โรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุITP ของคุณทองทิพย์ ประทิศ ที่รักษาด้วยกรรมวิธีแผนปัจจุบันมีแต่ทรงกับทรุดเกือบตาย แต่มาฟื้นชีวิตด้วยเอ็นไซม์จากเห็ดเป็นยา

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

โรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุITP ของคุณทองทิพย์ ประทิศ ที่รักษาด้วยกรรมวิธีแผนปัจจุบันมีแต่ทรงกับทรุดเกือบตาย แต่มาฟื้นชีวิตด้วยเอ็นไซม์จากเห็ดเป็นยา

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat Jan 05, 2013 5:33 am

เห็ดเป็นยากับโรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุ(ITP)
ตลอดเวลากว่า 20 ปี ที่ได้มีโอกาสไปทำงาน เป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดให้แก่องค์การสหประชาชาติ ประจำภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก และแอฟริกานั้น ผมได้มีพรรคพวก เพื่อนฝูง ลูกศิษย์ ลูกหาเป็นชาวต่างชาติ แตกต่างทั้งเชื้อชาติและเหล่าพันธุ์ แน่นอนคนในเอเชียตะวันออก ก็จะมีผิวพรรณขาวเหลืองแบบจีน ญี่ปุ่น แต่เอเชียตะวันตกสีก็จะคล้ำ ไปทางยุโรปสีขาว วกกลับลงใต้สีดำเลยทีเดียว คนผิวคล้ำหรือผิวดำ มักจะสังเกตไม่ค่อยเห็นถึงอาการเกิดเป็นจ้ำๆตามผิวหนัง แต่คนผิวขาว และสีเหลือง จำนวนไม่น้อย ที่มักจะมีปัญหาตามเนื้อตามตัวเกิดเป็นจ้ำๆ คล้ายๆกับไปโดนชนหรือกระทบกระทั่งกับของแข็งมา แต่กลับไม่ใช่ ที่เป็นเช่นนั้น เกิดจากภาวะเกล็ดเลือด(platelets)ต่ำนั่นเอง ซึ่งโรคดังกล่าว มักจะเกิดกับเด็ก โดยจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า และอาการดังกล่าว เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะหายไปเอง สาเหตุที่เกิดเช่นนี้ ยังไม่ทราบว่า มันมีสาเหตุมาจากอะไร แต่ที่แน่ๆ มันเป็นอาการของร่างกายสร้างภูมิคุมกันที่เรียกว่า แอนตี้บอดี้ ( antibodies) เข้าไปจับเอาเกล็ดเลือดทำลาย ซึ่งปกติแล้ว คนทั่วไป จะมีเกล็ดเลือดอยู่ระดับ 150,000 – 450,000 ต่อไมโครลิตร(microliter) หากเกล็ดเลือดถูกทำลายลงไปเหลือต่ำกว่า 20,000 ก็จะเกิดอาการมีเลือดออกไม่หยุด มีอาการเป็นจ้ำๆคล้ายเลือดคลั่งเป็นจุดๆ สตรีที่มีประจำเดือน ก็จะมีเลือดออกมาก โดยปกติโรคนี้ อาจจะเกิดจากการเป็นโรคอย่างอื่น เช่น อีสุกอีใส หวัด คางทูม โรคเกี่ยวกับไวรัส การใช้ยา การให้คีโม เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าว เมื่อรักษาโรคนั้นให้หายหรือกลับสู่ภาวะปกติได้ เกล็ดเลือดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย แม้ว่า ไม่ได้มีการใช้ยา หรือเป็นโรคอันเป็นสาเหตุให้เกล็ดเลือดต่ำ แต่ร่างกายก็ยังคงกำจัดให้เกล็ดเลือดต่ำจนเป็นอันตราย ซึ่งก็ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง จึงเรียกโรคนี้ว่า โรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic thrombocytopenia purpura (ITP) แต่ในด้านการรักษานั้น ยาแผนปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากทุเลา ด้วยการใช้ยา Corticosteroids เป็นยาตัวแรก ที่นำมาใช้ในการรักษาโรค ITP คือ พวก Corticosteroids ส่วนใหญ่เราจะใช้ prednisolone ซึ่งสามารถเพิ่มระดับเกล็ดเลือด โดยมันไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อระดับของเกล็ดฟื้นตัวกลับสู่ระดับที่ปลอดภัย ท่านสามารถค่อยๆ ลดยาลง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 – 6 อาทิตย์ โดยยาดังกล่าว เมื่อใช้ติดต่อกันไปนานๆ จะเกิดผลข้างเคียงเกี่ยวกับสายตา กระดูกพรุน เกิดการอักเสบรุนแรง น้ำตาลในเลือดสูง อย่างไรก็ตาม หากหยุดการใช้ยาดังกล่าว อาการเกล็ดเลือดต่ำก็จะกลับมาอีก