสะอาด ที่เป็นน้ำดื่มที่ขายกันตามท้องตลาดนั้น จะต้องพิจารณาให้ดีว่า เป็นน้ำที่ผ่านขบวนการอย่างไร ไม่ควรใช้น้ำดื่มที่ผ่านขบวนการกรองแบบรีเวริสออสโมสิท หรือที่เรียกว่า น้ำ อาร์โอ ปัจจุบันนี้มากกว่า 90% เป็นน้ำอาร์โอทั้งนั้น เพราะมนุษย์ที่ฉลาดแล้ว คิดว่า การที่เอาน้ำมาผ่านการกรองเอาทุกสิ่งทุกอย่างออก เหลือแต่น้ำบริสุทธิ์เท่านั้น หากนำมาบริโภคกลับเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะน้ำพวกนี้ไม่มีเกลือแร่ที่ร่างกายของเราเหลืออยู่เลย เป็นโทษมากๆๆกว่าที่จะเป็นผลดีเพราะเห็นว่ามันสะอาด เช่นเดียวกัน หากเอาน้ำพวกนี้ไปใช้ทำการหมัก เราก็จะเสียโอกาส ที่จะไม่มีแร่ธาตุที่ติดมากับน้ำ และเป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เสียอีก(เอาแค่นี้ก่อน ครึ่งหลังเริ่มแล้ว ขอไปดูบอลต่อ ก่อน)

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอร่ายต่อหลังจากอิตาลีพ่ายหมดรูป

