ผมต้องการที่จะหมักเห็ด ภูฏาน+นางรมไว้ทานแก้โรงความดันสูง+ปวดเข่าแบบไม่ทราบสาเหตุ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ผมต้องการที่จะหมักเห็ด ภูฏาน+นางรมไว้ทานแก้โรงความดันสูง+ปวดเข่าแบบไม่ทราบสาเหตุ

ตั้งหัวข้อ  adisak7267 on Wed Apr 17, 2013 5:08 pm

สวัสดีครับท่านอาจารย์

ปัจจุบันผมอายุ 54 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูง และปวดเข่าและข้อมือ
เคยตรวจแล้วหมอหาสาเหตุไม่เจอ ผมได้อ่านเจอในกระทู้ของอาจารณ์ ว่าเห็ดตระกูลนางรม สามารถรักษาโรงความดันได้ เลยทำการเพาะ(เปิดดอก)ไว้ทานเอง และผมต้องการจะหมักเห็ดทั้งสองไว้ทานด้วยโดยใช้ UM55 ควรใช้วิธีเติมอากาศหรืออับอากาศดีครับ เพราะบางกระทู้ใช้วิธีเติมอากาศครับ แล้วควรจะหมักนานแค่ไหนครับ ถ้าต้องการ Super Royal Cream ด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ

ศุภกร

adisak7267

จำนวนข้อความ : 1
Join date : 08/04/2013

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การหมักเห็ดไว้ทานเป็นยาโดยใช้เชื้อยูเอ็ม55 นั้น จะต้องให้อากาศหรือไม่ เพราะสับสนในบางกระทู้ว่า ต้องให้อากาศ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Fri Apr 19, 2013 9:37 am

