ผลของการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคมะเร็ง โรคไวรัสตับ โรคภูมิแพ้ และโรคเบาหวาน

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ผลของการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคมะเร็ง โรคไวรัสตับ โรคภูมิแพ้ และโรคเบาหวาน

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Sep 24, 2012 11:18 am

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา รศ. ดร.มณจันทร์ เมฆธน ประธานรายวิชาสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและชีวิต ได้นำพานักศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กว่า 60 ชีวิต มาเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆของ สถาบันอานนท์ไบโอเทค โดยมี ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล เป็นผู้บรรยายสรุปโดยย่อ และนำชมกิจกรรมต่างๆของสถาบัน ขณะเดียวกัน ได้มีผู้ติดตามผลงานของ ดร.อานนท์ หลายท่านได้มาขอพบ ดร.อานนท์ในเวลาไล่เรี่ยกัน หนึ่งในนั้น มีคุณอัมพรินทร์ ตันวิลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก ที่ได้นำเอาเห็ดเป็นยา ไปรักษาอาการเจ็บป่วยของคนใกล้ชิดในครอบครัว ดร.อานนท์ จึงถือโอกาสขอความกรุณาจากคุณอัมพรินทร์ ช่วยเล่าประสบการณ์การใช้เห็ดเป็นยาให้แก่คณาจารย์และคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฟังพอสังเขป โดย ดร.อานนท์ได้กล่าวนำว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2552 พณฯอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งตับขึ้นสุดท้าย โดยไปรับการรักษาตัวมาจากอเมริกาแล้วต่อมายังโรงพยาบาลในไทย จนกระทั่งคณะแพทย์ลงความเห็นว่า ไม่สามารถที่จะรักษาท่านต่อไปได้ นอกจากจะฉีดมอร์ฟินเพื่อระงับอาการเจ็บปวดเท่านั้น ดังนั้นแพทย์ จึงอนุญาตให้ญาตินำท่านกลับมาที่บ้านเพื่อได้มาอยู่อย่างสงบที่บ้าน ช่วงนั้น ถือว่า เป็นช่วงที่วิกฤตที่สุดสำหรับสุขภาพของท่าน ท่านจึงได้ส่งคุณหญิงสุรัตน์พร้อมทั้งพี่สาว น้องสาว รวมทั้งเลขาส่วนตัวของคุณหญิงได้มาเอาเห็ดเป็นยาจาก ดร.อานนท์ หลังจากที่ได้เห็ดเป็นยาไปแล้ว ท่านก็ได้ทานเห็ดเป็นยาเข้าไป แต่ไม่มีข่าวอันใดเล็ดลอดออกมาเลย ว่าผลของเห้ดเป็นยาเป็นอย่างไรต่อชีวิตของท่านนายก ทำให้เป็นกังวลอย่างยิ่งสำหรับ ดร.อานนท์และครอบครัว เพราะรู้ดีว่า หากมีอะไรเกิดขึ้น ดร.อานนท์ ก็จะกลายเป็นจำเลยที่หนึ่งทันที แต่โชคยังเข้าข้าง อีก 3 วันต่อมา ได้รับโทรศัพท์จากคุณหญิงว่า เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นกับท่านนายกแล้ว จากการที่ท่านไม่มีความรู้สึกทางด้านการลิ้มรสอาหารมานานเป็นเดือน นั่งนอนแทบไม่ได้เพราะทรมาณเจ็บปวดนั้น 3 วันหลังจากทานเห็ดเป็นยาเข้าไป ท่านมีอาการอยากทานอาหารและนอนหลับได้ และเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ท่านได้ขอให้คนขับรถพาท่านไปทานอาหารเป็นครั้งแรกที่ร้านโปรดของท่านที่แถวตลาดโบ้เบ้ และอีก 2-3 สัปดาห์ถัดมาท่านก็กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนปกติ ในวันที่ 32 หลังจากทานเห็ดเป็นยาไปแล้ว ท่านได้เชิญ ดร.อานนท์ ไปที่บ้าน(เพราะเราทั้ง 2 ไม่เคยรู้จักและเห็นหน้ากันมาก่อน) โดยท่านเป็นคนทำอาหารเลี้ยง และขอขอบคุณ ดร.