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Jul 02, 2012 4:06 am

พอคุณเข้าใจเรื่องน้ำแล้ว มาพูดถึงเรื่อง ภาชนะในการหมัก ถ้าจะให้ดี ควรเป็นขวดแก้วหรือเครื่องเคลือบ เพราะขบวนการหมัก จะมีกรดอินทรีย์เกิดขึ้น และกรดดังกล่าวจะไม่ทำปฎิกริยากับวัสดุเหล่านี้ แต่หากจำเป็นที่จะต้องใช้ถังหมักพลาสติกที่หาได้ง่ายและราคาถูกนั้น ควรเลือกใช้ถังที่ทำจากเม็ดพลา่สติกเกรดที่ใช้กับอาหาร ก่อนที่จะนำเอาเห็ดมาทำการหมักนั้น ควรนำเห็ดไปล้างกับน้ำด่งทับทิมหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เสียก่อน เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคบางส่วนที่ติดมากับดอกเห็ด จากนั้น จึงทำการล้างน้ำที่สะอาด แล้วนำทั้งเห็ด น้ำ และน้ำตาลทรายแดงคนให้เข้ากันในภาชนะหมัก โดยปกติ จะใส่เข้าไปในภาชนะหมักในความสูงประมาณ 3 ใน 4 ส่วน ใส่เชื้อยูเอ็ม 2555 หรือที่เรียกสั้นๆว่า ยูเอ็ม 55 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ ดร.อานนท์ ได้ทำการคัดเลือกมาจากราลำพูหรือรากโกงกาง เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และได้ส่งไปตรวจสอบจากสถาบันที่น่าเชื่อถือของโลกหลายแห่ง รวมทั้งสถาบันเก็บรวบรวมพันธุ์ ที่รัฐแมรี่แลนด์ อเมริกา(ATCC = American Types Cultures collection) ซึ่งเชื้อบริสุทธิ์นี้ จะถูกบรรจุอยู่ในแคปซูลเท่านั้น ให้ใช้ในปริมาณ 1-3 แคปซูลต่อน้ำ 1 ลิตร การจะพิจารณาว่าจะใช้ 1 หรือ 2 หรือ 3 แคปซูลนั้น ขึ้นอยู่กับว่า การหมักโดยใช้วัตถุดิบนั้น หากเป็นการนำเอาวัตถุดิบมาใช้โดยตรง ไม่มีการนำไปต้มฆ่าเชื้อก่อน เช่น การนำเอาเห้ดแครงสดๆมาผสมกับน้ำและน้ำตาลเลย ถือว่า เป็นการหมักของสด ดังนั้น การใช้ยูเอ็ม55 ควรจะเป็น 3 แคปซูลหรือมากกว่านั้นได้ยิ่งดี เพราะเท่ากับเป็นการเริ่มต้นจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในปริมาณที่มาก มันจะเจริญเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เชื้ออย่างอื่นที่อาจจะติดมากับวัตถุดิบเจริญขึ้นมา เท่ากับเป็นการยึดหัวหาดเสียก่อน จะใส่ไปทั้งแคปซูลหรือถอดออกจากแคปซูลก็ได้ เพราะแคปซูลทำมาจากแป้งข้าว ทิ้งไว้ในน้ำไม่กี่นาที ก็จะละลายเองอยู่แล้ว เมื่อใส่ทุกอย่างเข้าไปแล้ว ให้ทำการเป่าอากาศเข้าไปทันที เพราะเชื้อเหล่านี้ จะทำงานได้ดีมาก ต่อเมื่อมีอากาศเพียงพอ แล้วปิดฝาด้วยผ้าขาวบางสัก 2 ชั้น การเป่าอากาศเข้าไปนั้น สามารถใช้เครื่องเติมอากาศที่ใช้กับตู้ปลาก็ได้ ราคาถูกและหาง่ายดี เพียงแต่ตัวกระจายอากาศ ควรเป็นแบบหัวพลาสติก ไม่ควรใช้หัวทราย เพราะจะละลายได้เมื่อทำการหมักไประยะหนึ่ง ซึ่งจะมีความเป็นกรด มันอาจจะไปละลายกาวที่ใช้อัดทรายได้
หากทำการหมักเพื่อนำมาทานเป็นเอ็นไซม์ ใช้เวลาหมักประมาณ 3-5 วันก็นำมาทานได้ โดยทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกงผสมน้ำให้มากๆ ทานก่อนทานอาหารสัก 10 นาที เอ็นไซม์เหล่านี้ จะไปช่วยย่อย ทำให้ระบบการย่อยในร่างกายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่หากต้องการสรรพคุณทางยาจากเห็ดแล้วล่ะก็ ควรทำการหมักประมาณ 3-5 สัปดาห์ จุลินทรีย์ก็จะช่วยย่อยสารอาหารและสารที่ออกฤทธิ์ทางยาออกมามากพอ เพียงแต่ การหมักนานๆ ปริมาณเอ็นไซม์จะลดลง ดังนั้น มีหลายคนกล่าวว่า ควรหมักนานเป็นปี หรือหลายปียิ่งดีนั้น เป็นความเข้าใจผิดที่สุด เพราะการหมักนานๆนั้น จะมีปริมาณของกรดสูง กล่าวคือ เปรี้ยวมากขึ้น แต่เอ็นไซม์จะน้อยลงหรือแทบไม่มีเลย ยกเว้นเราต้องการสรรพคุณทางยาอย่างเดียว อาจจะใช้เวลาหมักนานๆก็ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการหมักเพื่อต้องการเอาเอ็นไซม์ หรือหมักจนมีสรรพคุณทางยาสูง หากต้องการเก็บเอาไว้ใช้นานๆต่อไปนั้น จะต้องเอาช่วงที่ต้องการ เช่น หมักเพื่อเอาเอ็นไซม์ 3-5 วัน ก็ให้เอาบรรจุขวดแล้วไปแช่ตู้เย็นแช่ผัก สามารถเก็บให้คงสภาพที่มีเอ็นไซม์อยู่ในระดับที่ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วนักไปได้นานนับเดือน หรือทางที่ดีที่สุด อาจจะนำไปพ่นใส่ผงดูดซับ เช่น แป้งต่างๆแล้วนำไปทำแห้งด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำแข็งที่เรียกว่า Freeze dry จะดีที่สุด เพราะจะรักษาสรรพคุณทั้งอาหารและยาในสภาพที่แห้ง ในอุณหภูมิห้องได้นานเป็นปี ส่วนการจะนำไปทานได้กล่าวแล้วสำหรับที่จะทานเพื่อเอาเอ็นไซม์ เช่นเดียวกัน หากต้องการทานเพื่อเอาทั้งยาและเอ็นไซม์ ที่จะต้องหมักนานยิ่งขึ้น 1-2 เดือนนั้น หากจะทาน ก็ควรนำไปทานกับน้ำมากๆ โดยทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง ก่อนอาหาร 10-20 นาที จะได้ทั้งเอ็นไซม์(อาจจะไม่มากพอ แต่ก็โอเค) และยา เพื่อไปกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี และใช้รักษาโรคหลายชนิด เช่น มะเร็ง ไข้หวัด โรคความดัน โรคหัวใจ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ส่วนคำถามเรื่องเห็ดกระดุมบราซิลที่คุณได้ไปนั้น ควรทานครั้งละ 2-3 แคปซูลก่อนอาหาร 30 นาที วันละ 3 เวลา สำหรับผู้ป่วย ส่วนผู้ที่ปกติดี แต่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้ปลอดโรคนั้น สามารถทานได้ครั้งละ 1-2 แคปซูล ก่อนนอนได้จะดีมากครับ ตีสี่พอดี ขอไปนอนก่อนล่ะ เพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อทีมอิตาลีที่พ่ายแพ้หมดรูป แต่ก็ชื่นชมกรรมการตัดสินตรงไปตรงมา หากบ้านเรามีกรรมการทางการเมืองเหมือนทางยุโรปเขา ป่านนี้เราก็ไม่แพ้ประเทศไหนในโลก ขอกลับไปฝันว่า สักวัน เราจะมีประชาธิปไตยเต็มใบสักที


Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอบคุณสำหรับรายละเอียดที่เข้าใจง่ายครับ

ตั้งหัวข้อ  Banlu on Mon Jul 02, 2012 7:38 pm

ผมจะนำข้อมูลและรายละเอียดเหล่านี้ไปดำเนินการทันทีเลยครับ... เมื่อได้ผลลัพธ์อย่างไรจะรายงานให้ทราบครับ
ขอบคุณมาก ๆ ครับสำหรับข้อมูลที่ยอดเยี่ยม

Banlu

จำนวนข้อความ : 54
Join date : 11/10/2010
Age : 42
ที่อยู่ : ไชโยฟาร์มเห็ด สุราษฎร์ธานี

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

รบกวนสอบถามเพิ่มเติมค่ะ

ตั้งหัวข้อ  tivatt on Sat May 03, 2014 7:44 am

เข้าใจในขั้นตอนการหมักแล้วค่ะ แต่มีคำถามนิดนึงค่ะ
หลังจากหมัก 3 -5 วัน เพื่อให้ได้น้ำเอนไซม์แล้วนะคะ เวลาจะเอาไปแช่ตู้เย็น
กรองเอาแต่น้ำใส่ขวดหรือเปล่าคะ หรือว่าแช่เข้าไปทั้งเห็ดที่หมักด้วยคะ
ขอบคุณค่ะ

tivatt

จำนวนข้อความ : 5
Join date : 05/04/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