การหมักเห็ดเพื่อใช้ทานเป็นยานั้น จำเป็นจะต้องหมักเสียก่อน จึงจะได้ผลดีดังที่เคยกล่าวไปหลายครั้งแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหรือสมุนไพร สารที่มีคุณสมบัติเป็นยานั้น มันจะอยู่ในรูปของสารประกอบที่มีขนาดใหญ่ ร่างกายไม่สามารถนำเอาไปใช้ได้ ยกเว้นจะถูกจุลินทรีย์ย่อยให้มีขนาดเล็กลงเสียก่อน แล้วร่างกายจึงจะนำเอาไปใช้ได้ สำหรับบางท่านที่ภายในระบบย่อย มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อยู่อย่างเพียงพอ จุลินทรีย์เหล่านี้ ที่อยู่ในลำไส้เล็ก ก็จะย่อยสารอาหารต่างๆเหล่านี้ให้เล็กลง ก่อนที่ร่างกายจะนำเอาไปใช้ แต่สำหรับบางท่าน(ส่วนใหญ่) ที่ไม่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์(โปรไบโอติก)ในร่างกายอย่างเพียงพอ อันเนื่องจาก ทานอาหารที่เป็นพิษ หรือมีสารกันบูดเข้าไป เช่น น้ำอัดลม อาหารสำเร็จรูปที่ไม่เน่าไม่เสีย จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกายจะถูกทำลายไป ดังนั้น บุคคลเหล่านี้(ส่วนใหญ่) ไม่ว่าจะทานสมุนไพร หรือเห็ดเป็นยาเข้าไป ก็จะไม่ก่อประโยชน์อย่างไร จากเหตุผลดังกล่าว หากไม่แน่ใจว่า ในร่างกายของเรามีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอหรือไม่ สมุนไพรก็ดี เห็ดเป็นยาก็ดี ก่อนที่จะทานเข้าไป ควรผ่านขบวนการหมักเสียก่อน ซึ่งขบวนการหมัก ที่นิยมทำกันตามแบบฉบับของป้าเช็ง ที่กูทำเอง กูรู้เอง กูกินเองนั้น ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งของการหมัก แต่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักนั้น ไม่ทราบว่าเปแ็นจุลินทรีย์ประเภทไหน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มาจากสวรรค์ตามที่ศาสดาท่านเอ่ยเอาไว้ ซึ่งนับว่าเป็นการเสี่ยงมากๆ เพราะจุลินทรีย์จากสวรรค์หรือธรรมชาตินั้น มันมีทั้งเป็นโทษ เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของโลก มั่วกันไปหมด ดังนั้น จึงเป็นการเสี่ยงแบบสุดๆ ที่น้อยคนในโลกนี้เขาจะเสี่ยงกัน จึงถือการปฎิบัติกันว่า หากทำการหมักด้วยวิธีดังกล่าว จะต้องหมักนานๆหลายๆปี จึงจะนำเอาไปทานได้ แล้วก็มีการโฆษณาโอ้อวดในด้านสรรพคุณต่างๆนานาว่าเป็นสุดยอดของเอ็นไซม์ ซึ่งจริงๆแล้วล้วนแล้วแต่เป็นความเข้าในผิดทั้งสิ้น เพราะ เหตุที่จำเป็นจะต้องหมักนานๆ ก็เพราะ ระยะแรกๆ มันเกิดจากเชื้อหลายชนิดที่มันมั่วกันอยู่ มีทั้งเชื้อโรคและเชื้อที่ทานได้ แต่หากปล่อยให้หมักต่อไปนานๆ ก็จะเกิดกรดสูงขึ้น ค่าพีเอซจะลดลง เมื่อไหร่ค่าพีเอซต่ำกว่า 4 เชื้อโรคส่วนใหญ่จะตายไป ก็จะเหลือแต่เชื้อทำน้าส้มที่เรียกว่า Acetobactor ซึ่งเชื้อนี้จะกินอาหาร รวมทั้งเศษอาหารจากจุลินทรีย์อย่างอื่นกินไม่หมดหรือแม้แต่ผลพลอยได้จากการย่อยของจุลินทรีย์ดังกล่าว เมื่อเชื้อน้ำส้มสายชูกินอาหารเข้าไป โดยเฉพาะพวกน้ำตาล มันจะคายของเสียออกมา 2 รูปแบบ คือ เป็นกรดน้ำส้ม และเป็นเซลลูโลสที่ใช้พยุงตัวมันขึ้นมารับอากาศ แผ่นเซลลูโลสดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นมา เพื่อดันให้ตัวเชื้อน้ำส้มรับอากาศอยู่เสมอ หากทิ้งไว้นานๆ มันก็จะหนายิ่งๆขึ้น หลายคนเข้าใจผิด คิดว่า เจ้าเซลลูโลสนี้ คือ ของที่พระเจ้าประทานมา มีสรรพคุณอันมหัศจรรย์ ดังที่มีการโฆษณากันเต็มบ้านเต็มเมือง จริงๆแล้ว มันแค่เป็นอุจจาระของเชื้อน้ำส้ม ที่เป็นเซลลูโลสเท่านั้น ร่างกายไม่สามารถนำเอาไปใช้ได้เลย