ในก้อนเห็ดมีหนอนแก้อย่างไรดีคะ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ในก้อนเห็ดมีหนอนแก้อย่างไรดีคะ

ตั้งหัวข้อ  wanwisa on Mon Jul 23, 2012 4:38 pm

สวัสดีค่ะ หนูชื่อ วันวิสา เต่าทอง อบรมรุ่นที่ P103/01 หนูได้เข้ารับการอบรมเพาะเห็ดถุงไปเมื่อวันที่12พฤษภาคมที่ผ่านมาค่ะ จากนั้นก็ได้ลงมือทำก้อนเห็ดเองมาโดยตลอด และเมื่อเปิดดอกก็ได้ผลผลิตที่ดีมากค่ะ แต่ระยะหลังๆสังเกตุเห็นว่าบางก้อนได้พบกับหนอนตัวเล็กๆอยู่ในก้อนค่ะ ซึ่งสันนิษฐานว่ามันเป็นหนอนที่เกิดจากแมลงหวี่หรือแมลงวัน ถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะแก้ไขอย่างไรดีคะ หนอนถึงจะไม่มี

ปกติแล้วก็มีการพ่นฟังแบคคิวอยู่ตลอดไม่เคยขาดค่ะ

ขอคำชี้แนะด้วยนะคะอาจารย์ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง
วันวิสา เต่าทอง

wanwisa

จำนวนข้อความ : 24
Join date : 13/05/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ในก้อนเห็ดมีหนอนแก้อย่างไรดีคะ

ตั้งหัวข้อ  Xieuing on Mon Jul 23, 2012 8:08 pm

Dear Miss

in the last, I was contamination with drosophila worm. I try to treatment, but unsussesfull, now ... I clearn arount, waste - special the waste water, some time used lime and alway close the doors
(but some spawns are outside - that's verry good, no mold, no worm ... Shocked )

Xieuing

จำนวนข้อความ : 14
Join date : 23/07/2012
Age : 36
ที่อยู่ : VN

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอบเมล์หนูวันวิสา จาก ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Jul 23, 2012 11:38 pm

สวัสดีค่ะอาจารย์ หนู วันวิสา เต่าทอง อบรมรุ่นที่ P103/01 หนูได้เข้ารับการอบรมเพาะเห็ดถุงไปเมื่อวันที่12พฤษภาคมที่ผ่านมา จากนั้นก็ลงมือทำก้อนเห็ดโดยใช้วัสดุเพาะ301 บ้านหนูทำกันเองทุกขั้นตอนเลยค่ะ เริ่มจากเอาวัสดุเพาะมาใส่น้ำให้ความชื้น หมักเอาไว้ จากนั้นก็นำมาตุ๊บตั๊บทำก้อน เอาไปนึ่ง2ชั่วโมง พอเช้ามาหนูก็ตื่นแต่เช้ามาหยอดหัวเชื้อก่อนไปมหาวิทยาลัย ตอนนี้ทำไปหลายพันก้อนแล้ว ผลผลิตที่ได้ก็ออกมาดีมากค่ะ ไปมหาวิทยาลัยทีก็ได้ออเดอร์ของก้อนเห็ดและดอกเห็ดกลับบ้านแทบทุกวัน เช้ามาจะไปเรียนก็ขนก้อนกับดอกเห็ดขึ้นรถ ขากลับก็ขนเงินกลับบ้าน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากเลยค่ะ
เมื่อวันศุกร์พ่อและแม่ของหนูได้ไปซื้ออุปกรณ์ทำเห็ดที่ศูนย์ของอาจารย์ ซึ่งปกติแล้วหนูก็จะติดตามไปด้วยแทบทุกครั้งแต่เนื่องจากวันนี้ไม่ค่อยสบายเลยพักผ่อนอยู่บ้าน แต่หนูก็เจ็บใจตัวเองมากที่ไม่ได้ไป ตอนที่หนูไปไม่เคยได้เจออาจารย์เลยแต่พ่อกับแม่ไปคราวนี้ได้เจอกับอาจารย์ด้วย พ่อบอกว่าหนูไม่มีบุญ T^T วันนี้หนูก็เลยเอาผลงานมาอวดค่ะ เอารูปหนูติดมาด้วยเผื่ออาจารย์จะจำหนูไม่ได้
ตอนนี้ที่บ้านประสบกับปัญหาไรไข่ปลาค่ะ อาจารย์คงทราบจากแม่ของหนูแล้ว (หนูได้แนบรูปที่ก้อนมีปัญหามาด้วย) ดีที่โรงเรือนของหนูเป็นโรงเรือนเล็กๆแต่ว่ามีหลายโรงเรือนการระบาดเลยเป็นเพียงแค่โรงเรือนเดียว ตอนนี้ก็เลยเร่งกันป้องกันอย่างสุดกำลัง ไม่ให้มันลุกลามไปถึงโรงเรือนอื่นที่กำลังจะเปิดดอกในไม่ช้านี้ ตอนนี้ใช้ฟังแบคฯแบบเข้มข้นหน่อย ก็ฉีดทุกวัน วันละ 2 ครั้ง และใช้ยาของสุนัขที่เอาไว้กำจัดไร เห็บ หมัด เอามาพ้นที่พื้นตามโรงเรือนด้วย แล้วก็มีบางส่วนที่ก้อนยังมีเชื้อเห็ดอยู่บ้างยังไม่โดนไรกินซะหมดหนูลองเอามาตากแดดดู เพราะเมื่อก่อนที่เอาก้อนจากที่อื่นมาแล้วเจอปัญหาแบบนี้หนูก็เคยเอามาตากแดดก็ได้ผลเหมือนเชื้อเห็ดมันเดินต่อ ถ้าได้ผลยังไงหนูจะมารายงานให้ทราบนะคะ
อีกเรื่องที่หนูอยากถามอาจารย์ บางก้อนก็พบหนอนตัวเล็กๆอยู่ในก้อนค่ะ เกิดจากแมลงหวี่แมลงวันหรือเปล่าคะ ปกติก็พ่นฟังแบคฯอยู่ตลอดอยู่แล้ว แต่ทำไมยังมีหนอนอยู่เลยคะ (หนูแนบรูปหนอนติดมาด้วย) ทำยังไงมันก็ไม่ตายซะทีจะแก้ไขอย่างไรดีคะ
สุดท้ายขอขอบคุณอาจารย์ค่ะที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำเห็ดของหนู และหวังว่าไปคราวหน้าจะได้เจออาจารย์บ้างนะคะ มีความสุข Smile
หนูอยากจะเป็นเกษตรหัวก้าวหน้าแบบอาจารย์ค่ะ ดีใจและภูมิใจมากที่ได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์
ขอให้อาจารย์มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแบบนี้ตลอดไปนะคะ ด้วยความเคารพค่ะ
วันวิสา เต่าทอง (เมย์)
***emailฉบับนี้ครั้งแรกส่งเข้าanonajv@yahoo.com แต่กลัวอาจารย์จะไม่ได้รับเลยส่งเข้ามาเมล์นี้อีกทีค่ะ



