เห็ดกระดุมบราซิล

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

เห็ดกระดุมบราซิล

ตั้งหัวข้อ  px-7 on Sat Jul 14, 2012 3:25 pm

เรียน คุณ Pai_Anonworld
เห็ดกระดุมบราซิลมีผลอย่างไร กับระบบภูมิคุ้มกัน ในกรณีผู้ที่มีภาวะผิดปกติของภูมิคุ้มกัน
คือภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ซึ่งปกติภูมิค้มกันจะทำลายสิ่งแลกปลอมหรือเช้ือโรค
แพทย์แผนปจจุบันจะให้การรักษาโดยยากดภูมิคุ้มกัน เห็ดกระดุมบราซิลสามารถใช้ร่วมกับการรักษาดังกล่าได้หรือไม่


ขอบคุณค่ะ

px-7

px-7

จำนวนข้อความ : 8
Join date : 06/02/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เห็ดกระดุมบราซิลกับการใช้รักษาโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองหรือเอสแอลอี หรือโรคลูปัสหรือโรคพุ่มพวงได้หรือไม่

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Jul 16, 2012 12:25 am

เรื่องของโรคเอสแอลอี ดูเหมือนจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการตรวจสอบทันสมัยมากขึ้น จึงทำการตรวจสอบสาเหตุของโรคได้ง่ายและแม่ยำยิ่งขึ้น โรคเอสแอลอี เป็นเป็นโรคที่ไม่มีมีอันตรายร้ายแรงอย่างที่ผู้คนส่วนมากเข้าใจ โรคเอสแอลอีเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการผลิตโปรตีนของภูมิคุ้มกันในเลือดที่เรียกว่าแอนติบอดี้ขึ้นมามากเกินปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น โรคลูปัสคือการที่เลือดมีการจัดตัวอย่างไม่เป็นระเบียบ โปรตีนเหล่านี้อาจไปปรากฏตัวอยู่ตามผิวหนัง, ก่อให้เกิดผื่นผิวหนัง, หรือไปฝังตัวอยู่ในไต, สมอง, ปอดและข้อต่าง ๆทั่วร่างกาย สิ่งที่สำคัญมากที่จะต้องทำความเข้าใจคือ อวัยวะทุกส่วนในร่างกายที่มีการอักเสบสามารถรักษาให้หายได้อย่างไม่ยากโดยแทบจะไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ เมื่ออาการอักเสบที่เกิดขึ้นบรรเทาลง แล้วหรืออยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้แล้ว ก็จะไม่ทิ้งร่องรอยความเสียหายถาวรไว้
ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเอสแอลอีคือ ผู้หญิงในวัยสาวถึงวัยกลางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่นและวัยยี่สิบต้นๆ ข้อมูลจากทั่วโลกส่วนใหญ่พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึงเก้าต่อหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งในผู้ป่วยหญิงนั้นมักจะไม่พบผู้ป่วยโรคเอสแอลอีในหญิงวัยก่อนมีประจำเดือน และหญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีมักจะเกิดอาการครั้งแรกในวัยยี่สิบต้น ๆ มักจะเริ่มจากมีไข้หรือปวดตามข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีผื่นที่หน้า มีแผลในปาก ผมร่วง หรือมีอาการบวมจากไตอักเสบ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไปมีโอกาสเกิดโรคเอสแอลอีน้อยลง แต่ก็ยังพบได้
สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด จากหลักฐานทางการวิจัยพบว่าโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์, ฮอร์โมน และการติดเชื้อโรค (โดยเฉพาะเชื้อไวรัส) ซึ่งหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้จะได้มีการกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
แต่ในขณะนี้ เป็นที่เชื่อกันว่าความผิดปกติทางกรรมพันธุ์มีแนวโน้มที่จะนำมาซึ่งโรคเอสแอลอี แต่ทั้งนี้ยังต้องประกอบด้วยปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น อาจมีความเกี่ยวข้องกับแสงอุลตร้าไวโอเลต (พบผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเกิดโรคขึ้นโดยครั้งแรก เริ่มจากโดนแสงแดดขณะพักผ่อนวันหยุด, การตั้งครรภ์ (อาจเกิดจากการตั้งครรภ์โดยตรง ในระหว่างการตั้งครรภ์ หรือในช่วงภายหลังจากการคลอดบุตร ที่เรียกว่า “ภาวะหลังคลอด” ก็ได้) และจากยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ยาลดน้ำหนัก ยากันชัก เป็นต้น เนื่องจากแสงอาทิตย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ในผู้ป่วยบางคน ดังนั้นจึงเป็นที่คาดได้ว่า โรคเอสแอลอี คงจะเป็นโรคสามัญในบางประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร แต่ก็เป็นการยากที่จะได้ตัวเลขที่แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น โรคเอสแอลอีเป็นโรคสามัญในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่เกาะ แต่ก็ปรากฎว่าพบได้บ่อยในประเทศสกอตแลนด์ เช่นเดียวกัน