อานนท์ในความอนุเคราะห์ ที่ทำให้ท่านมีชีวิตกลับคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ที่เกริ่นมาเช่นนี้นั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง เพราะนี่ก็เป็นเวลาที่ท่านถึงแก่อนิจกรรมไปนานพอสมควรแล้ว และที่เอามาเล่าให้ฟัง ก็เพราะจะเป็นการเชื่อมโยงต่อกรณีของคุณอัมพรินทร์ ที่ครอบครัวของคุณอัมพรินทร์ สนิทสนมกับน้องชายของท่านนายกสมัคร พอ 3 วันหลังจากที่ท่านนายกมีอาการดีขึ้นหลังจากทานเห็ดเป็นยาของ ดร.อานนท์ไปแล้ว ขณะที่พี่สะไภ้ของคุณอัมพรินทร์ ซึ่งนอนป่วยเป็นมะเร็งที่ก้านสมองระยะสุดท้าย ที่ทนทุกข์ทรมาณเป็นอย่างยิ่ง ไม่สามารถเดินได้ หากเดินก็จะโซเซไปมา และตาทั้งสองข้างเฉออกไปคนละมุม เกิดความทุกข์ร้อนลำบากใจเป็นอย่างยิ่งแก่บรรดาญาติมิตร พอรู้ว่าท่านนายกทานเห็ดเป็นยาได้ผล จึงออกสืบเสาะว่า ดร.อานนท์ ไปใคร อยู่ที่ไหน ไม่สามารรถที่จะไปถามท่านนายกสมัครได้ เพราะท่านขอให้ทุกคนในครอบครัวไม่ให้บอกใคร เพราะจะไปรบกวน ดร.อานนท์มาเกินไป แต่ด้วยความรัก ความห่วงใยสมาชิกอันเป็นที่รักยิ่งในครอบครัว ที่กำลังมีชะตากรรมเช่นเดียวกับท่านนายก คุณอัมพรินทร์จึงได้สืบเสาะสถานที่ติดต่อ ดร.อานนท์ พร้อมทั้งเล่าอาการของญาติที่ป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายให้แก่ ดร.อานนท์ และ อ.เยาวนุชฟังอย่างละเอียด และก็นำเอาเห็ดเป็นยาที่ทำการปรุงพิเศษเป็นการเฉพาะไปให้แก่ผู้ป่วยทันที โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆเช่นเดียวกับการให้แก่ท่านนายกสมัคร ก็ปรากฏว่า อีก 1 สัปดาห์ต่อมา อาการของผู้ป่วยดีขึ้น ความจำกลับมาดังเดิม อีกเดือนต่อมา เริ่มหันเดินได้ และตาเริ่มกลับมาดีขึ้น จากนั้นอีก สองสามเดือนต่อมา สามารถเดินได้ ตากลับมาอยู่ในโฟกัสเดียวกัน มะเร็งที่ก้านสมองก็ไม่ลุกลามต่อ ในช่วงที่ครอบครัวคุณอัมพรินทร์และตัวคุณอัมพรินทร์เองได้มารับเห็ดเป็นยาจากอานนท์ไบโอเทคนั้น หลังจากเห็นการฟื้นตัวของผู้ป่วยที่เป็นญาติอย่างเห็นได้ชัดนั้น ก็เกิดความมั่นใจและก็อยากจะทำการรักษาสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกๆของคุณอัมพรินทร์ ที่ลูกทั้งสองมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ หรือแพ้อากาศ เนื่องจากพักอยู่แถวประชาชื่น ที่มีรถสัญจรไปมาค่อนข้างหนาแน่น อากาศจึงเต็มไปด้วยมลภาวะ ทำให้ลูกทั้งสองมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อย่างรุนแรง ในฐานะที่เป็นแม่และรักลูก ได้พาลูกๆไปรักษาหมอที่ไหนที่ว่าดีที่สุด ก็ไปมาหมดแล้ว แต่ก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ แถมต้องทานยาแก้แพ้ ที่สังเกตว่า นับวัน โรคดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้น และก็ต้องใช้ยาเพิ่มขึ้น ดร.อานนท์และ อ.