ถึงหนูเมย์

ได้รับเมล์หลังจากที่พ่อแม่ของหนูไปเอาวัสดุเพาะเห็ด KAT 301 โดยแม่ของหนูบอกว่า หนูเคยเมล์มาหาอาจารย์แล้ว อาจารย์ไม่ตอบ ไม่สนใจ อาจจะเห็นว่า เป็นเด็กก็ได้ จริงๆแล้ว เมล์ทุกเมล์ที่ผ่านสายตา ไม่ว่าคนไทย แขก จีน ญวน ก็จะตอบทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าเมล์ที่ไม่ปรากฎชื่อ แล้วไม่ยอมลงทุนอะไรเลย อยู่ๆก็เขียนเข้ามาขอความรู้นั้นความรู้นี้ เมล์เช่นนี้ จะไม่ค่อยตอบ เพราะสิ่งที่เราตอบนั้น เป็นการนำเอาความรู้ที่ได้มาจากการปฎิบัติของเรา ทุนของเรา เวลาของเรามาชั่วชีวิต เมื่อได้รับทราบจากแม่หนูว่า มีเมล์ของหนูเข้าไปที่ anonajv@yahoo.com ก็พยายามค้นไปทุกหน้า ไปจนกระทั่งถึงปีที่แล้ว ก็ยังไม่มีชื่อคนชื่อ วันวิสา เลย และเพื่อเป็นการไม่สะเพร่าหรือประมาท นี่ก็ลองค้นอีกที ก็ไม่เจอเช่นกัน เป็นอันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวที่ว่าไม่สนใจตอบเมล์ที่ถือว่าเป็นเรื่องฉกาจฉกรรจ์มากนั้น ก็เป็นอันตกไป เพราะไม่มีเมล์ดังกล่าวปรากฎอยู่ เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยว่า รู้สึกดีใจ และภูมิใจมาก ที่ได้รับเมล์นี้ และได้เห็นความตั้งใจของเด็กผู้หญิง ที่ขณะที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ แล้วยังสนใจทำเห็ด และยังไม่พอเอาเห็ดไปขายขณะที่เรียนหนังสือด้วย เป็นเรื่องที่น้อยคนนักในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่นหรือวัยเรียน ที่จะทำได้เช่นนี้ ทำให้คิดถึงสิ่งที่อาจารย์ได้ทำในอดีตเช่นเดียวกัน จึงถึงมีวันนี้ หลายคนตั้งคำถามมาตลอดว่า ทำไมอาจารย์ถึงทำเห็ดเป็น ไปเรียนมาจากไหน ประเทศไหนเขาสอนเหรอ แล้วทำไมได้ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดขององค์การค้าโลก ของสหประชาชาติ และอะไรต่ออะไรนั้น จริงๆแล้ว เรื่องเห็ดนั้น ไม่ได้ไปเรียนมาจากไหนเลย เพียงแต่ทางครอบครัวทำธุรกิจค้าพืชไร่หรือสินค้าทางการเกษตร ที่บ้านนอก ต่างจังหวัด คือ ที่ บ้านร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ช่วงไหนที่พอมีเวลาว่าง เตี่ยกับแม่ ก็จะไปเอาฟาง เอาเปลือกถั่วมาทำเห็ดกันตามมีตามเกิด ก็เท่านั้น พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปี 2515 ได้ร่วมกับนิสิตเกษตรตั้งชมรมเห็ดขึ้นมา กลางวันก็เรียนหนังสือ กลางคืนก็สอนอบรมเรื่องเห็ดให้แก่ผู้สนใจทั่วไป วันเสาร์-อาทิตย์ นั่งรถไฟกลับแพร่ เพื่อบังคับให้ทางบ้าน ช่วยทำการทดลองตามเพาะเห็ดตามที่เราสงสัย หรือตามที่ลูกศิษย์ลูกหา และเรายังไม่สามารถตอบได้ ก็ต้องเอามาปฎิบัติ พอเห็ดออกมา ก็นั่งรถเมล์ไปขายที่สนามหลวง (ก่อนที่เขาจะย้ายมาที่ จตุจักร) ขายไปวิ่งหนีตำรวจไป บางทีเขามีงานที่อาคารแสดงสินค้าที่สี่แยกคอกวันก็เอาเห็ดไปขาย ขายไปก็ดูตำรวจไป ตอนหลังพอเขามี ตลาด อตก. ช่วงนั้น คนไม่ค่อยมี เขาก็เชิญเราไปขายเห็ด พอคนติดเขาก็ไล่เรา ก็แอบไปเปิดท้ายขายเห็ด แล้วคอยหนียามไปด้วย ทีนี้พอจบระดับปริญญาตรีปี 2518 ไปสมัครงานที่กรมวิชาการเกษตร ที่สาขาจุลชีววิทยาประยุกต์(ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องเห็ด) เป็นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน เขาไม่มีตำแหน่งบรรจุให้ เพราะเขารับเฉพาะคนที่จบทางจุลชีววิทยาเท่านั้น แต่เราดันไปจบพืชไร่ วันแรกที่เข้าไปเป็นลูกจ้างชั่วคราว ก็ซ่าทันที ด้วยการเชิญบรรดานักวิชาการที่วิจัยเรื่องเห็ดมากันเป็นสิบๆปี ผลงานมีมากมาย แต่ไม่ได้เอาออกไปให้สาธารณชนทราบเลย จึงเชิญประชุมพร้อมอัดเทปไว้ด้วยว่า สิ่งที่เราสนใจมาทำงานในหน่วยงานนี้ แม้ไม่มีตำแหน่งทางราชการ แต่จะนำหน่วยงานนี้ เอาผลงานวิจัยออกสู่สาธารณชนให้ได้ ต่อหน้าใครๆก็เห็นด้วย แต่ลับหลัง ทุกคนก็บอกว่า เราบ้า เป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราวแล้วมาซ่าที่จะเรียกประชุมนักวิชาการ บางคนอายุมากราวพ่อแม่ของเราทีเดียว แต่เราก็มั่นใจว่าเราทำได้ โดยไม่มีใครเสียหน้า ว่าแล้ว ก็ไปที่เชียงใหม่ ไปหาผู้บัญชาการค่ายกาวิละ ชื่อ พล.