แต่มันจะช่วยกวาดเอาสิ่งปฎิกูลในร่างกายออกมาพร้อมกับอุจจาระเราเท่านั้น ส่วนน้ำส้มสายชู ก็คือ น้ำส้มสายชูที่มีขายตามท้องตลาด ขวดละ 7-10 บาทนั่นเอง มันจึงไม่ต่างไปจาก ผัก หรือผลไม้ดองน้ำส้มสายชู ที่บ้านเราใส่เป็นเครื่องเคียงก๋วยเตี๋ยว หรือพริกน้ำส้มเท่านั้น ส่วนเรื่องที่โฆษณากันว่า เป็นเอ็นไซม์ ก็เป็นเอ็นไซม์จากน้ำส้มสายชู การที่หมักไว้นานๆเป็นปีๆ เอ็นไซม์อื่นๆสูญสลายไปหมดแล้ว นับว่า เป็นความเข้าใจผิดกันทั่วบ้านทั่วเมืองที่ยากที่จะแก้ไขได้
ทีนี้กลับมาในส่วนคำถามของคุณที่บอกว่า จะเอาเห้ดนางรมหรือเห้ดนางฟ้ามาหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ยูเอ็ม 55 นั้นย ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า เชื้อจุลินทรีย์ยูเอ็ม55 นั้น เทวดาไม่ได้ให้มา เป็นเชื้อที่ทางสถาบันอานนท์ไบโอเทค ได้ทำการศึกษาและคัดเลือกมา พร้อมทั้งได้ส่งไปตรวจสอบ ทดสอบ วิเคราะห์มาแล้วจากหลายสถาบันทั้งในและต่างประเทศว่า เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สามารถนำมาใช้ในการหมักเป็นอาหารคนได้ โดยปกติจุลินทรีย์เหล่านี้ จะต่างคนต่างอยู่ แต่ละเชื้อจะมีอาณาจักรของมันเอง เมื่อมันเข้าไปอยู่ในอาหารที่ไหน มันจะแสดงอำนาจบาทใหญ่ ไม่ยอมให้เชื้อตัวอื่นเข้ามาอยู่ร่วมกับมัน แต่ด้วยเทคโนโลยีของเรา ๆสามารถนำเอาจุลินทรีย์เหล่านี้ เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ซึ่งในส่วนนี้เอง ที่ทำให้ไม่สามารถที่จะเอาเชื้อยูเอ็ม55 ไปทำการต่อขยายหลายๆครั้งได้ หากจะให้ได้ผลจริงๆแล้ว จะต้องใช้เชื้อตั้งต้นใหม่ๆเสมอ ในการหมักก็ทำแบบทั่วๆไป คือ ใช้น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง 18-20% หมายความว่า น้ำที่จะเติมเข้าไปในวัสดุหมัก 1 ลิตร ให้เติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง 200 กรัม แล้วใส่เชื้อยูเอ็ม55 เข้าไปเล็กน้อย ใส่มากก็ได้ ยิ่งดี จะทำให้หมักเร็วขึ้น ข้อเสียคือ เปลือง เพราะราคาแพง หลังจากใส่เชื้อเข้าไปแล้ว นำไปหมักในภาชนะที่เป็นแก้ว ไม่ควรหมักในภาชนะพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกใหม่หรือเก่า เพราะขบวนการหมักนั้น มันมีการสร้างกรดอินทรีย์ธรรมชาติขึ้น กรดดังกล่าว จะไปละลายสารพิษจากพลาสติกได้ ควรใช้ขวดโหลปากกว้าง เพราะจุลินทรีย์ยูเอ็ม55 เป็นจุลินทรีย์ที่ทำงานได้ดี เมื่อมีอากาศเพียงพอ ตรงนี้เอง ที่ทำให้เกิดคำถามของคุณขึ้นมาว่า ระหว่างทำการหมัก ควรให้อากาศแบบให้อากาศในตู้ปลาหรือไม่ คำตอบคือ หากทำได้จะดีมาก เพราะจุลินทรีย์ยูเอ็ม55 นั้น เป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ ดังนั้น ในกรณีที่ทำการหมักครั้งละมากๆ ควรอย่างยิ่งที่จะพ่นอากาศเข้าไป แต่หากคุณทำเพื่อบริโภคไม่มากนัก ทำในขวดโหลพลาสติกปากกว้าง ก็ไม่จำเป็นที่จะให้อากาศก็ได้ เพราะปากภาชนะหมักกว้าง พื้นที่ผิวที่รับอากาศบริสุทธิ์มีมากอยู่แล้ว ประการสำคัญ หากไม่มีการให้อากาศแบบเป่าอากาศเข้าไป จะเกิดครีมที่เรียกว่า Royal Super Cream ขึ้นมา โดยครีมดังกล่าว ต่างจากเซลลูโลสที่เชื้อน้ำส้มสายชูสร้างขึ้น เพราะครีมเป็นไขชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการพยุงตัวของแบคทีเรีย ซึ่งครีมดังกล่าว จะมีสารอาหาร วิตามินและโปรตีน ละม้ายคล้ายคลึงกับนมผึ้งหรืออาหารพญาปลวก ที่เป็นสุดยอดของครีมในการรักษาผิวพรรณ ใบหน้าให้เต่งตึงขึ้นได้ ช่วยกำจัดสิวฝ้า ชะลอการแก่ตัวหรือตายของเซลผิวหนังได้เป็นอย่างดี หน้าตาจะดูแลอ่อนกว่าวัย โดยไม่จำเป็นต้องไปฉีดสเต็มเซลเลย