จึงมีการแนะนำผู้ป่วยควรทานวิตามินดีและแคลเซียมควบคู่กันไปด้วย และอาจจะใช้การฉีดยาพวก immune globulin เข้าเส้นเลือด หรืออาจใช้ยาตัวใหม่ คือ Thrombopoeietin receptor agonists ได้แก่ romiplostim (Nplate) และ eltrombopag (Promata) โดยยาทั้งสองจะทำหน้าที่ช่วยให้ไขกระดูกผลิตเกล็ดเลือด เพิ่มมากขึ้น และเป็นการลดการเกิดอาการฟกช้ำ ไม่ให้มีเลือดออก(bleeding) แต่ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน ผลสุดท้าย หากทำการรักษาโดยกรรมวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล ก็จะทำการตัดเอาม้ามทิ้ง เพราะถือว่า ม้ามเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการกำจัดเกล็ดเลือด แต่ผลที่ตามมานั้น ไม่แน่เสมอไปที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ในสภาวะอันตรายเกิดจากอาหาร มลภาวะเป็นพิษ และการใช้ยาเคมีมากเกินไป ล้วนแล้วแต่มีผลทำให้เกิดโรคนี้เพิ่มขึ้น จากประสบการณ์ของผู้เขียน ที่ได้ช่วยชีวิตของผู้ป่วยประเภทนี้มาทั้งในและต่างประเทศมานานกว่า 20 ปี พบว่า หากให้ผู้ป่วยทานเห็ดเป็นยาเช่น เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดกระถินพิมาน เห็ดถั่งเช่าสีทอง เห็ดหัวลิง ที่ผ่านขบวนการหมักจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น เชื้อยูเอ็ม2555 ให้ได้เอ็นไซม์สูงสุดตามที่ต้องการ แล้วให้ผู้ป่วยทานควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบันไปด้วย พบว่า ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และหายขาดได้ ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างผู้ป่วยที่บ้านเลขที่ 12 หมู่ 4 ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จ.แพร่ ชื่อ นางทองทิพย์ ประทิศ อายุ 50 ปี (โทร. 083-2093749) ผู้ซึ่งประสพชะตากรรมดังกล่าวมาตั้งแต่เด็กแล้ว มีค่าของเกล็ดเลือดต่ำกว่า 10,000 โดยผ่านขบวนรักษาแผนปัจจุบันอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ปรากฏว่า อาการมีแต่ทรงกับทรุด และร่างกายมีอาการบวม น้ำตาลในเลือดสูง เกิดอาการช๊อคบ่อย มือเท้าเป็นเหน็บชาเกือบเป็นอัมพาต ความดันต่ำ บางครั้งต่ำเหลือแค่ 40 เท่านั้น แต่หลังจากทานเห็ดเป็นยา ที่ทางครอบครัวเอื้อตระกูลได้ทำเป็นสูตรพิเศษให้ทานควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน ปรากฏว่า เวลาผ่านไป 3 ปีแล้ว คุณทองทิพ ก็สามารถใช้ชีวิตที่แข็งแรงเฉกเช่นคนทั่วไปได้อีกครั้ง แน่นอนในส่วนของกล้ามเนื้อที่เคยเป็นเหน็บชาที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นอัมพาตไปนั้น จริงๆแล้วน่าจะเป็นแค่อัมพฤก ตอนนี้ทั้งเท้าและมือเริ่มมีการฟื้นตัวรับความรู้สึกและเคลื่อนไหวได้เกือบปกติ จนกระทั่ง คุณทิพย์ทำงานเกี่ยวกับเย็บปักถักร้อย เปิดร้านตัดเสื้อผ้าของตัวเองได้แล้ว ซึ่งในวันที่ 15 มีนาคม 2556 เป็นวันที่ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล เข้ามาในวงการเห็ดครบ 40 ปี และมีอายุครบ 5 รอบ คือ 60 ปี จะจัดให้มีการประชุมรวมญาติเห็ด ด้วยการทำบุญเลี้ยงเพล และมีกิจกรรมเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับเห็ด และรวมพลผู้ที่ผ่านการอบรมเห็ดจาก ดร.อานนท์ ไปตั้งแต่ปี 2516 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในงานดังกล่าว จะได้เชิญคุณทองทิพย์ ประทิศมาเล่าถึงประสบการณ์การใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่ทำให้เกล็ดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่เคยผ่านการอบรมเห็ดไปแล้ว กรุณาติดต่อขอรับบัตรฟรีได้ที่ 02-9083308 และ 0860830202