ตรี จวน วรรนรัตน์ ไปบอกท่านว่า ทางกรมวิชาการ ทำเห็ดมานานแล้ว ทำมาตั้งแต่ปี 2489 แล้ว แต่งานวิจัยทุกอย่างถูกเก็บไว้ในลิ้นชักหมด จึงบอกท่านว่า สามารถนำเอาวิชาการเพาะเห้ดมาสอนทหารที่เชียงใหม่ได้ โดยขอให้ท่านทำหนังสือเชิญไป ปรากฎว่า ท่านบ้าจี้ตาม และทำหนังสือเชิญตามหลังไปเลย ก็เลยโดนสวดจากนักวิชาการที่จำเป็นจะต้องเดินทางไปเชียงใหม่ ซึ่งปกติ พวกนี้ ไม่ค่อยชอบเดินทางไปไหนกัน เรากลับกลายมาเป็นตัวที่ทำให้เขาทำงานมากขึ้น เลยโดนสวดเสียยับ แต่พอไปสอนนายทหาร ก่อนสอนทุกครั้ง นายทหารเขาทำความเคารพอย่างดี มีเกียรติ โอ้ยทุกคนหน้าบานเชียว และจากนั้นอีกไม่กี่วัน ปรากฎว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทอดพระเนตรการอบรมเป็นการส่วนพระองค์ในตอนเย็นของวันสุดท้ายของการอบรม ด้วยบารมีของพระองค์ ทำให้วงการเห็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กรมวิชาการเกษตรตื่นตัวเป็นอย่างมาก ต่างฝ่ายต่างแย่กันดังแย่กันออกหน้า แย่งกันเป็นใหญ่ ขณะที่เราเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ จนร้อนถึงท่านหลวงอินทรีย์ จันทรสถิตย์ ซึ่งเป็น รมต.เกษตรสมัยนั้น ได้เรียกอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเข้าพบ และขอให้หาตำแหน่งบรรจุให้ โดยขอทาง กพ. เป็นตำแหน่งพิเศษ ชื่อว่า นักวิชาการโรคพืช(พิเศษ) โดยมีเงื่อนไขว่า ตำแหน่งนี้ หากนายอานนท์ ล้มหายตายจากหรือลาออกไป ก็ขอให้สิ้นสุดตำแหน่งนี้ทันที ก็นี่ไง คือ ทำๆๆๆๆ แล้วก็ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกไง แต่ไม่ได้คิดว่า คนอื่นเขามั่นไส้ไง ผลสุดท้าย มีอะไรดี เขาก็เอาไปให้คนที่จบปริญญาเอกเสียหมด เราก็ทำแทบตาย แต่เราจะกลัวอะไรล่ะ เพราะเราถือว่าเราทำดี ทำถูก จนกระทั่งเรื่องเห้ดไทย ดังไปทั่วโลก เดี๋ยวคนนั้น คนนี้ จากทั่วมุมโลกมาดู ตอนที่เขามาคุย เขาก็คุยกับคนที่เขาพูดภาษาอังกฤษได้สิ แต่คนต่างประเทศบางคน เขาไม่ได้สนใจที่จะพูดเท่านั้น มีรายหนึ่ง เป็นผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติ ประจำเอเซียและแปซิฟิก เป็นคนฟิลิปปินส์ กำลังจะเกษียณ แกก็มาพูดมาคุยกับอธิบดี ผู้อำนวยการกองหลายครั้ง ที่อยากจะรู้เรื่องเห็ด บรรดาผู้ใหญ่เหล่านี้ ก็อยากจะแสดงให้เห็นว่าตัวเองรู้เรื่องเห็ดดี ก็เลยเหมาตอบเอง ราวกะว่าตัวเองรู้เรื่องเห็ดดี เพราะเขาคิดว่าเผื่อฟลุค หากพูดดี ก็อาจจะมีโอกาสไปทำงานต่างประเทศเงินเดือนสูง แต่พอเขาซักไซร้ไล่เรียงรายละเอียดจริงๆ และอยากดูของจริง กลับตอบเขาไม่ได้ ก็ส่งมาหากเรา ก็ตรงนี้ไง ที่ตอนท้าย เขาบอกว่า เขาเจอผู้เชี่ยวชาญเห็ดเยอะแยะเลย ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนใหญ่ ดูแล้วเก่งไปหมดในทฤษฎี แต่ทางปฎิบัติ เขาไม่เคยเจอเลย เพิ่งมาเจอคราวนี้แหละ โดยแกบอกว่า There are lots of know-how mushroom expert but least of do-how mushroom expert เพียงแค่คำนี้เท่านั้น ที่อาจารย์ได้ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดขององค์การโลกมากว่า 20 ปี ที่พูดมาให้ฟังยาวๆ ก็เพราะมาคิดถึงสิ่งที่หนูทำนั้น ดีแล้วล่ะ ทำต่อไปเถอะ ตอนนี้ โลกทั้งโลก คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่กำลังเลือกเดินกันผิดทาง โดยดูเอาเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆเป็นสิ่งโก้ไก๋ไป โดยอาจารย์มีประสบการณ์ที่ไปสอนมาหลายประเทศ ยกตัวอย่าง เช่น ที่ไนจีเรีย แต่ก่อน เขามีความเจริญทางด้านการเกษตรมากกว่าประเทศไทยเสียอีก เขาเป็นผู้นำทางด้านงานวิจัย และงานด้านวิชาการ แต่พอเขาเจอน้ำมันเท่านั้น รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายให้คนหันมาสนใจงานด้านอุตสาหกรรม และงานบริหาร ไม่ส่งเสริมงานการเกษตร หรือด้านการผลิต พอราคาน้ำมันลดลง เศรษบกิจของประเทศพัง บ้านเมืองจึงเกิดจราจลเผาบ้านเผาเมืองวุ่นวายไปหมดตราบทุกวันนี้ บางคนต้องหนีมาค้ายาหรือสิ่งผิดกฎหมายในต่างประเทศ เพื่อให้ถูกจับ จะได้เข้าห้องขัง และมีข้าวกิน ดูจากนักโทษไนจีเรียที่บ้านเราสิ พอออกเรือนจำแล้ว เดี๋ยวก็จะหาเรื่องเข้าไปอีก เพราะสบายมีอาหารกินดีกว่าที่ประเทศเขา และขอให้ลองจับตาดูอีกประเทศคือ จีน ตอนนี้ วัยรุ่นส่วนใหญ่ ละทิ้งงานด้านการผลิตการเกษตรไปหมดแล้ว อีกหน่อยมีปัญหาแน่ บ้านเราก็ไม่ต่างไปจากที่อาจารย์ได้เอ่ยไว้เลย ดังนั้น ในอนาคตเรามีปัญหาแน่ๆ สิ่งที่หนูทำนั้น มันจะค่อยฝังลึกเข้าไปในอุปนิสัยที่ดี วันข้างหน้าดีแน่ มิได้หมายความว่า เพราะเลือกเห็ด จึงบอกว่าดีแน่ไม่ใช่ อะไรก็ได้ ที่เราสามารถผลิตเองได้ ทำเองได้ ไม่ต้องไปพึ่งพาใครนั้นต่างหาก ที่จะทำให้เรายืนหยัดอยู่ในสังคมในอนาคตได้ ส่วนผู้ที่ทำงาน แทนเครื่องจักร เครื่องยนต์ พอถึงจุดๆหนึ่ง พอสภาพร่างกายไม่ให้แล้ว พวกนี้ จะประสพปัญหาตอนแก่