เยาวนุช จึงได้นำเอาเห้ดเป็นยาหลายชนิดรวมทั้สมุนไพรที่สำคัญบางชนิดมาผสมเป็นสูตรเฉพาะให้ลูกของคุณอัมพรินทร์ทาน ก็ปรากฏว่า นี่เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ลูกๆของ คุณอัมพรินทร์ มีอาการเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ดีขึ้น โดยไม่ต้องทานยาแก้แพ้อีกต่อไป เช่นเดียวกับครอบครัวเจ้าของหมู่บ้านธนานนท์ ที่เป็นโรคภูมิแพ้กันทั้งครอบครัว และต้องทั้งฉีดทั้งทานยาแก้แพ้มาตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวหมไปแล้วด้วยเห็ดเป็นยาสูตรที่ให้ลูกๆคุณอัมพรินทร์ไป เช่นเดียวกับ สามีคุณอัมพรินทร์ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไวรัสตับและรักษาอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว อาการไม่ได้ดีขึ้น และมีอาการเป็นอย่างรุนแรง จนเซลต่างๆของตับแทบจะไม่มีความยืดหยุ่นแล้ว ใช้ทั้งเงินและเวลาในการรักษาไปแล้วก็ไม่น้อย แต่หลังจากทานเห็ดเป็นยา ที่ ดร.อานนท์และ อ.เยาวนุช ปรุงในเป็นกรณีพิเศษและทานไปได้ประมาณ 1 ปี ปรากฏว่า ปัจจุบัน ตับของสามีคุณอัมพรินทร์กลับคืนสู่ภาวะปกติ และไม่ต้องทานยารักษาโรคไวรัสตับอีกต่อไปแล้ว ซึ่งคุณอัมพรินทร์ได้เล่าให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรว่า ทั้งครอบครัว ได้ไปตะเวณหาหมอหรือโรงพยาบาลที่ดีๆเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัวมามากต่อมากแล้ว หมดทั้งเวลาและเงินไปมากมายมหาศาล แต่ก็มามีความสุขที่สุดกันทั้งครอบครัว ก็เพราะได้มีโอกาสได้มาทานเห็ดเป็นยา ที่ได้รับความกรุณาจาก ดร.อานนท์ มาโดยตลอด และเมื่อเร็วๆนี้ ประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา คุณแม่สามี ซึ่งถือว่า เป็นผู้ที่มีความแข็งแรง เป็นที่พึ่งหรือเสาหลักของคนในครอบครัว และเป็นผู้ที่ดูแลสุขภาพเยี่ยม มีการตรวจสุขภาพมาตลอดเวลาไม่ได้ขาด แต่อยู่ๆมาวันหนึ่ง คุณแม่รู้สึกหายใจไม่สะดวก เลยไปตรวจร่างกาย แล้วหมอบอกว่า เป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย โดยปอดเป็นสีขาวไปหมดแล้ว จึงลงความเห็นกันว่า การรักษาคงมีโอกาสน้อย แต่ก็แนะนำให้ทานยาในลักษณะเป็นแบบการให้คีโม ปรากฏว่า หลังจากทานยาไปแล้ว เกิดผลของอาการข้างเคียงในการใช้ยาอย่างรุนแรง เกิดอาการคันที่ต้องเกาจนบริเวณที่เกามีเลือดไหลออกมาก็ยังไม่หายคัน ทำให้คนทั้งครอบครัวเป็นกังวลกันอย่างมาก เพราะโรคนี้กำลังเข้ามาโจมตีคุณแม่ อันเป็นเสาหลักของครอบครัว ประกอบกับเห็นคุณแม่ ที่ปกติเป็นคนแข็งแรง มีความอดทน ที่น้อยหนักที่จะแสดงอาการเจ็บปวดให้ลูกๆได้เห็น แต่คราวนี้ อาการแพ้คีโมหรือการใช้ยา มันรุนแรงมาก จนคุณแม่ทนไม่ไหว ทุกคนก็ลงความเห็นว่า จำเป็นจะต้องมาขอความกรุณาจาก ดร.อานนท์และ อ.เยาวนุชอีกครั้ง เพื่อหาทางรักษาคุณแม่เกี่ยวกับมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย และอาการคันที่เกาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ไม่ทุเลาลงเลา ดร.อานนท์ และ อ.เยาวนุช จึงกรุณานำเอาสมุนไพรที่สะสมไว้ใช้เอง ที่เอามาจากแอฟริกา รีบนำมาผสมกับครีม เพื่อให้คุณแม่ของคุณอัมพรินทร์ไปทาแก้คัน และเอาเห้ดเป็นยาสูตรพิเศษเป็นการเฉพาะเอาไปทาน เพื่อรักษามะเร็งปอด ปรากฏว่า ครีมผสมสมุนไพรดังกล่าว สามารรถช่วยแก้อาการคันของคุณแม่ได้ผลดีมาก ที่มาวันนี้ ก็เพื่อที่จะมาเอาครีมที่กำลังจะหมดไปสำรองเอาไว้ และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพละเอียดอีกที ปรากฏว่า ปอดที่เคยขาวทั่วไปหมด และหมอลงความเห็นว่าเป็นมะเร็งปวดขั้นสุดท้าย ที่เซลมะเร็งลามไปทั่วปอดไปแล้วนั้น วันนี้ ฝ้าขาวๆได้หายไปเกือบหมดแล้ว