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

รูปคุณทองทิพย์ ประทิศ ผู้ป่วยโรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่รักษาให้ดีขึ้นด้วยเอ็นไซม์จากเห็ดเป็นยาของสถาบันอานนท์ไบโอเทค

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat Jan 05, 2013 6:34 am



ทองทิพย์ ประทิศ หญิงกล้า หญิงแกร่ง ผู้ไม่ยอมท้อต่อชีวิต แม้ว่าแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ไม่มีทางรักษาโรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่รู้สาเหตุ(ITP) มาตั้งแต่เด็ก ทำการรักษามามากกว่า 10 ปี อาการแค่ทรงกับทรุด ตัวบวมจะนมีความรู้สึกว่า ร่างกายจะแตกจะปริอยู่แล้ว ใครๆก็บอกว่า น่าจะมีชีวิตเหลือไม่นาน จึงได้พยายามดิ้นรนหาทางช่วยเหลือชีวิตตัวเอง ด้วยการเข้าไปค้นคว้าในเวปไซด์ต่างๆ ผลสุดท้ายก็มาถึงบางอ้อว่า เห็ดเป็นยาไง โดยได้อ่านจากเวปไซด์ www.anonbiotec.com ของ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ที่อยู่บ้านเดียวกัน และครอบครัวของทั้งสองนับถือกันเป็นญาติมาแต่อดีตแล้ว จึงตัดสินใจและมั่นใจว่า เห็ดเป็นยาน่าจะช่วยชีวิตได้ จึงได้รับความกรุณาจากทั้ง อ.ธวัช และ อ.แสงจันทร์ เจียศิริพงษ์กุล พี่สาวของ ดร.อานนท์ ทำการผสมเห็ดกระดุมบราซิล สกัดด้วยจุลินทรีย์ ยูเอ็ม 2555 แล้วทานทุกวันเป็นประจำ ควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน ปรากฏว่า อาการโดยรวมดีขึ้น ซึ่งหมอเคยบอกว่า หากเกล็กเม็ดเลือดสูงกว่า 10,000 ก็ถือว่า มหัศจรรย์แล้ว แต่เวลาผ่านไป 2 ปี หลังจากทานเห็ดเป็นยา ปรกฏว่า เกล็ดเลือดสูงขึ้นกว่า 150,000 ทั้งความดันและเบาหวานกลับสู่ภาวะปกติ หมอที่ทำการรักาาทุกคนงงถึงความเป็นไปได้ ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ปัจจุบันคุณทองทิพย์ได้หายเกือบเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว สามารถทำงานตัดเย็บเสื้อผ้าได้เป็นปกติ แล้ววันที่ 15 มีนาคม 2556 เป็นวันแซยิด ของ ดร.อานนท์ คุณทองทิพย์ก็จะเดินทางมาร่วมงาน เพื่อมาให้ความรู้และประสบการณ์ด้านนี้ เฉกเช่น อีกหลายๆท่านที่เคยมีปัญหา เรื่อง โรคกล้ามเนื้อหัวในตาย แล้วเอาคืนได้ เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายก็ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกับมะเร็งได้ ในวันนั้น จะมีบรรดาผู้มีประสบการณ์ต่างๆมาเล่าให้ฟัง


คุณทองทิพย์และครอบครัวของ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ที่ทั้งครอบครัวของคุณทองทิพย์ เคยทำงานที่กิจการของครอบครัวเอื้อตระกูลมานานแล้ว และปัจจุบัน ทางครอบครัวเอื้อตระกูล ก็ได้มอบบ้านหลังหลักที่ ตำบลบ้านร่องกาศ ให้คุณทองทิพย์เป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นอาชีพต่อไป


อาจารย์ เยาวนุช เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดเป็นยา สอบถามเรื่องต่างๆเกี่ยวกับการรักษาโรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุของคุณทองทิพย์