แน่นอนครับ สิ่งที่หนูทำนั้น ย่อมมีปัญหา คนที่จะแก้ปัญหาได้ อยู่ที่ตัวเรา ดูสิ ที่หนูและพ่อแม่เริ่มทำเห็ดนั้น เกิดจากที่ไปซื้อก้อนเชื้อเขามา บางทีเราไม่รู้ว่าควรเลือกอย่างไร แต่พอเอามาแล้ว เราถึงรู้ปัญหา บางครั้ง ผู้ผลิตเขารู้หรือเปล่าไม่ีทราบว่า ของที่เขาขายให้ลูกค้าไปนั้น มีปัญหาหรือไม่ ของหนูที่ซื้อไป เผอิญว่า มีไรเป็นของแถมตามมาด้วย พอมารู้ตัวมันก็ระบาดสร้างความเสียหายไปมากแล้ว จึงต้องขวนขวายมารับการอบรม แล้วไปทำก้อนเอง กระนั้นก็ตาม การอบรม ก็ใช่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาอะไรได้ เพียงแต่ได้เรียนรู้ได้เข้าใจขบวนการผลิต หรือขั้นตอนที่เสี่ยงได้ดีขึ้น จะได้ทำการวิเคราะห์หาเหตุหาผลและแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ของเดิมมีไร ของใหม่ ก็ย่อมมีโอกาสที่ไรสะสมอยู่เข้ามาได้ง่าย ดังนั้น เราต้องระมัดระวังป้องกันให้ได้ เริ่มจาก การนึ่งและการเขี่ยเชื้อแล้ว จะต้องตัดวงจร ไม่ให้ไรเข้าไปได้อีก ดั่งที่หนูและพ่อแม่ทำ อ้าวพอเราดูเรื่องไรพอจะจับทางได้ กลับเจอปัญหาเพิ่มอีก เรื่องหนอน นี่ไง ที่เขาบอกว่า ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่ปลง เราก็ต้องไปดูอีกว่า แล้วหนอนมันมาจากไหนล่ะ อยู่ๆมาจะเดินมาเป็นไปไม่ได้ มันมาจากแมลงหวี่ หรือแมลงวันก้นขน แมลงพวกนี้ พอมันได้กลิ่นหอมของขี้เลื่อยหรือก้อนเชื้อ มันจะบินมาไข่แล้วกลายเป็นหนอนทันที ดังนั้น เวลาเรานึ่งแล้ว ต้องรีบฉีดฟังแบคคิวและสารไล่แมลงทันที ก่อนก้อนจะเย็น เพื่้อป้องกันแมลงพวกนี้มาไข่ เพราะเวลามันเป็นหนอนชอนไชเข้าไปแล้ว แก้ยากแล้ว เพราะมันจะมุดหัวกินวัสดุเพาะอย่างสุขสำราญ จนมันมั่นใจว่า เราฉิบหายแน่นอนแล้ว มันจะออกมาปรากฎกายให้เรามั่นไส้เล่นๆเท่านั้น ต้องกันก่อนแก้ครับ ส่วนการแก้เมื่อมันเป็นหนอนแล้วยากครับ ฟาร์มของอาจารย์ที่เคยทำอยู่ที่ซอยไอยรา 5 พื้นที่ 15 ไร่ ทำก้อนเห้ดขอนขาวเกือบล้านก้อน เพื่อเพาะเห็ดส่งญี่ปุ่นวันละ 1,500 กก.ทำได้แค่ 2-3 เดือน จากนั้น หนอนแมลงวันจากตลาดไท มันย้ายวิกมากินเห็ดของเรา โดยใหม่ๆเราไม่รู้สึกตัวเลย แต่ผลผลิตลดลงอย่างน่าใจหาย จนกระทั่งจากวันละ 1,500 กก.ลดเหลือไม่ถึง 5 กก. พอเข้าไปดูก้อนเชื้อที่เห็นเป็นสีขาวสวยอยู่ แต่พอแกะเข้าดูข้างใน หนอนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด นี่ไง ที่ทำให้ผู้เพาะเห็ดบางคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมักง่าย เอาแต่ได้ ไม่คิดถึงอันตรยต่อผู้บริโภค โดยนำเอายาฆ่าแมลงชนิดที่ร้ายแรง ที่ไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน แต่ทำกันในไทย โดยเอาฟูราดาน หรือดูราแทร์ ผสมกับวัสดุเพาะเห็ดเลย แน่นอนวิธีนี้ ไม่มีแมลงอะไรเข้าไปได้เลย เพราะแค่คิดจะเข้าก็ตายแล้ว แล้วคนที่เอาเห็ดไปกินล่ะ จะร้ายแรงขนาดไหน ขอสรุปว่า การแก้หนอนที่เข้าไปทำลายก้อนเชื้อแล้วนั้น แก้ได้ยากมาก หากจำนวนน้อย อาจจะเอาไปแช่ตู้เย็นให้เย็นจัดเลย หนอนก็ตายได้เหมือนกัน หรือหากเกิดไม่กี่ก้อน ก็เอาน้ำผสมฟังแบคคิว ใส่เข็มฉีดยา ฉีดเข้าไปในก้อนเลย หนอนจะมุดหัวออกมาหมด ก็อย่าไปฆ่ามัน เดี๋ยวบาป เอาไปโยนให้ปลากินให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า ตอนที่ปลากำลังฮุบก็ทำไม่เห็นหรือปิดตาเสีย เอาล่ะ หมาเริ่มหอนเป็นครั้งที่สามที่สี่แล้ว ดูเหมือนมันจะเตือนว่า ทำงานหนักมาทั้งวัน แล้วยังมาตอบเมล์นี้อีกยาวเหยียด มันสั่งให้ไปนอนได้แล้ว (หมาที่นี้มีไม่มาก ประมาณ 20 ตัวเท่านั้น เวลามันหอน มันจะเริ่มจากหลังบ้านมาก่อน ต่อมาที่กลางบ้าน และหน้าบ้าน จากนั้นก็ต่อไปตั้งแต่ปากซอยจนกระทั่งถึงท้ายซอย เป็นอย่างงี้ทั้งคืนๆละ หลายเวลา วันหยุด เบาไปหน่อย ส่วนเวลาเมล์มา อย่าใจร้อน แล้วอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า อาจารย์ไม่ให้ความสำคัญ บางที ต้องไปเขียนตำรา ทำการร่างงานที่จะต้องเตรียมไปบรรยาย ต้องศึกษาค้นคว้าอีกมากมาย เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด ที่ผ่านมา ต้องเขียนบทความและเอกสารแจกย่อยจำนวนมาก เพื่อเตรียมงาน มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ จึงขอให้ใจเย็นๆหน่อย ตอบแน่ แล้วก็ไม่ต้องฝากแม่มาต่อว่าอีกแล้วน๊ะ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอบข้อความจากอาจารย์อานนท์