จึงทำให้คณะแพทย์ที่ทำการตรวจโรคถึงกับงงว่า ครั้งที่แล้วอ่านผิดหรือวินิจฉัยผิดกันหรือไง แล้วทำไมมาวันนี้ ปอดถึงไม่มีฝ้าขาวเหมือนเมื่อสองเดือนที่แล้ว ทำไมตอนนี้ ปอดกลับคืนสู่ปกติได้อย่างไร ที่แน่ๆ ตอนนี้ ทั้งลูก ทั้งสามี แม่สามี ต่างปลอดโรคปลอดภัย และอยู่กันอย่างมีความสุข วันนี้ จึงเดินทางมาขอบคุณ อาจารย์ทั้งสอง พร้อมทั้งยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นกับชีวิตจริงของครอบครัวคุณอัมพรินทร์ โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน คุณอัมพรินททร์ ในฐานะที่เป็นผู้สืบเสาะหาแหล่งความรู้ พอรู้ว่า อะไรดี ที่ไหน ก็จะไปเสาะแสวงหาเอาสิ่งที่ดีมาให้ทางบ้านกินหรือใช้ พอบอกว่า น้ำเอ็นไซม์จากสารพัดสมุนไพรดี ก็ชื่อมาใช้กัน ปรากฏว่า พอทานเข้าไปไม่เท่าไหร่ เกิดผื่นคันกันทั่วตัว จึงหยุดและถือเป็นบทเรียนที่ไม่ควรไปสุ่มเสี่ยงต่อสิ่งที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ เพียงเพื่อได้ฟังจากการบอกเล่าหรือโฆษณาเท่านั้น เช่นเดียวกัน เมื่อ ดร.อานนท์ ออกข่าวเรื่อง ของเห็ดกระถินพิมานไปได้ไม่ถึงเดือนนี้เอง ปรากฏว่า มีสถานพยาบาลบางแห่ง ติดต่อหาผู้ป่วยที่รู้ว่ามีฐานะดี ซึ่งทางคุณอัมพรินทร์ก็ได้รับข้อเสนอให้ใช้เห็ดกระถินพิมาน ที่ ดร.อานนท์ บอกว่า ที่อเมริกา เขาเอาจากไทยไปขายให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในราคา กก.ละกว่า 3 ล้านบาทนั้น ปรากฏว่า เดี๋ยวนี้ มีการอ้างว่า ได้นำเอาเห็ดกระถินพิมานมาสกัดรักษาโรคมะเร็งโดยต้องใช้โดสหรือครั้งละ 1 ชุดๆละ 3 แสนต้นๆ ติดต่อกัน 3 ชุด แต่ก็ไม่ยืนยันว่า ใช้แล้วได้ผล นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คุณอัมพรินทร์ได้ประสพมาด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ ดร.อานนท์ ได้ย้ำนักย้ำหนาว่า เห็ดกระถินพิมานนั้น ทางสถาบันอานนท์ไบโอเทคเพาะได้แล้ว และพบว่า เส้นใยของมัน จะมีสารทางยาสูงกว่า และใช้เวลาเพาะเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปเพาะเป็นดอกที่ใช้เวลานับเป็นสิบๆปีกว่าที่มันจะโตเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเห็ดอะไรก็ตาม ที่จะนำเอามาเป็นยานั้น ขอให้พึงสังวรณ์ไวว่า ร่างกาย ไม่มีความสามารถ ที่จะย่อยหรือดูดซึมเอาสารที่มีคุณสมบัติทางยาเอาไปใช้ เว้นเสียแต่เชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ในร่างกายบางชนิดเท่านั้น ที่จะทำการย่อยสารทางเป็นให้แก่ร่างกายได้ ดังนั้น ผู้ที่ทานน้ำอัดลม อาหารที่มีสารกันบูดเข้าไปในร่างกายเป็นประจำนั้น สารกันบูดจะเข้าไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่อยู่ในระบบย่อยอาหารของร่างกาย การที่ทานเห็ดเป็นยา ไม่ว่าจะเป็นรูปเห็ดผง เห็ดต้ม สปอรฃ์ของเห็ดเข้าไป จะไม่ก่อประโยชน์อันใดเลย ดังนั้น การที่จะทานเห็ดเป็นยาเข้าไปให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ควรนำไปหมักด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เสียก่อน ดังที่ ดร.อานนท์ได้กล่าวในฟอรั่มนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งๆล่าสุด ก็เป็นการตอบคำถามของคุณมงคลไปไม่กี่วันที่ผ่านมา หากใครสนใจ สามารถค้นหารายละเอียดที่เสนอไปแล้วได้


Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลของการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคมะเร็ง โรคไวรัสตับ โรคภูมิแพ้ และโรคเบาหวาน

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Sep 24, 2012 10:27 pm



นักศึกษา ม.เกษตรศาสตร์เข้าดูงานที่สถาบันอานนท์ไบโอเทค เมื่อวันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผลของการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคมะเร็ง โรคไวรัสตับ โรคภูมิแพ้ และโรคเบาหวาน

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Tue Sep 25, 2012 9:24 am



คุณอัมพรินทร์ ตันวิลัย ได้กรุณาเล่าเรื่องการใช้เห็ดเป็นยาจากสถาบันอานนท์ไบโอเทค ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2552 หลังจากที่ท่านนายกสมัครเริ่มใช้แล้วได้ผลเพียงไม่กี่วัน โดยคุณอัมพรินทร์ได้เล่าถึงการใช้เห็ดเป็นยารักษาพี่สะไภ้ที่เป็นโรคมะเร็งก้านสมองขั้นสุดท้าย สามีที่เป็นไวรัสตับอักเสบและลูกๆที่เป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรัง และล่าสุดคุณแม่ที่หมอตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย ที่มะเร็งกินปอดไปทั่วแล้ว แต่พอทานเห็ดเป็นยาไปแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ไปตรวจเช็คร่างกายก็พบว่า ไม่มีฝ้าขาวหรือมะเร็งอยู่ที่ปอด หมอจึงลงความเห็นว่า การวินิจฉัยครั้งแรกอาจจะผิดพลาด และการให้คีโมที่มีผลข้างเคียง ที่คันมาก เกาจนเลือดออก ก็เริ่มทุเลาลง หลังได้ครีมโลชั่นที่ ดร.อานนท์และ อ.เยาวนุช ผสมเป็นสูตรพิเศษให้เป็นกรณีพิเศษด้วย วันนี้ จึงมายืนยันต่อคณาจารย์และนักศึกษาของ ม.เกษตรศาสตร์กว่า 60 ชีวิต แบบไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน


คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช พี่สาว น้องสาวและเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิง ได้เดินทางมารับเห็ดเป็นยาสูตรพิเศษ และได้เก็บเห็ดกระดุมบราซิล จากสถาบันอานนท์ไบโอเทค โดยมี ดร.อานนท์ และ อ.เยาวนุช เอื้อตระกูล ให้การต้อนรับเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2552







ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2552 ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล พร้อมทั้งญาติพี่น้องใกล้ชิดจำนวน 8 ชีวิต ได้รับเชิญจากท่านนายกสมัคร สุนทรเวชและครอบครัว เพื่อไปทานอาหารร่วมกับท่านที่บ้าน พร้อมกันนี้ ดร.อานนท์ ได้นำกระเช้าเห็ดเป็นยาไปมอบให้ท่านายก และท่านนายกได้กรุณามอบรูปถ่ายเต็มยศ หนังสือประวัติของท่าน สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองที่ท่านเคารพนับถือ มอบให่แก่ ดร.อานนท์ พร้อมทั้งเชิญ ดร.อานนท์ ขึ้นไปกราบห้องพระของท่านชั้น 4 โดยท่านเป็นผู้นำเดินขึ้นห้องพระชั้น 4 ด้วยตัวท่านเอง โดยไม่มีการหยุดระหว่างทางเลย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ท่านไม่สามารถขึ้นไปสักการะที่ชั้น 4 ได้ ยังความปลาบปลื้มและดีใจของทุกคนในครอบครัวของท่าน
หลังจากนั้น ท่านนายกสมัคร ได้พยายามติดต่อไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจะหาทางขออนุญาตทาง อยง เพื่อจะสามารถทำการผลิตยาจากเห็ดให้ถูกต้องตามกฏหมาย ปรากฏว่า ท่านได้ใช้ความพยายามทุกช่องทางแล้ว ก็สรุปว่า ไม่สามารถที่จะขอจดทะเบียนกับทางคณะกรรมการอาหารและยา ที่จะผลิตเห็ดเป็นยาได้ ดังนั้น ท่านนายก จึงได้โทรมาแจ้งให้ ดร.อานนท์และ อ.เยาวนุชว่า ขอให้จำไว้ว่า อย่าหยุดที่จะทำเห็ดเป็นยา เพราะยังมีคนที่มีปัญหา ที่หมดหวังจากการรักษาไม่ว่าจะเป็นแผนไหน แม้ว่า จะไม่มีโอกาสที่จะได้รับใบอนุญาตดังกล่าว แต่ก็อย่าหยุดช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกัน ขอให้จำไว้ตลอดว่า ในเมื่อเราไม่ได้ใช้ยาพิษ หรือใส่สิ่งที่เป็นพิษเข้าไป แล้วเห็ดที่เอามาทำเป็นยา ก็เป็นเห็ดที่ทานได้ทั่วไปอยู่แล้ว ท่านย้ำนักย้ำหนาว่า ขนาดตัวท่านเอง ยังทานเลย ตรงนี้แหละ ที่ทำให้ ทุกวันนี้ ดร.อานนท์ และ อ.เยาวนุช ยังคงดำเนินการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป และก็มีหนทางทำให้ถูกต้องตามกฏหมาย ด้วยการผ่านการสั่งของแพทย์ทางเลือก โดยจากนี้ไป ทางสถาบันอานนท์ไบโอเทค ร่วมกับคณะแพทย์ทางเลือก จาก โรงพยาบาลราชสาส์น ที่มี คุณหมอ นครินทร์ พลสุวรรณ เป็นหัวหน้าคณะ มาเปิดบริการให้คำแนะนำปรึกษาและรักษาโรค ดังนั้น ท่านที่ต้องการปรึกษาโรคต่างๆ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-9083308 และ 0860830202 หรือที่ผมที่ 02-5799200, 025797759 และ 0858270085

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