ยารักษาโรคเอสแอลอีสามารถแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ได้ 4 กลุ่ม ตามประสิทธิภาพและผลข้างเคียงคือ
1. ยาแอสไพริน และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
2. ยาต้านมาลาเรีย
3. ยาสเตียรอยด์
4. ยากดภูมิคุ้มกัน

ยากดภูมิคุ้มกัน
ยากลุ่มนี้เป็นยาที่จะช่วยกดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ และทำให้โรคเอสแอลอีสงบลงได้ รวมทั้งยังเป็นยาที่ช่วยลดขนาดของยาสเตียรอยด์ที่ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีต้องใช้ลงได้ แต่ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ช้ากว่ายาสเตียรอยด์มาก ดังนั้นในการรักษาโรคเอสแอลอีจึงจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ก่อน ในขณะที่อาจพิจารณาเริ่มยากดภูมิคุ้มกั้นไปด้วยเลยพร้อม ๆ กัน ยากลุ่มนี้มีหลายตัวเช่น ยาอะซาไธโอพริน ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ หรือยาเมโธรเทรกเสท ยากลุ่มนี้จะมีผลยับยั้งการแบ่งตัวของเซลที่สร้างภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติลดน้อยลง ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงหลักคือ อาจกดไขกระดูกทำให้มีจำนวนเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือเกร็ดเลือดในเลือดลดลง
ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้ยากลุ่มนี้จึงต้องได้รับการตรวจเลือดดูจำนวนเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆเป็นระยะ ๆ นอกจากนั้นผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มนี้อาจมีอาการผมร่วง มีแผลในปาก หรือเยื่อบุในปากอักเสบได้ ยากลุ่มนี้มักจะเอาไว้ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีการอักเสบของอวัยวะสำคัญที่รุนแรง เช่น ไตอักเสบ เป็นต้น