ตั้งหัวข้อ  wanwisa on Tue Jul 24, 2012 3:09 pm

ถึงอาจารย์ที่เคารพ

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำจากอาจารย์นะคะ เดี๋ยวจะลองแก้ไขดูถ้าผลเป็นอย่างไรจะมารายงานให้ทราบค่ะ

ในส่วนเรื่องที่อาจารย์บอกว่าหนูฝากแม่มาต่อว่า หนูคิดว่าคงเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดนิดหน่อยนะคะ หนูเคยเห็นว่าอาจารย์มีเฟสบุค หนูจึงแอดเพิ่มเป็นเพื่อนไปเนื่องจากส่วนตัวแล้วหนูสะดวกอยากจะสอบถามเรื่องราวต่างๆจากอาจารย์ผ่านทางเฟสบุคมากกว่าค่ะ และหนูได้ส่งข้อความผ่านทางเฟสบุคไปเพื่อให้อาจารย์ได้รับหนูเข้าเป็นเพื่อน แต่เวลาผ่านไปก็ยังไม่ได้รับการยืนยัน ก็เลยคุยกับแม่ว่า อาจารย์ไม่เห็นรับเฟสบุคหนูเลย หนูก็ส่งข้อความไปนะว่าหนูเป็นใคร หนูเลยคิดว่าแม่ของหนูไม่เข้าใจทางด้านเทคโนโลยีว่า เฟสบุคกับอีเมล์มันเป็นอย่างไรต่างกันอย่างไร จึงได้บอกกับอาจารย์ไปแบบนั้น แม่ทำเอาหนูเสียเซลฟ์เลย ยังไงหนูก็ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยนะคะ และตอนหลังหนูถึงทราบจากกระทู้ก่อนหน้านี้ไม่นาน ว่า เฟสบุคของอาจารย์เหมือนจะมีผู้ดูแลที่ไม่ใช่อาจารย์ และอาจารย์ไม่สะดวกทางนั้น ให้คุยในนี้ดีกว่า จากนั้นหนูก็เลยส่งคำถามต่างๆผ่านในนี้และทางเมล์ตามที่อาจารย์เห็นนี่แหล่ะค่ะ

