ไปสอนเห็ดที่แอฟริกา แล้วเชิญชวนคนที่นั่นมาเรียนต่อในไทยแล้วหน้าแตกไม่มีชิ้นดี

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ไปสอนเห็ดที่แอฟริกา แล้วเชิญชวนคนที่นั่นมาเรียนต่อในไทยแล้วหน้าแตกไม่มีชิ้นดี

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Jun 10, 2013 10:35 am

ระหว่างปี 2532-2548 ช่วงที่ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดหลายประเทศในแอฟริกา อันได้แก่ กานา โตโก เซียราลีโอน แกมเบีย โบกินาฟาซู ไลบีเรีย สวาซิแลนด์ เลโซโถ นามิเบีย บอสวานา โมซัมบิก นั้น แทบทุกประเทศ หากมีโอกาส ก็จะถือโอกาสชักชวนคนที่นั่น ให้ส่งลูกส่งหลานมาเรียนในเมืองไทย โดยนั่งยันยืนยันว่า มาตรฐานของสถาบันการศึกษาไทยดีมาก ไม่แพ้ประเทศที่เจริญแล้ว ยิ่งในช่วงปี 2542-45 ไำด้เชิญคุณนิติภูมิไปตะเวนแถวประเทศต่างๆในกลุ่มแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะที่ประเทศแอฟริกาใต้เอง ได้พาคุณนิติภูมิไปดูโครงการเห็ดที่เมืองเบทลิแฮม ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศเลโซโถ ซึ่งเมืองนี้ คุณนิติภูมิได้ขอร้อง ดร.อานนท์ ให้ช่วยพาไปเยี่ยมโรงเรียนประจำเมืองของเขา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ดีและทันสมัยมาก แต่ก็มีทั้งผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่สนใจจะมาเรียนต่อในประเทศไทย คุณนิติภูมิก็เลยเอานามบัตรมอบให้ทางอธิการบดี 3 ใบ แล้วบอกว่า เอาไว้ให้นักเรียนไว้จับสลาก ใครจับได้นามบัตรของคุฯนิติภูมิ ก็จะได้รับทุนการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเอแบคที่คุณนิติภูมิเป็นที่ปรึกษาอยู่ ปรากฏว่า มีนักเรียนจับได้ครบตามจำนวนและตื่นเต้นกันมาก ออกข่าวดังกันไปหมดทั่วทั้งเมืองว่า จะมีนักเรียน 3 คนไปศึกษาต่อที่ประเทศไทย แต่จนแล้วจนรอด ป่านนี้ ก็ยังรออยู่ แลบะนักเรียนน่าจะมีลูกมีหลานกันไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับที่ ประเทศโตโก มีแม่บ้านคนหนึ่ง เคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลแถวๆลำพูน เป็นคนชัยภูมิ เป็นสาวเฒ่าที่ยังไม่แต่งงาน เผอิญว่า มีเพื่อนล้อว่า อยากแต่งงานไหม แกก็บอกอยากสิ เพื่อนแกก็บอกว่า แล้วหากผู้ชายเป็คนดำหรือที่เรียกว่า นิโกรล่ะเอาไหม แกก็บอกว่า ในเมื่อหาคนไทยมาเป็นสามีไม่ได้ คนที่ไหนก็เอาทั้งนั้น ผลสุดท้ายแกก็แต่งงานกับคนดำจากประเทศกานา ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน พอแต่งงานเสร็จ สามีก็ไปทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่ตัวเองเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาและมีกำหนดจะคลอดอยู่แล้ว จึงให้คนแจ้งไปให้สามีทราบว่า ต้นเองท้องใกล้คลอดแล้ว สามีก็เดินทางมา และตัวเองไปรับที่สนามบิน ส่วนสามีนั้นจำภรรยาตัวเองได้อย่างแม่นยำ ในส่วนของภรรยานั้น เห็นคนดำหน้าตาเหมือนกันหมด เลบยไม่ค่อยจะแน่ใจแยกไม่ออกว่า คนดำที่ลงจากเครื่องบินมาเป็นสามีตัวเองหรือไม่ โดยปกติ ตามประเพณีของคนดำทางแอฟริกาตะวันตก เวลาเจอคนที่สนิทสนมด้วย เวลาเขาเจอกัน เขาจะโผเข้ากอดทันที ก็เช่นกัน คุณสามีที่ชื่อ โรเบริต์ ความี พอเห็นภรรยาที่น่ารักและท้องแก่มากแล้ว