ทั้งเท้าทั้งมือ ที่เคยเป็นจ้ำเลือดและบวมเต่ง จนกระทั่งประสาทมือและเท้าเกือบไม่มีความรู้สึก ตอนนี้ อาการทั่วไปดีเกือบปกติแล้ว แล้วเจอกันแน่นอนในวันที่ 15 มีนาคม 2556 สมาชิกผู้ผ่านการอบรมเห็ดจากสถาบันอานนท์ไบโอเทคไปตั้งแต่ปี 2516 ถึงปัจจุบัน สามารถติดต่อขอรับบัตรเข้างานฟรีได้ที่ 029083308 และ 0860830202 เพราะรับได้เพียง 300 ท่านเท่านั้น

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

โรคอะมิลอยโดสิส ของคุณสุกัณณา ก็เป็นกลุ่มโรคอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างโปรตีนไม่สมบูรณ์ โดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นผลทำให้เกิดขบวนการต่อต้านในร่างกายแล้วเกิดสำแดงพิษออกมาเป็นตุ่ม แผล คัน

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Fri Mar 29, 2013 9:02 am

คุณสกุณณา ถามเรื่อง เห็ดเป็นยาที่ใช้รักษาโรคอะมิลอยโดสิท ดังนี้

Subject: ปรึกษาการรักษาโรคอะไมลอยโดซิสที่ผิวหนัง

พอดีอ่านไปเจอการตอบคำถามของดร.อานนท์ ให้กับคนที่เป็นโรคอะไมลอยโดซิส ว่าสามารถรักษาด้วยการทานน้ำหมักเห็ด ซึ่งหนูอ่านแล้วสนใจ เพราะหนูเป็นโรคนี้อยู่ค่ะ อยากได้คำแนะนำการรักษาจากดร.อานนท์ด้วยค่ะ เพราะการรักษาด้วยการทานน้ำหมักเห็นเป็นความรู้ใหม่สำหรับหนูค่ะ กรุณาด้วยนะค่ะ สกุณณา



Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ตอบคุณสกุณณาเรื่อง โรคอะมิลอยโดสิท หรือตุ่มคัน ผุพองตามร่างกาย โดยไม่ทราบสาเหตุ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Fri Mar 29, 2013 9:07 am

ดร.อานนท์ ได้ตอบคำถามคุณสกุณณา ที่ถามถึงเรื่อง เห็ดเป็นยาที่ใช้รักษาโรค อะมิลอยโดสิท หรือขบวนการสร้างโปรตีนในร่างกายไม่สมบูรณ์โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดแผล ตุ่ม คันตามร่างกาย โดยมีคำตอบดังนี้