ตัวหนูเองก่อนที่จะมาสนใจการเพาะเห็ด หนูเคยปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มาก่อนค่ะ ก็เริ่มทำมาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมเพราะมหาวิทยาลัยเลื่อนเปิดเทอม อยู่บ้านก็ว่างเลยอยากจะลองปลูกผักไฮโดรฯดู การปลูกผักของหนูเป็นการปลูกแบบไม่ได้พึ่งพาระบบที่มีพวกรางปลูก ปั๊มน้ำ ละอองหมอกฯลฯ หรอกนะคะ แต่ปลูกแล้วก็ได้ผลผลิตดีไม่ต่างจากที่มีระบบปลูกเลยค่ะ แรกๆที่บ้านไม่มีใครสนับสนุนเลย เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะปลูกแบบไม่ใช้ระบบ แม่ก็บ่นว่า จะมาทำทำไม เสียเวลามานั่งหยอดเมล็ดผักทีละเมล็ด พี่ชายก็บอกว่า ทำไม่ได้หรอกเนี่ย เดี๋ยวก็ตายขาดอ็อกซิเจนมันต้องมีปั๊มน้ำ มีระบบ แต่หนูก็ไม่เชื่อก็ดึงดันทำคนเดียวมาจนได้ ลงทุนเองทำเองจะได้เจ็บเอง จนอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยได้ให้จัดการอบรมการพัฒนาอาชีพขึ้นมา หนูก็เลยได้มีโอกาสเผยแพร่ความรู้ในการปลูกผักจากการที่หนูลองแล้วว่าเป็นไปได้ให้คนที่เข้าร่วมอบรม โดยที่ตัวหนูเองเป็นวิทยากรในการสอน และคนก็ให้ความสนใจกันมาก เนื่องจากหนูไม่ได้ลงทุนอุปกรณ์อะไรให้มันฟุ่มเฟือยและแพงเกินกำลังที่หนูจะหาซื้อได้ จนหลังจากนั้น ทางผู้ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยก็ได้เห็นถึงว่าโครงการนี้มีประโยชน์ ทำเป็นอาชีพเสริมได้ ก็เลยได้ให้หนูไปจัดอบรมที่สหกรณ์ออมทรัพย์ของมหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็อบรมไป2รุ่นแล้วค่ะ ต่อมาก็สนใจการเกษตรแบบใหม่ๆ ก็ลองมาหลายอย่าง ทั้งปลูกผักกลับหัว และเอาขวดน้ำมาดัดแปลงเป็นที่ปลูกต่อๆกันเหมือนม่านเอาไปไว้ที่หน้าต่างกลายเป็น แบบBottle Gardent และก็ได้มีโอกาสมาอบรมการเพาะเห็ดจากอาจารย์ หนูก็เลยมีความเลื่อมใสในตัวอาจารย์มาก เพราะตัวหนูเองก็เริ่มทำสิ่งต่างๆในขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ หนูจึงยกให้อาจารย์เป็นแบบอย่างที่ดีของหนู ทำให้หนูอยากจะเป็นเกษตรหัวก้าวหน้าแบบอาจารย์ค่ะ

เล่ามาซะยาวเหยียดแต่ก็ด้วยความภาคภูมิใจค่ะ

ด้วยความเคารพ
วันวิสา เต่าทอง

wanwisa

จำนวนข้อความ : 24
Join date : 13/05/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Bottle garden จะหนู อย่าไปเติมมากไป เดี๋ยวเจ้าของภาษาเขาจะว่าเอา ของให้ตัดเอาตัว t ออกไปเสีย

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Wed Aug 01, 2012 8:38 am

ดีแล้ว มีอะไรก็มีเล่าให้พวกเราฟัง พวกเราอยากจะส่งเสริมและสดุดีเยาวชนรุ่นใหม่ ไม่อยากให้เหมือนประเทศไนจีเรีย ที่ทางการแนะนำทางให้แก่ประชาชนผิดไป อ้อ แล้วอีกอย่างหนึ่ง หนูกำลังเรียนอยู่ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษนั้น ดีแล้วล่ะ ที่หัดรู้ หัดเขียนบ้าง ผิดถูกไม่เป็นไร ไม่ต้องอาย เพราะอีก 2-3 ปี เราก็เป็นสมาชิกประเทศร่วมตลาดกับหลายประเทศอยู่แล้ว ต้องหัดพูดหัดเขียนไว้เยอะๆ เดี๋ยวก็จะเก่งเอง เพียงแต่ว่า บางคำ เขาให้เขียนตามอักษรเขากำหนดตายตัวอยู่แล้ว ก็อย่าไปใส่ให้มันเกินไป เดี๋ยวเจ้าของภาษาเขาจะงง เช่น Bottle garden ไม่ใช่ Bottle gardent ให้ตัดตัว t แล้วหนูก็จะเก่งภาษาขึ้น ดูอย่างอาจารย์อานนท์สิ ตั้งแต่เรียนภาษาอังกฤษมาจนจบปริญญา ไม่เคยสอบได้เกิน 40% วิชาอื่นผ่านหมด ยกเว้นภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ตอนนี้ ก็ไปสอนมาทั่วโลก ดังนั้น อย่าไปกลัว กล้าเข้าไว้ เดี๋ยวก็ดีเอง เช่นเดียวกัน เวลาจะเอาเห้ดไปขายที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย อย่าไปอาย อย่าไปใส่ถุงทึบ ใส่ถุงใสๆให้มองเห็นทะลุเลยว่า หนูกำลังหิ้วอะไรอยู่ เวลานั่งรถ หรือเดินไปไหนมาไหน ก็พยายามเอาถุงเห็ดยกขึ้นมาให้เด่นๆให้เห็นชัด เดี๋ยวก็อาจจะเจอลูกค้าเพิ่มก็ได้ หรืออย่างน้อย มันเป็นการ educate คนอีก