จึงรีบโผเข้ากอดภรรยาสุดที่รักที่ชื่อ สำราญทันที แต่ก็เพราะสำราญไม่คุ้นเคยประเพณีดังกล่าว และก็คงเคยฝึกวิชาป้องกันตัวแบบไทยๆมาตลอดชีวิต จึงครองความเป็นสาวเฒ่ามานาน พอแกโดนคนโผเข้ากอดแบบไม่ได้ตั้งเนื้อตั้งตัว แกเลยถีบอีตาโรเบริต์เสียเต็มแรงจนเซถลานั่งเป้าลงกับพื้น จากนั้น แกก็พากันไปตั้งหลักที่ประเทศกานา เอาเสื้อผ้าไปขายๆดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่เวลาผ่านไปไม่นานก็เจ๊งไม่มีท่าเพราะขายดีมาก แต่ไม่ได้เงินเลย เพราะญาติพี่น้องเอาเงินไปหมด แกเลยเป็นบ้าอยู่ที่นั่นปิดประตูขังตัวเองไม่ติดต่อใครเลยอยู่หลายเดือน แล้วก็คุยอะไรใครไม่รู้เรื่องเลย เพราะพูดได้แต่ภาษาไทย ผลสุดท้ายแกนั่งดูทีวีท้องถิ่น เห็นว่า ประเทศที่อยู่ใกล้กัน คือ ประเทศโตโก แค่มีรั้วต้นไม้เตี้ยๆกั้นเป็นเขตแดนเท่านั้น แกเห็นคนเดินไปเดินมาขวักไขว่ไปหมด ก็เลยบอกสามีว่า เราน่าจะหนี้ไปตั้งหลักกัน 2 คนที่ประเทศนี้น่าจะดีกว่า เพราะเป็นการหนีจากบรรดาญาติๆที่คอยมารุมตอมยื้อแย่งอะไรก็ตามที่เรามี แกเลยไปที่โตโก ห่างจากเมืองหลวงของกานาประมาณ 80 กม.เท่านั้น โดยไปสมัครเป็นคนงานร้านอาหารจีน แล้วแกก็ไปจ่ายตลาดหิ้วของให้เจ้าของร้านอาหารทุกวัน แล้วก็คอยสังเกตว่า คนจีนเขาทำธุรกิจอย่างไร แต่ด้วยความที่ไม่เคยเรียนหนังสือ อ่านไม่ออก แต่ก็เป็นคนช่างสังเกต แกเอาก้อนหินมาเป็นเครื่องคิดเลขว่า คนจีนเขาซื้ออะไรมาเท่าไหร่ ขายไปเท่าไหร่ ก็เอาก้อนหินมาเป็นตัวนับ แล้วแกก็ลองทำดู ปรากฏว่าเวลาผ่านไปไม่กี่ปี โรเบริต์และสำราญกลายเป็นผู้ที่มีฐานะและมีชื่อเสียงอยู่ชั้นแนวหน้าของประเทศกานา ขนาดประธานาธิบดีคนประจำ เวลามีการสวนสนามและผ่านเห็นหน้าสำราญแล้วจะต้องยกมือทักทาย ดร.อานนท์ ก็พยายามให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่องภาษาและการติดต่อกับทางสถานทูตไทยที่เซเนกัล และนำคนไทยจำนวนไม่น้อยรวมทั้งคุณนิติภูมิไปเจรจาธุรกิจผ่านปีเตอร์กับสำราญ และทุกครั้งที่สำราญกลับไทย ก็จะมาพักอาศัยอยู่ที่สถาบันอานนท์ไบโอเทค ด้วยเหตุนี้ สำราญจึงฝากลูก 2 คน คือ ซูซี่และริชาร์ดมาให้เรียนต่อที่ประเทศไทย เพื่อจะได้เรียนรู้ภาษาไทยและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยบ้าง ดร.อานนท์ก็รับปากเป็นธุระในการหาที่เรียนที่เขาสอน 2 ภาษาให้โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคาค่าเล่าเรียน ผลสุดท้ายก็มีคนแนะนำว่า ให้ไปเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านรังสิตสิ เพราะที่นั่นเป็นโรงเรียนสองภาษาและมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่ด้วย เป็นของนักการเมือง ที่มีทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยและมีชื่อเสียงคนหนึ่งของไทย จึงพาไปสมัคร ปรากฏว่า ทางโรงเรียนรับทันที โดยเสียค่าเทอมทั้งสองคนกว่า 3 แสนบาท ด้วยความดีใจว่า เราสามารถนำลูกๆของสำราญเข้าโรงเรียนดี โรงเรียนดังได้ ก็นัดให้ทางทั้งปีเตอร์และสำราญไปดูโรงเรียน ทุกคนก็ยินดีและดีใจที่ลูกๆได้เรียนโรงเรียนดี หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน ทั้งซูซี่และริชาร์ดต่างมาหา ดร.