หากคุณกรุณากลับไปอ่านเรื่องของมหัศจรรย์ที่รวบรวมและเรียบเรียงโดย ดร.อานนท์ เอื้อตระกูลไว้อย่างละเอียดในหน้าหลักนั้น ขอให้ดูรายละเอียดในเรื่องความสามารถของเห็ดกระดุมบราซิลต่อโรคต่างๆ พร้อมทั้งสารสำคัญในตัวเห็ดกระดุมบราซิลด้วยนั้น จะเห็นว่า เห็ดกระดุมบราซิลมีทั้งสารสเตียรอยด์ธรรมชาติ ที่ไม่เหมือนสารสเตียรอยด์สังเคราะห์ที่มีผลข้างเคียง แต่จากเห็ดจะไม่มีผลข้างเคียงแต่ประการใด และสารเบต้ากลูแคนที่มีน้ำหนักโมเลกุลที่แตกต่างไปจากเห็ดอื่นๆนั้น ทำให้เห็ดกระดุมบราซิล จึงมีความสามารถช่วยรักษาผู้ป่วยเอสแอลอีให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างดียิ่ง ทางสถาบันอานนท์ไบโอเทค ได้เคยแนะนำให้ผู้ป่วยประเภทนี้ รายที่เป็นอย่างรุนแรง เช่น กรณีนายตำรวจชั้นสูงท่านหนึ่ง รับราชการอยู่ทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ป่วยเป็นโรคเอสแอลอีอย่างรุนแรง ทั้งๆที่ภรรยาเป็นแพทย์ที่ทำการรักษาอย่างใกล้ชิด ด้วยการใช้ยาแผนปัจจุบันอย่างดีและมีราคาแพง ปรากฎว่า ร่างกายของนายตำรวจท่านนี้กลับทรุดอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทั่วร่างกายส่วนใหญ่ไม่สามารถขยับเขยื่อนได้เลย แต่หลังจากทานเห็ดเป็นยาผสมที่ใช้เห็ดกระดุมบราซิลเป็นหลักมากถึง 60% เข้าไปในสัปดาห์แรกๆ ปรากฎว่า เกิดอาการตัวร้อนและมีอาการคันทั่วร่างกายจนแทบทนไม่ไหว จึงตัดสินใจงดทานเห็ดเป็นยาดังกล่าวไป โดยหันมาทานยากดภูมิเหมือนเดิม แต่ร่างกายกลับทรุดหนักไปอีกจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย จึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า หากขืนใช้ยาแผนปัจจุบันต่อไปอีก ไม่นานก็คงเสียชีวิตแน่ จึงตัดสินใจแน่วแน่ โดยท่านบอกว่า เป็นการหักดิบเลย โดยหันกลับมาทานเห็ดกระดุมบราซิลใหม่ แม้ว่าจะมีอาการปวดและคัน ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ร่างการเป็นอัมพาตไปทั่วร่าง ปรากฎว่าท่านใช้ความเด็ดเดี่ยวใช้เห็ดกระดุมบราซิลทานไปได้ประมาณ 45 วัน อาการต่างๆของท่านดีขึ้น มือและปากเริ่มเคลื่อนไหวได้ อีกสองเดือนต่อมา เริ่มเซ็นต์ชื่อ กดรีโมทดูทีวีเองได้ และสามารถกลับเข้ารับราชการใหม่ได้ก่อนหน้าที่จะมีคำสั่งให้พักราชการเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ปัจจุบันท่านหายเกือบปกติแล้วอย่างมหัศจรรย์ยิ่ง สามารถขับรถจากภาคใต้ขึ้นมาติดต่อราชการที่สำนักงานใหญ่กรุงเทพหลายครั้งแล้ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างหนึ่ง ที่ทางสถาบันอานนท์ไบโอเทคได้ให้ความช่วยเหลืออยู่ตราบทุกวันนี้
ด้วยความที่เห็ดกระดุมมีสรรพคุณทางยาที่สำคัญมาก หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เป็นเห็ดที่มีสรรพคุณทางยาด้านการเสริมภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคต่างๆ รวมทั้งมะเร็ง ภูมิแพ้ เอดส์ได้อย่างดียิ่งนั้น ทางสถาบันอานนท์ไบโอเทค ที่เป็นเจ้าของสายพันธุ์ที่ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ได้ไปเก็บรวบรวมมาจากเมืองปิอะด๊อท ประเทศบราซิล แล้วนำมาทำการผลิตเพื่อการส่งออก ไปยังผู้ผลิตยาหลายประเทศ รวมทั้งส่งไปให้ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อเมริกา อังกฤษมานานกว่า 8 ปีแล้วนั้น หลังจากที่ได้มีการเปิดอบรมเรื่อง การเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองรุ่นแรกไปแล้ว ดร.อานนท์ เห็นว่า การใช้เห็ดถั่งเช่าสีทองเป็นยาบำรุง เพิ่มสมรรถนะทางเพศ รักษาโรคปอดและไตอย่างได้ผลนั้น จะต้องใช้เห็ดถั่งเช่าสีทองผสมกับเห็ดกระดุมบราซิลจะได้ผลดีกว่า จึงตัดสินใจที่จะเปิดเผยเทคโนโลยีต่างๆที่สะสมมาตั้งแต่อดีต เพื่อนำมาใช้ในการผลิตเห็ดกระดุมบราซิลเป็นธุรกิจเฉพาะของสถาบันอานนท์ไบโอเทคที่ผ่านมาเท่านั้น จะทำการเปิดเผยผ่านการเปิดอบรมให้แก่สาธารณชนผู้สนใจโดยทั่วไป โดยกำหนดจะเปิดขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ โดยจำกัดจำนวน ซึ่งเท่าที่ทราบขณะนี้ มีผู้ที่ลงชื่อแจ้งความประสงค์ที่จะเข้ารับการอบรมเรื่องเห็ดกระดุมบราซิลจำนวนมากแล้ว หากท่านใดสนใจ กรุณาติดต่อจองที่นั่งเป็นการด่วน ส่วนท่านที่จองที่นั่งไว้แล้ว กรุณายืนยันอีกครั้งก่อนวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ หากพ้นกำหนด จะให้สิทธิผู้ที่กำลังรออยู่ทันที โปรดติดต่อได้ที่ 02-9083308 และ 0860830202

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เห็ดกระดุมบราซิล

ตั้งหัวข้อ  px-7 on Mon Aug 06, 2012 10:48 pm

สวัสดีค่ะ คุณPai_Anon
ดิฉันได้ติดต่อน้ำหมักเห็ดกระดุม จาก อ.ธวัช ท่านพยามจะส่งให้แต่ปัญหาท่ขนส่งไม่รับค่ะ
ตอนนี้ดิฉันรับประทานแบบแคปซูล แต่ก็สนใจน้ำหมักเห็ดกระดุมอยู่คะ เพราะว่าค่าใช้จ่ายน่าจะ
ถูกกว่า อยากลองทำน้ำหมักใช้เองบ้าง กำลังหาข้อมูลอยู่ค่ะ ขอคำแนะนำด้วยนะค่ะ

ขอบคุณค่ะ
px-7

px-7

จำนวนข้อความ : 8
Join date : 06/02/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