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอบข้อความจากอาจารย์อานนท์

ตั้งหัวข้อ  wanwisa on Mon Aug 06, 2012 7:47 pm

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะอาจารย์ ภาษาอังกฤษกับหนูไม่ค่อยถูกกันค่ะ แต่ก็พยายามพูดพยายามเขียนอยู่เพราะอนาคตจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว

ตอนนี้หิ้วเห็ดไปขายก็เดินถืออย่างภาคภูมิใจค่ะ แล้วก็ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย และอีกอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้ที่มหาวิทยาลัยของหนูมีการเพาะเห็ดโดยบุคลากรของมหาวิทยาลัย เพาะแล้วก็ขายให้กับคนที่มหาวิทยาลัย หนูเองก็เดินผ่านโดยถือเห็ดของหนูขึ้นไปขายให้กับอาจารย์บนตึก หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะหาว่ามาแย่งลูกค้าหรือเปล่า แต่หนูไม่ได้สนใจ ก็เขามาเพาะทีหลังหนูนี่คะ เห็ดของหนูมีคุณภาพอาจารย์ก็พูดกันไปปากต่อปาก จนหนูเดินไปทางไหนอาจารย์ก็ทัก ว่ากิจการดีมั้ย ทั้งเห็ดทั้งผัก ลูกค้าหนูก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆค่ะ ทั้งขายดอกเห็ดและขายก้อน ตอนนี้ก็มีหลายๆคนอยากเข้ามาดูงานที่บ้าน แต่หนูบอกรออีกสักพักให้อะไรๆมันเข้าที่เข้าทางก่อนแล้วจะเชิญให้มา

บางคนถามหนูว่าทำไมวัยแค่นี้มาสนใจเกี่ยวกับเกษตร ทั้งๆที่เพื่อนวัยเดียวกับหนูกลับมองข้ามด้านนี้กันหมด มองว่ามันเป็นเรื่องไม่น่าชื่นชมหรือมองว่ามันดูไม่ทันสมัย อะไรก็ตามแต่ อาจจะเป็นเพราะหนูเติบโตมากับที่บ้านที่ทำสวน มีบ่อปลา เลี้ยงกุ้ง ที่ทุกวันนี้ไ้ด้เรียนได้มีกินก็เพราะสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น แรกๆตัวหนูเองก็ไม่ได้อยากจะทำแบบที่พ่อกับแม่ทำหรอกนะคะ หนูก็ลองทำในสิ่งใหม่ๆที่ยังไม่เคยทำแต่ก็ยังเป็นในเชิงเกษตรอยู่ หนูตอบคนอื่นๆว่า คนเรามันหนีธรรมชาติไม่พ้น สักวันนึกก็ต้องหันกลับมาหาธรรมชาติอยู่ดี อยู่ที่ว่าตอนไหนแค่นั้นเอง เพราะหนูเห็นว่าพอคนแก่ตัวเข้าก็มักอยากจะมีบ้านที่มีพื้นที่พอที่จะทำสวน ปลูกต้นไม้ เอาไว้พักผ่อนหย่อนใจ หนูก็ไม่รู้ว่าที่พูดไปคนฟังจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนแต่ก็คิดว่า สิ่งที่ทำอยู่นี่แหละคือสิ่งที่ใช่สำหรับหนูที่สุดแล้ว เมื่อเราเจอในสิ่งที่ใช่ก็ควรที่จะลงมือทำต่อไปให้มันดีที่สุด จากที่ทุกวันนี้เพื่อนๆมองว่ามันเป็นสิ่งที่เล็กๆน้อยๆ ไม่น่าสนใจที่จะทำ แต่หนูคิดว่าหนูเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้อนาคตอีกสัก5-10ปีมานัดเจอกัน เพื่อนอาจจะได้เห็นหนูเป็นเถ้าแก่เนี้ยแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้ เพราะหนูเองก็เริ่มที่จะมองลู่ทางในอนาคตที่จะสามารถขยายธุรกิจที่หนูทำอยู่ได้

ตอนนี้หนูเรียนการเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจค่ะ อาจารย์ให้เขียนแผนธุรกิจขึ้นมา หนูก็เขียนเกี่ยวกับเห็ดค่ะ ตั้งชื่อว่าร้านเห็ดจอมยุทธ์ เอามาต่อยอดแปรรูปบ้าง อะไรบ้าง ทำในเชิงที่เน้นการกินแบบดูแลสุขภาพ เพราะกระแสสุขภาพมาแรงและคิดว่าไม่มีวันตกยุคแน่นอน ใครๆก็รักชีวิต และหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น ตอนนี้ก็เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นค่ะ อาจารย์ก็ชมว่าดี หนูก็กะว่าอนาคตมันจะเป็นประโยชน์กับหนู หนูก็เลยเต็มที่กับวิชานี้มากเป็นพิเศษ

เมื่อวานหนูได้ดูกบนอกกะลาด้วยนะคะ ดูก่อนไปสอบ เห็นอาจารย์แค่เดี๋ยวเดียวเอง น่าเสียดายจังค่ะ ดูเหมือนเขาจะตัดออกไปเยอะ แม่บอกว่าสู้รายการทิดบ้วนชวนคุยไม่ได้ ^^

ไม่ว่าอาจารย์จะออกสื่อไหนบ้านหนูก็ติดตามตลอดค่ะ ^^

wanwisa

จำนวนข้อความ : 24
Join date : 13/05/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดีแล้ว ขอให้ทำดี ทำถูกต่อไป ส่วนรายการทีวี ตอนนี้ก็คงงดไปก่อน จนกว่าจะสามารถซื้อรายการเองได้