อานนท์ บอกว่า คุณลุง ไม่ไหวแล้ว เข้าโรงเรียนผิดแล้ว ที่โรงเรียนแทบไม่มีการเรียนการสอนเลย ยิ่งครูต่างประเทศ เป็นพวกฝรั่งแบบนักท่องเที่ยวมาหาลำไพ่พิเศษเท่านั้น ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์การสอนเลย แล้วนักเรียนที่มีกันเต็มห้องเต็มชั้นนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นลูกเศรษฐีคนรวยทั้งน้าน เวลาเรียนไม่มีใครสนใจเรียนเลย เอาแต่เล่นไพ่ในวงงานที่สูงเป็นหมื่นๆแล้วเสพยากันแทบทุกคน แต่สิ่งที่โรงเรียนเน้นเป็นพิเศษและขอร้องนักเรียนทุกคนต้องทำ คือ ตอนเช้าจะต้องมานั่งเข้าแถวอย่างเรียบร้อย เพื่อให้ผู้ปกครองที่เอารถหรูมาส่งเห็นว่า ลูกๆเรียบร้อยเหลือเกิน เมื่อถึงเวลาสอบ ไม่ต้องไปทำอะไรมาก ขอให้เข้าห้องเรียนก็เป็นอันสอบได้ทุกคน ใครอยากได้เกรดดีหน่อย ก็จ่ายให้ครูเป็นกรณีพิเศษเยอะๆหน่อย ช่วงกิจกรรม เช่น ชั่วโมงกีฬา หากจะต้องออกแดด ทุกคนก็จะใช้ร่มกางกันแดด เพราะเดี๋ยวเคตรื่องสำอางจะหลุด ผิวจะเสีย ภาคบ่ายก็จะไปเดินช้อปปิ้ง ทานอาหารแถวเซียร์และฟิวเจอร์ แล้วก็ซื้อของแพงๆมาแข่งกัน แค่สัปดาห์แรกก็เข้าไปเหมาซื้อกล้องแคนนอนรุ่นท็อปไปกว่า 14 ตัวแล้ว สิ่งที่ทางโรงเรียนพูดเป่าหูอยู่ทุกวันก็คือ รัฐบาลชุดนี้มันชั่ว มันเลว มันคอรัปชั่น มันเอาเขาพระวิหารไปให้เขมร ต้องช่วยกันไล่รัฐบาลแล้วให้ไปบอกพ่อแม่ ญาติพี่น้องไปช่วยกันไล่รัฐบาล แกทนไม่ไหว เพราะการที่เสียเงิน เสียเวลา อุตส่าห์เลิกการเรียนที่อเมริกา เพื่อมาศึกษาต่อที่ไทย หวังจะได้ความรู้ ขนบธรรมเนียมอันดีงานจากไทย แต่ก็ต้องผิดหวัง ผลสุดท้าย ดร.อานนท์ ก็ต้องไปเป็นธุระพาออกจากโรงเรียนนี้ ดีน๊ะ หากอยู่ถึงวันนี้ ก็คงถูกเจ้าของโรงเรียนบังคับให้ใส่หน้ากากขาวต่อต้านรัฐบาลอย่างแน่นอน เสร็จแล้วก็ไปหาที่เรียนใหม่ คราวนี้ ดูจากทุกโรงเรียนและจากเน็ตด้วย ก็ตกลงพาไปเรียนโรงเรียนนานาชาติแถวๆหินกอง สระบุรี โดย ดร.อานนท์ พาไปคุยกับผู้อำนวยการใหญ่ที่เป็นชาวต่างประเทศเลย ฟังแล้วก็ดูดี ก็เลยพาทั้งสองคนไปเรียนที่นั่น โอเคใหม่ๆก็ดูดี นานๆเข้า ก็เข้าอีหรอบเดียวกัน นักเรียนมากกว่าครึ่งติดยางอมแงม ทั้งครูทั้งนักเรียน ครูบางคนค้ายาเสียเอง แล้วก็เป็นนกรู้ เวลาจะมีการตรวจปัสสาวะว่าสีจะม่วงไม่ม่วง ก็จะมีฝ่ายข่าวเร็ว แจ้งให้งดก่อนตรวจฉี่ ผลปรากฏว่า โรงเรียนนี้สีขาวล้านเปอร์เซ็นต์เหมือน PSI ครับ ก็โอเคจบลงด้วยการซื้อเกรดให้จบสำหรับผู้พี่ ส่วนผู้น้องติดยางอมแงม แล้วทำการสักเสียเต็มตัว ถูกส่งกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่ประเทศโตโกเรียบร้อยแล้ว และเข็ดแล้ว แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุด ที่ทำให้ทราบว่า มาตรฐานของการศึกษาไทยในบางสถาบันนั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่หน้าตาหรือขนาดของโรงเรียน หรือความมีชื่อเสียงของเจ้าของโรงเรียนเลย มิน่าเล่า สถาบันเหล่านี้ มักจะมีข่าวในทางไม่ดีหลายเรื่อง แล้วนี่กำลังจะเป็นตัวตั้งตัวตี ใช้นักเรียน นักศึกษาไปเป็นหัวหอกต่อต้านรัฐบาลเข้าเสียอีก ฮ้วย! เข็ดแล้ว เข็ดจริงๆ ที่จะไปเป็นธุระให้ใครต่อใครในเรื่องการศึกษาอีกแล้ว ทำเห็ดของเราดีกว่าเยอะ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