การเตรียมพร้อมสำหรับวงการเห็ดต่อประชาคมเศรษฐกิจเอเซียน

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

การเตรียมพร้อมสำหรับวงการเห็ดต่อประชาคมเศรษฐกิจเอเซียน

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat Aug 04, 2012 10:39 am

AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)
Asean จะรวมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีผลจริงๆจังๆ ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 ณ วันนั้นจะทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากอย่างที่คุณคิดไม่ถึงทีเดียว
AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้ AEC เป็นไปคือ
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
2.การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก
โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้มีจุดเด่นต่างๆดังนี้
พม่า : สาขาเกษตรและประมง
มาเลเซีย : สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
อินโดนีเซีย : สาขาภาพยนต์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้
ฟิลิปปินส์ : สาขาอิเล็กทรอนิกส์
สิงคโปร์ : สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
ไทย : สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)
การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆใน AEC โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น
- การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้ ประเทศที่การศึกษาระบบดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา อาจทำให้โรงเรียนแพงๆแต่คุณภาพไม่ดีลำบาก
- ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และการบินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าอยู่กลาง Asean และไทยอาจจะเด่นในเรื่อง การจัดการประชุมต่างๆ, การแสดงนิทรรศการ, ศูนย์กระจายสินค้า และยังเด่นเรื่องการคมนาคมอีกด้วยเนื่องจากอยู่ตรงกลางอาเซียน และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพจะเติบโตอย่างมากเช่นกันเพราะ จะผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยว (ค่าบริการทางการแพทย์ต่างชาติจะมีราคาสูงมาก)
- การค้าขายจะขยายตัวอย่างน้อย 25% ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม, แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ใช้แรงงานเป็นหลักเช่น ภาคการเกษตร, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไปประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่นอุตสาหกรรม สิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก ค่าแรงจึงถูก
- เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด และมักจะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษาอังกฤษ (AEC มีมาตรฐานแจ้งว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางใน AEC) บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา เราอาจเสียความมั่นใจได้ ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ จะมีภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง) และจะมีโรงเรียนสอนภาษามากมาย หลากหลายหลักสูตร
- การค้าขายบริเวณชายแดนจะคึกคักอย่างมากมาย เนื่องจาก ด่านศุลกากรชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตามมาด้วย
- เมืองไทยจะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ฝีมืออีกต่อไปเพราะแรงงานจะเคลื่อย้ายเสรี จะมี ชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมาแย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน และยังมีปัญหาสังคม, อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย อันนี้รัฐบาลควรระวัง
- คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ บางส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซอร์ฟแวร์ (ที่จะให้สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทยเก่ง แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมองจะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก แต่พวกชาวต่างชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงานกับเราก็ได้ โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับค่าจ้างให้สู้กับ บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล
- อุตสาหกรรมโรงแรม, การท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, รถเช่า บริเวณชายแดนจะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีการสัญจรมากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง
- สาธารณูปโภคในประเทศไทย หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้เช่น ชาวพม่า มาคลอดลูกในไทย ก็ต้องใช้โรงพยาบาลในไทยเป็นต้น
- กรุงเทพฯ จะแออัดอย่างหนัก เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นตรงกลางของอาเซียนและเป็นเมืองหลวงของไทย โดยเมืองหลวงอาจมีสำนักงานของต่างชาติมาตั้งมากขึ้น รถจะติดอย่างมาก สนามบินสุวรรณภูมิจะแออัดมากขึ้น (ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยายสนามบินแล้ว)
- ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกในการผลิตอาหาร เพราะ knowhow ในไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัทอาหารในไทยก็แข็งแกร่ง ประกอบทำเลที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้นการเกษตร แต่ทางประเทศไทยเองคงไปลงทุนในพม่าเรื่องการเกษตรแล้วส่งออก ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญ อยู่แล้ว
- ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้รับการวางแผนที่ดี เนื่องจาก จะมีขยะจำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่งชนชั้น ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ด้อยกว่า อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้, จะมีชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์, ปัญหาอาจญากรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้กฎหมาย
การขนส่งที่เปลี่ยนแปลง East-West Economic Corridor (EWEC)