ทีนี้ การที่จะเอาของที่ถูกหมักแล้วเอาไปทานนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เราจะทานน้ำหมักนี้เพื่ออะไร
หากทำการทานเพื่อเพิ่มเอ็นไซม์ให้แก่ร่างกาย เพราะ การย่อยอาหารของมนุษย์นั้น ต้องการเอ็นไซม์ในขบวนการย่อยและทุกขบวนการของชีวิต หากเราทานของสุกเข้าไปในร่างกาย ของสุกดังกล่าวจะไม่มีเอ็นไซม์เข้าไปด้วย เพราะเอ็นไซม์ถูกทำลายด้วยความร้อน ดังนั้น ร่างกายจำเป็นต้องไปบังคับให้ตับอ่อนสร้างเอ็นไซม์มาเพื่อทำการย่อยอาหาร ซึ่ง ปกติตับอ่อนจะสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมา เพื่อนำเอาอาหารที่ย่อยแล้ว เอาไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ในเมื่อเราไปยืมเอาของดีๆที่มีราคาและมีน้อย สำคัญยิ่งแก่ร่างกาย แต่เอาไปใช้ผิดประเภท เมื่ออาหารถูกย่อยแล้ว ทีนี้ ร่างกายก็จะไม่มีเอ็นไซม์ที่จะนำเอาอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เช่น น้ำตาล กรดยูริก ทำให้น้ำตาลและกรดยูริกในร่างกายสูงขึ่้น กลายเป็น โรคเบาหวาน โรคไขข้ออักเสบไป ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดัน ไขข้ออักเสบ สาเหตุก็เพราะ ในร่างกายถูกทำให้ขาดเอ็นไซม์มาอย่างต่อเนื่องสะสมมานานแล้ว อาการที่เราตรวจพบนั้น มันสายไปแล้ว เพราะเราปล่อยปละละเลยไปนานแล้ว ทีนี้ การจะรักษาให้หายวันหายพรุ่งเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นใช้สารเคมีแรงๆ ไปยับยั้งขบวนการต่างๆของร่างกาย สารเคมี หรือยาแผนปัจจุบัน เทมื่อใช้แล้ว ดูเหมือนจะเป็นการตอบโจทย์ หรือมีความรู้สึกทันที ทำให้เรามีความรู้สึกว่า น่าจะได้ผล หารู้ไม่ว่า นั่นคือ ยาพิษชัดๆ มันมีความรู้สึกได้เร็วจริงๆ แต่ที่เรารู้สึกเรา เพราะมันไปกด ไปดัน ไปหยุดบางส่วนของร่างกายต่างหาก หากใช้ติดต่อกันไปนานๆ ผลข้างเคียงที่ตามมาจะยากลำบากยิ่ง ดูอย่างคนที่เป็นความดัน หรือเป็นเบาหวานสิ นานๆไป การใช้ยาก็ต้องเพิ่มขึ้น หรือต้องเปลี่ยนยบาใหม่ๆตลอด ผลสุดท้าย ไตที่คอยขับสารพิษทั้งหลายออกก็จะอักเสฐ แล้วลงเอยด้วยเป็นโรคไตหรือมะเร็งกันแทบทั้งสิ้น ดังนั้น หากต้องการจะทานน้ำหนักเห็ด เพื่อให้ได้เอ็นไซม์มากๆนั้น ควรทานในระยะแรกๆ เพราะระยะแรกๆนั้น จุลินทรีย์จะสร้างเอ็นไซม์สูงสุด คำว่าระยะแรกๆ หมายความว่า ตั้งแต่เริ่มทำการหมักได้ 12 ชั่วโมงขึ้นไป จากนั้น เอ็นไซม์จะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ โดยปกติเอ็นไซม์จะสูงสุดก็น่าจะอยู่ระหว่าง 12 ชั่วโมงของการหมักไปจนกระทั่งถึงประมาณ 1 เดือน หากต้องการเก็บรักษาเอ็นไซม์ให้คงรูป ก็เอาไปเก็บไว้ในตู้เย็นชั้นแช่ผักก็จะเก็บได้นานหลายเดือน หรือเข้าช่องแช่แข็ง สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปี
แต่หากต้องการทั้งเอ็นไซม์ แม้ว่าจะน้อยลงไปบ้าง และคุณค่าทางยาจากเห็ดหรือสมุนไพรนั้น การหมัก 1-3 เดือน ถือว่าเพียงพอแล้ว หากหมักไว้ยิ่งนานหรือนานกว่านี้ เอ็นไซม์จะลดลง แต่ความเป็นยาจะถูกสกัดออกมามากขึ้น ในแง่ธุรกิจนั้น ก็จะใช้ทำการหมักตามเวลาดังกล่าว เพราะสามารถนำไปบรรจุขวดปิดสนิทแล้วเก็บไว้บริโภคนานๆได้ อาจจะได้เป็นปีหรือหลายๆปี
วันนี้ ถามมาสั้นๆ แต่ของตอบยาวๆหน่อย เพราะมีหลายท่านสนใจ จึงอยากจะทำความเข้าใจกันอย่างทั่วถึง