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Tue Aug 07, 2012 6:53 am

ดีใจแทนหนูวันวิสา ที่ตั้งมั่นทำในสิ่งที่ถูกที่ต้อง หากมีเช่นนี้ในเมืองไทยเยอะๆ เราจะต้องไม่เหมือนไนจีเรีย ดังที่เล่าให้ฟังแน่นอน ส่วนเรื่อง ออกทีวีนั้น ตอนนี้ก็คงเข็ดไปอีกนาน เพราะเสียเวลามาก ในการถ่ายทำ จะทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะต้องเตรียมเอาไว้สำหรับคณะถ่ายทำเขามาถ่าย ก็อย่างนี้แหละ ตอนถ่ายทำ ก็ถ่ายไปทุกอริยาบถ แล้วคนที่มาขอสัมภาษณ์ก็บอกว่านาน 45 นาที ให้รอดูก็แล้วกัน ไปไหนก็กระจายเสียงบอกให้รอดูตั้งแต่วันที่ 22 กรกฏาคม แล้วก็เลื่อนมาเป็น 5 สิงหาคม ต่างคนต่างตั้งใจรอด้วยความจดจ่อ และแล้วก็สมใจจริงๆว่า จากการเทียวไล้เทียวขื่อกว่า 2 เดือน ทำอะไรก็ทำไม่ได้ ใครมาพบ มาเจอก็ไม่ได้ การอบรมก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก เฝ้าประสานงานให้ไปถ่ายคนนั้นคนนี้ ผลสุดท้าย ส่วนที่แนะนำให้ไปถ่ายทำกลับอยู่ในรายการเป็นส่วนใหญ่ และแล้วจาก 45 นาที ก็ลดลงเหลือ 45 วินาที ก็โอเคน่า ออกนานคนอาจจะเบื่อก็ได้ เอาไว้มีตางค์แล้วซื้อช่องทีวีของตนเองเสียก่อน จะตั้งกล้องไว้อย่างหมีแพนด้าเลยล่ะ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอบข้อความจากอาจารย์อานนท์

ตั้งหัวข้อ  wanwisa on Wed Aug 08, 2012 7:37 pm

ที่บ้านหนูก็คิดเอาไว้ว่าสงสัยจะตัดต่อออกเยอะแน่ๆเลย แต่ไม่ว่าจะออกสื่อไหนบ้านหนูก็ติดตามตลอดค่ะ

อาจารย์คะ หนูมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรงเรือนค่ะ พอดีว่าที่บ้านทำก้อนมาอยู่เรื่อยๆแล้วมีอยู่โรงเรือนหนึ่งที่ฝั่งขวานั้นเชื้อเดินเต็มก้อนแล้ว ส่วนฝั่งด้านซ้ายเพิ่งจะหยอดเชื้อไปได้ไม่นาน เชื้อเดินไปได้แค่นิดเดียว เมื่ออยู่โรงเรือนเดียวกันแล้วถ้าหนูจะเปิดดอกฝั่งขวาโดยที่ฝั่งซ้ายยังบ่มก้อนอยู่จะได้มั้ยคะ พอดีว่าไม่มีที่ไว้แล้ว มันเต็มโรงเรือนพอดี หรือถ้าจะหาอะไรกั้นเอาไว้ได้มั้ยคะ เพราะมันคงจะมีความชื้นที่เพิ่มขึ้นจากการรดน้ำ
หนูไม่มั่นใจก็เลยมาถามอาจารย์ก่อนค่ะ

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำล่วงหน้านะคะ

wanwisa

จำนวนข้อความ : 24
Join date : 13/05/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

จริงๆแล้ว โรงบ่มก้อนกับโรงเปิดดอกควรจะแยกกัน แต่หากจำเป็นต้องรวมกัน เพราะพื้นที่จำกัด ก็ขอให้ระวังเรื่องไร

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Fri Aug 10, 2012 7:58 pm

โดยหลักการแล้ว โรงบ่มก้อนเชื้อกับโรงเปิดดอกเห้ดน่าจะแยกกัน แต่ในความเป็นจริง หากพื้นที่จำกัดนั้น อาจจะจำเป็นต้องไว้ในห้องเดียวกัน แต่ก็แยกส่วนกันเสีย สิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งคือ ช่วงที่เราบ่มก้อน ขณะที่เชื้อกำลังเจริญเติบโตอยู่นั้น เชื้อเห้ดยังอ่อนแอ และมีกลิ่นหอมชวนให้แมลง หนอน ไร เข้าไปกินเชื้อเห้ดได้ ดังนั้น ทันทีที่เอาก้อนออกจากหม้อนึ่ง จะต้องฉีดพ่นฟังแบคคิวทันที เพื่อป้องกันแมลงวันก้นขน ที่หนูเคยเจอหนอนในก้อน เพราะหนอนแมลงวันก้นขน จากนั้น ก็ขอให้ฉีดฟังแบคคิวคลุมไว้ทุก 3-5 วัน อย่าลืมว่า ฟังแบคคิวไม่ใช่ยาฆ่าแมลง มันแค่เป็นกรดอินทรีย์จากธรรมชาติ ที่ได้จากการหมักผลไม้ จะมีกรออินทรีย์อยู่ประมาณ 8 ชนิดขึ้นไป มันจะไปเปลี่ยนกลิ่นที่ดึงดูดความสนใจของแมลง ให้เป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบ หรือ หากแมลงหรือหนอนกินเข้าไปแล้ว มันจะมีเกิดไข่ หรือมีไข่แล้วก็จะไม่ฟักเป็นตัว หรือเป็นตัวแล้ว มันก็จะไม่ลอกคราบแล้วก็ค่อยๆตายไปในที่สุด ดังนั้น จึงแนะนำให้คลุมด้วยฟังแบคคิวและสารไล่แมลงก้อนที่เชื้อกำลังเดิน เพื่อป้องกันศัตรูดังกล่าว

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