แม้ว่ามนุษย์เราจะได้พัฒนาทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลองเกี่ยวกับความเป็นมาของสิ่งมีชีวิต ความผิดปกติของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคประการใด ก็ยังไม่สามารถที่จะตอบโจทย์อันเป็นปัญหาของร่างกายได้ทั้งหมด โรค SLE, ITP และ Amyloidosis ก็เช่นกัน เป็นอาการผิดปกติ ที่เรายังหาสาเหตุไม่เจอ ดร.อานนท์ ได้เขียนบทความเรื่องของโรคเกล็ดเม็ดเลือดถูกทำลายโดยไม่ทราบสาเหตุหรือ ITP และ SLE ไปหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า โรคดังกล่าว นับวันจะเกิดปัญหาแก่มนุษย์มากยิ่งขึ้น การที่ไม่ทราบสาเหตุนั้น การรักษาก็เช่นกัน ก็ยังหาจุดหรือวิธีการที่แน่นอนในการรักษายังไม่เจอ และมีบ่อยต่อบ่อยครั้ง มีการวินิจฉัยโรคและรักษากันผิดๆเช่นเดียวกับ โรคอะมิลอยโดสิส ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นโร แต่เป็นขบวนการที่ร่างกายสร้างโปรตีนไม่สมบูรณ์ พอมีโปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นมาไม่สมบูรณ์ กลไกภายในของร่างกายก็พยายามที่จะกำจัดโปรตีนออกไป ปรากฎว่า โปรตีนเหล่านี้ มันไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้ง่ายๆ มันอาจจะรวมตัวกันเป็นเส้น เป็นก้อน เป็นใย ขวางทางหรือกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายจะออกมาสู้กัน ทำให้เกิดอาการคัน เป็นตุ่ม ผุพอง ในการรักษานั้น ก็ยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลแม่นยำ ผู้ป่วยบางราย ก็จะถูกรักษาด้วยการฉีดคีโมหรือฉายแสงเช่นเดียวกับผู้ป่วยมะเร็ง แล้วก็เกิดอาการแพ้ ตายเพราะคีโมไปก็เยอะ บางรายก็ถูกรักษาด้วยการให้ยากดภูมิ ซึ่งก็พอบรรเทาไปได้บ้าง แต่ผลสุดท้าย เกล็ดเม็ดเลือดจะถูกทำลาย อาการโรคแทรกซ้อนก็ตามมา ไม่ว่าเบาหวาน ความดันโลหิต ที่ร้ายที่สุด คือ จะไปทำให้ระบบไตล้มเหลว จากประสบการณ์ของ ดร.อานนท์ ที่ทำการรักษาโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องของภูมิต้านทานบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือภูมิต้านทานทำลายตัวเอง โดยอาศัยเห็ดหลายชนิด ที่ส่วนใหญ่ มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายได้ดี เช่น เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดหิ้งไซบีเรีย เห็ดกระถินพิมาน เห็ดถั่งเช่า เห็ดหลินจือ เป็นต้น ได้นำเอาทั้งส่วนของดอก เส้นใย ที่ผ่านขบวนการย่อยด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือที่เรียกว่า โปรไบโอติก ด้วยสูตรที่เหมาะสม ใช้รักษาโรคดังกล่าวแล้วได้ผล พบว่า ผู้ป่วยจากโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่องต่างๆดังกล่าว กลับคืนสู่ภาวะปกติเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร กว่าที่อาการจะกลับสู่ปกติ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 31 มีนาคม 2556 และวันที่ 6, 7 และ 8 เมษายน 2556 ดร.อานนท์ได้รับเชิญให้ไปบรรยายในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์สิริกิต์ ห้องบรรยายที่ 4 จัดโดยคณะจัดทำวารสารบีเวลล์ โดยจะพูดเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-9083308 และ 0860830202

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ได้เดินทางไปดูความคืบหน้าอาการป่วยของคุณทองทิพย์ ประทิศ ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง หลังจากทานเห็ดเป็นยาแล้วอาการดีขึ้น และยังมีชีวิตอยู่ที่จังหวัดแพร่