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านเท่าไรก็ไม่เบื่อครับ

ตั้งหัวข้อ  Phakin on Mon Apr 22, 2013 10:12 am

ขอบคุณที่อาจารย์ ตอบแบบยืดยาว เข้าใจแจ่มแจ้งเลย
ที่แรกผมก็กลัวอาจารย์จะเบื่อคำถามแบบนี้เพราะว่า มันซ้ำกับคำถามเก่าๆ ที่มีมา ผมเดาว่าต้องโดนแน่ๆ บอกว่าให้ไปหาอ่านในกระทู้เก่าๆดูซิ แต่ ... ผิดคาด อาจารย์เสียสละเวลา ตอบให้แบบเต็มๆ ขอบคุณมากครับ ถึงแม้มันจะซ้ำไปบ้าง ผมก็ยินดีอ่านมัน ซ้ำแล้วซ้ำอีก อ่านเท่าไรก็ไม่เบื่อครับ ของดีๆ มีประโยชน์แบบนี้


Phakin

จำนวนข้อความ : 317
Join date : 26/08/2011
Age : 51

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ผมต้องการที่จะหมักเห็ด ภูฏาน+นางรมไว้ทานแก้โรงความดันสูง+ปวดเข่าแบบไม่ทราบสาเหตุ

ตั้งหัวข้อ  wanwisa on Sun May 12, 2013 12:05 pm

สวัสดีค่ะอาจารย์ ดร.อานนท์

เห็นด้วยกันกับพี่ภาคินค่ะ แม้แต่อาจารย์ก็มักจะเสียสละเวลามาชี้แจงและให้คำแนะนำเสมอ แต่หนูก็ชอบอ่านและไม่เบื่อเลยค่ะ และนี่ก็เพิ่งจะหมักเอ็นไซม์จากเห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมไปค่ะ ถึงจะหายหน้าหายตาไปบ้างแต่ก็ไม่เคยลืมคำสอนและความรู้ที่ได้รับจากอาจารย์ค่ะ เข้ามาแวะเวียนหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอค่ะ ะเป็นคำถามที่ถามเข้ามาบ่อย

wanwisa

จำนวนข้อความ : 24
Join date : 13/05/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