East West Economic Corridor
จะมีการขนส่งจากท่าเทียบเรือทางทะเลฝั่งขวาไปยังฝั่งซ้าย เวียดนาม-ไทย-พม่า มีระยะทางติดต่อกันโดยประมาณ 1,300 กม.อยู่ในเขตประเทศไทยถึง 950 กม. ลาว 250 กม. เวียนดนาม 84 กม.เส้นทางเริ่มที่ เมืองท่าดานัง ประเทศเวียดนาม ผ่านเมืองเว้และเมืองลาวบาว ผ่านเข้าแขวงสะหวันนะเขตในประเทศ ลาว และมาข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ข้ามแม่น้ำโขงสู่ไทยที่ จังหวัดมุกดาหาร ผ่านจังหวัด กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นเข้าไปยังประเทศพม่าไปเรื่อยๆ ถึงอ่าวเมาะตะมะ ที่เมืองเมาะลำไย หรือมะละแหม่ง เป็นการเชื่อมจากทะเลจีนใต้ไปสู่อินเดีย
มันจะมีผลที่ดีคือ การขนส่ง logistic ใน AEC จะพัฒนาอีกมาก และจากาการที่ไทยอยู่ตรงกลางทำให้เราขายของได้มากขึ้นเพราะเราจะส่งของไปท่า เรือทางฝั่งซ้ายก็ได้ ทางฝั่งขวาก็ได้ ที่ดินในไทยบริเวณดังกล่าวก็น่าจะมีราคาสูงขึ้น
และที่พม่ายังมี โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือโครงการ “ทวาย” (ศูนย์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่,ท่าเรือขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบัน Italian-Thai Development PLC ได้รับสัมปทานในการก่อสร้างแล้ว) ที่เส้นทางสอดคล้องกับ East West Economic Corridor โดยทวายจะกลายเป็นทางออกสู่ทะเลจุดใหม่ที่สำคัญมากต่ออาเซียน เพราะในอดีตทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียจำเป็นต้องใช้ท่าเรือของสิงคโปร์เท่า นั้น ขณะเดียวกันโปรเจกต์ทวายนี้ยังเป็นต้นทางรับสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรอินเดีย หรือสินค้าที่มาจากฝั่งยุโรปและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ ซึ่งจะถูกนำเข้าและแปรรูปในโรงงานปิโตรเคมีภายในพื้นที่โปรเจกต์ทวาย เพื่อส่งผ่านไทยเข้าไปยังประเทศกลุ่มอินโดจีนเช่น ลาว กัมพูชา และไปสิ้นสุดปลายทางยังท่าเรือดานังประเทศเวียดนาม และจะถูกส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและจีน
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เราควรจะเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญตอนนี้คือ ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยๆเราก็จะได้สื่อสารทางธุรกิจได้ เพราะหากสื่อสารไม่ได้ เรื่องอื่นก็คงไม่ต้องทำอะไรต่อ และถ้าจะหาลูกค้าแค่ในไทยก็อาจไม่เพียงพอแล้วเพราะ ธุรกิจต่างชาติก็จะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของเราแน่นอน เรื่อง AEC จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ธุรกิจและคนไทยต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมให้ดี


ในเมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว ในวงการเห็ดเองจะต้องปรับตัวให้มาก เพราะที่ผ่านมา เราทำการเพาะเห็ดกันแบบตามมีตามเกิด และแบบที่ง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเรียนอะไรเพิ่มเติม ใช้แรงงานและความขยันเข้าว่า แต่จากนี้ไป ในเมื่อตลาดแรงงาน สถานที่บางประเทศเอื้ออำนวยกว่าเรา เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เราจะมานั่งแบบเช้าชามเย็นชาม หรือทำไปเรื่อยๆไม่ได้แล้ว เพราะนี่เหลือเวลาแค่อีก 2 ปี เท่านั้น ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินสยามมาเป็นร้อยๆปี ก็จะเปลี่ยนวิถีชีวิต และการทำมาหากินกันอย่างยกใหญ่ ดังนั้น ในส่วนนี้ ทางสถาบันอานนท์ไบโอเทค ร่วมกับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จึงจัดความพร้อม ที่จะพัฒนาเทคโนโลยี่การเพาะเห็ดของไทยให้สู้และแข่งขันกับทุกประเทศทั่วโลกให้ได้ แน่นอนที่สุด ที่ผ่ายมา เราไม่เป็นรองใครในเรื่องของการเพาะเห็ดเมืองร้อน เช่น เห้ดฟาง เรายังครองความเป็นหนึ่งของโลก ด้วยการผลิตเห็ดฟางได้มากที่สุดในโลก และเห็ดในถุงอีกหลายชนิด ที่ชอบอากาศร้อนชื้น เช่น เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดขอนขาว เห็ดลม เห็ดหิมาลัย เห็ดหลินจือ เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหูหนู เห็ดหอม เป็นต้น ส่วนเห็ดที่เพาะในห้องเย็นทั้งหลาย เรายังทำการผลิตน้อยมาก ส่วนใหญ่ เป็นเห็ดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากประเทศจีน เช่น เห็ดหิมะ เห็ดหอม เห็ดรมหลวงหรือเออเรนจิ เห็ดเข็มทอง เห็ดพุงหมู เห็ดหูหนูขาว เห็ดเยื่อไผ่ เป็นต้น ซึ่งนับว่า เห็ดต่างๆเหล่านี้ ได้ถูกนำเข้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะรสชาติ รูปร่างหน้าตาดีกว่า ราคาถูกกว่า เก็บได้นานกว่า ซึ่งจริงๆแล้ว แม้จะเป็นเห็ดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้น หลายคนหลงเข้าใจว่า เป็นเพราะมันเป็นเห็ดที่ชอบอากาศหนาวเย็นมาก ไม่น่าจะหรือไม่สามารถที่จะทำการเพาะในประเทศไทยได้ จริงๆอล้ว เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่สุด เพราะเห็ดชนิดนี้ ไม่ว่า เมืองหนาว หรือเมืองร้อน ก็เพาะได้ทั้งนั้น เพราะจะต้องเพาะในห้องควบคุม หรือห้องปรับอากาศเท่านั้น มีน้อยมาก ที่จะทำการเพาะโดยอาศัยอากาศภายนอก เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมเราไม่ทำการเพาะที่ประเทศไทยล่ะ ก็นี่ไง จึงบอกว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ทางสถาบัน อานนท์ไบโอเทค ร่วมกับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ได้ทำการศึกษา ค้นคว้าทดลองแล้วว่า เราสามารถเพาะเห็ดห้องเย็นได้ทุกชนิดในเมืองไทย ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศอีกต่อไป หลายคนก็กังวลว่า ในเมื่อมันต้องเพาะในห้องควบคุมที่มีความเย็น หรือห้องเย็น หรือห้องปรับอากาศ จึงจำเป็นจะต้องเพาะในห้องที่ถูกสร้างเป็นการเฉพาะสิ เปล่าเลย หากท่านเข้าใจเรื่องของอุปนิสัยเห็ดพวกนี้ดี มันไม่ต่างกันเลยกับเห็ดที่เพาะในบ้านเรา เช่น เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และโรงเรือนสำหรับเพาะนั้น ไม่จำเป็นต้องไปสร้างด้วยเงินทุนสูงๆเหมือนบรรดานายทุน หรือเศรษฐีมีเงินเขาทำกัน เอาแค่ห้องที่ก่อด้วยอิฐมวลเบาที่มีขายตามท้องตลาดราคาก้อนละประมาณ 20 บาท (ก้อนขนาด 20 x 60 x 8 ซม.) เพดานเคลือบด้วยผ้าพลาสติกสาน 2 ชั้น ใช้แอร์ธรรมดาที่ใช้สำหรับห้องนอนหรือห้องทำงาน ก็สามารถเพาะเห็ดพวกนี้ได้แล้ว ในระยะยาว ดีกว่า เพาะเห็ดในโรงเรือนเปิดเสียอีก เพราะ สามารถเพาะได้ในปริมาณที่มากกว่า เห็ดออกมากกว่า ปัญหาโรคแมลงน้อยกว่า รายได้ดีกว่า แต่สิ่งที่เราไม่มีอะไรที่ดีกว่าต่างประเทศเขา ก็เพราะเราคิดเอาเอง ตีตนไปก่อนไข้ สรุปว่า มันเป็นเห็ดเมืองหนาว เราเมืองร้อน เราจึงไม่น่าทำได้ เลิกคิดได้แล้ว และสถาบันอานนท์ไบโอเทค จะเริ่มจุดประเด็น และเป็นผู้นำรณรงค์ให้เกษตรกรผู้เพาะเห็ดทั่วประเทศ ให้หันมาสนใจเห็ดเมืองหนาวกันเพิ่มขึ้น เพราะอย่างน้อย เป็นการรักษาเงินบาทของเรา ที่ไม่จำเป็นต้องไปสั่งหรือนำเข้าจากต่างประเทศ และเพิื่อเตรียมความพร้อม ในการเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศประชามคมเสรษฐกิจเอเซียนที่จะมาถึงเร็วๆนี้ ที่เป็นการรวมเศรษฐกิจเข้าด้วยกันถึง 10 ประเทศ มีพลเมืองรวมกัน 650 ล้านคน หรือ ประมาณ 10% ของพลเมืองของโลก



รูปเห็ดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหิมะ เห็ดรมหลวงหรือเออเรนจิ เห็ดพุงหมู เห็ดเข็มทอง เห็ดไมตาเก๊ะ ที่เพาะในห้องเย็น ที่สามารถเพาะได้โดยวิธีง่ายๆ โดยใชเครื่องปรับอากาศธรรมดา ใช้ห้องพัก โรงรถ ห้องว่างเล็กๆหรือในคอนโดมิเนียมหรือห้องแถวได้นั้น สนใจรายละเอียดในการอบรม ที่จะจัดขึ้นหลังงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติเดือนกันยายน 2555 กรุณาติดต่อได้ที่ 02-9083308,0860830202 หรือ 02-5799200,02-5797759

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