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Jul 29, 2013 12:28 pm

ดูเหมือนว่า โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องมีอยู่มากมายหลายชนิด และเป็นโรคที่วงการแพทย์แผนปัจจุบัน ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ และยังไม่มีกรรมวิธีใดที่จะรักษาโรคดังกล่าวให้หายขาดหรือดีขึ้นได้ เว้นแต่ทำให้ทรงหรือทุเลาลงไปได้บ้างด้วยการให้ยาพวกสเตอรอยด์ หรือยากดภูมิ ซึ่งยาต่างๆเหล่านี้ จะมีผลข้างเคียงและใช้ไปนานๆ อวัยวะส่วนที่สำคัญก็จะถูกทำลาย ผลที่สุด ผู้ป่วยก็จะจากไปอย่างเวทนา เช่นเดียวกับในรายของคุณทองทิพย์ ที่ใครต่อใครก็ซุบซิบกัน รวมทั้งตัวของคุณทองทิพย์เองว่า คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะจากการที่ร่างกายบวมเป่ง ไม่มีเรี่ยว มีแรง แต่ก็เพาะคุณพ่อ คุณแม่ของคุณทองทิพย์ เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เคยทำงานอยู่กับครอบครัว ดร.อานนท์ อย่างขยันขันแข็งมาก่อน ทาง ดร.อานนท์ จึงได้ให้ความเมตตาแก่คุณทองทิพย์ ด้วยการที่นำเอาเห้ดหลายชนิด อันได้แก่ เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดจ้าวหลินจือ เห็ดหิ้งไซบีเรีย มาทำการรักษาคุณทองทิพย์ จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และ ดร.อานนท์ ก็ติดตามผลเป็นระยะอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง และทุกปี ก็จะเดินทางไปเยี่ยมติดตามผลของคุณทองทิพย์เสมอมา คราวนี้ ก็เพิ่งไปพบคุณทองทิพย์มา พบว่า โดยรวมแล้ว สุขภาพยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ยกเว้นโรคแทรกซ้อนชนิดใหม่เกิดขึ้น คือ เป็นตุ่มเล็กๆที่ร่องรักแร้ แล้วเป็นตุ่มลักษณะเป็นถุงน้ำลามไปทั่ว หรือที่เรียกว่า ไฟลามทุ่งหรือเริม ดร.อานนท์ จึงได้จัดเห็ดเป็นยาสูตรพิเศษทำการรักษาทันที ปรากฏว่าใช้เวลาไม่กี่วัน โรคเริม ที่เกิดจากเชื้อไวรัสยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว แต่แผลที่ยังคงมีให้เห็น แม้ว่า จะมีผิวหนังใหม่เกิดขึ้น ดูเหมือนเป็นปกติ แต่คุณทองทิพย์ มีความรู้สึกปวดแสบ ปวดร้อน ซึ่งก็เป็นลักษณะของคนที่เป็นเริมโดยทั่วไป เมื่อหายแล้ว จะปวดแสบปวดร้อนอยู่ใต้ผิวหนังค่อนข้างจะทรมาณกว่าช่วงที่เป็นเริมเสียอีก ด้วยเหตุนี้ ดร.อานนท์ จึงได้เอาครีมที่มีส่วนผสมของเชียบัตเตอร์ที่นำมาจากประเทศโบกินาฟาซู และมีขายอยู่ตามห้างดังๆ เช่น ที่เซ็นทรัล ราคากระปุก(ขนาด 15 กรัม) ประมาณ 4,500 บาท หลังจากที่ใช้ครีมเซียบัตเตอร์ทาเข้าไปตรงที่เคยเป็นเริม อาการปวดแสบปวดร้อนดีขึ้น และอาการดังกล่าวก็จะค่อยๆหายไป เช่นเดียวกับ ผู้ที่เป็นมะเร็ง ที่จำเป็นต้องฉายแสงหรือฉีดคีโม จะเกิดผลข้างเคียงของยา เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนใต้ผิวหนัง ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้ครีมจากเชียบัตเตอร์ดังกล่าว

โรคเริมที่เกิดบริเวณใต้รักแร้ของคุณทองทิพย์ แผลหายแล้ว แต่ยังปวดแสบปวดร้อนอยู่

ดร.อานนท์ ได้นำเอาครีมจากเชียบัตเตอร์แท้ๆ ที่ไม่ได้ผ่านขบวนการกลั่นให้สูญเสียสรรพคุณ ให้คุณทองทิพย์ทาบริเวณที่เคยเป็นเริม ปรากฏว่าหลังจากทา อาการปวดแสบปวดร้อนลดลงอย่างเห็ดได้ชัด และทาติดต่อกันไม่นาน อาการกลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ใครก็ตาม ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังแห้ง ผิวหนังแพ้สารเคมี แพ้ผงซักฟอก เป็นสะเก็ดเงิน เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนจากการฉายรังสีหรือให้คีโม ขอแนะนำให้ใชีครีมจากเชียบัตเตอร์ หรือสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ผมโดยตรง 0858270085, 025799200, 025797759 หรือที่อานนท์ไบโอเทค 029083308 และ 0860830202


รอยช้ำเป็นจ้ำๆบริเวณหน้าแข้งของคุณทองทิพย์ อันเนื่องจากอาการของการบวมของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่ทำลายตัวเองไม่ทราบสาเหตุ ขณะนี้ คุณทองทิพย์ สามารถดำรงชีวิตและทำงานได้อย่างปกติแล้ว ทั้งๆที่มีการคาดการณ์ว่า จะมีชีวิตเหลืออยู่สั้นมากแล้ว แต่นี่เวลาผ่านไปกว่า 3 ปี แล้ว จึงน่าจะเป็นตัวอย่างอันดี สำหรับท่านที่กำลังสิ้นหวังจากการเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics
» เอกภาษาอังกฤษ มีเสื้อชอร์ป มั๊ยคับ
» สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาฝรั่งเศสที่ใกล้ตัวเรา
» สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเชิญชวนนักศึกษาทุกท่านที่มีหนังสือค้างส่ง นำหนังสือ คืน โดย ไม่เสียค่าปรับ
» Facebook ของกลุ่มนักศึกษาวิชาเอกอังกฤษ
» ประวัติและความเป็นมาของคณะมนุษยศาสตร์

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