อยากทำเครื่องดื่มจากเห็ดมารับประทาน โดยให้ยังคงคุณค่าสรรพคุณของเห็ดให้มากที่สุด

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

อยากทำเครื่องดื่มจากเห็ดมารับประทาน โดยให้ยังคงคุณค่าสรรพคุณของเห็ดให้มากที่สุด

ตั้งหัวข้อ  yoyothin on Fri Jul 26, 2013 7:10 pm

อยากทราบว่าการทำเครื่องดื่มจากการต้มเห็ด (จากการหาข้อมูลจากในgoogle) อย่างเช่นพวกน้ำเห็ด 3 อย่าง อะไรพวกนี้ จะใช้การต้ม  อยากถามว่าการต้มเห็ดกับน้ำโดยใช้ผ้าขาวบาง พวกสารที่มีประโยชน์ของเห็ด หรือพวกวิตามินจะถูกทำลายไปมากไหมครับ  หรือเราควรใช้กรรมวิธีอะไรเพื่อรักษาคุณค่าของเห็ดให้สูญเสียไปน้อยที่สุดครับ    ขอบคุณครับ

yoyothin

จำนวนข้อความ : 1
Join date : 26/07/2013

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การนำเห็ดมาต้มเป็นยา จะทำให้คุณสมบัติทางยาและวิตามินเปลี่ยนไปหรือไม่

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sun Aug 04, 2013 7:17 am

หากมีความตั้งใจที่จะทบทวนกระทู้ต่างๆที่ผ่านมา ที่มีคำถามเกี่ยวกับเห็ดเป็นยามากมายและก็ตอบซ้ำแล้วซ้ำอีกมาหลายครั้งแล้ว ก็คงจะทราบเป็นอย่างดีว่า คุณสมบัติทางยาของเห็ดที่สำคัญ อยู่ที่สารเบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นพวกโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งสารเบต้ากลูแคนนี้เอง ที่บรรดาวงการแพทย์สมัยใหม่ เขาตามหากัน พบว่า สารเบต้ากลูแคนส่วนใหญ่มีอยู่ในพืช ที่มีมากเช่น พวกข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย แต่เบต้ากลูแคนในพืชนั้น มันจะมีติ่งของน้ำตาลจับกับน้ำตาลที่จับกันเป็นลูกโซ่ยาวๆ โดยน้ำตาลดังกล่าวจะจับกันที่ตำแหน่งที่เขาเรียกว่า 1,4 แต่สารเบต้ากลูแคนในเห็ดแตกต่างจากพืช กล่าวคือ มันเป็นเบต้ากลูแคนที่มีติ่งของน้ำตาลจับกันที่ 1,3 มีเห็ดบางชนิด นอกจากจะเป็น 1,3 แล้ว ยังเป็น 1,6 อีกด้วย เช่น เห็ดจ้าวหลินจือ หรือเห็ดกระถินพิมาน ทีนี้ ทำไมเจ้าเบต้ากลูแคนจึงมีความสำคัญล่ะ ก็เพาะ เบาต้ากลูแคน มันจะไปกระตุ้นให้ร่างการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ เช่นมะเร็ง เบาหวาน ภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง(เอดส์) ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองโดยไม่ทราบสาเหตุ(ITP,SLE ,Amyloides)หรือโรคพุ่มพวง นอกจากนี้ เบต้ากลูแคนในเห็ด จะไปเสริมสร้างหรือกระตุ้นร่างกายให้สร้างคาโลเจน ทำให้ผิวหนัง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ไม่แก่ง่าย ไม่เหี่ยวย่นง่าย จึงเหมาะที่จะใช้เป็นส่วนผสมในการบำรุงรักษาผิวให้นุ่มเนียนตลอดเวลา ดุอย่างเครื่องสำอางของ Dr. Adrew Weil ที่เป็นเครื่องสำอางที่ทำจากเห้ดสิ รวยไม่รู้เรื่องเลย สถาบันอานนท์ไบโอเทค ทำได้ดีกว่า ราคาถูกกว่า และมี อย.แล้ว แต่ยังไม่ได้ทำการตลาด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลของสารเบต้ากลูแคนในเห็ดแทบทั้งสิ่้น ทีนี้ ต้องมาเข้าใจเรื่องเบต้ากลูแคนเสียก่อนว่า มันเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่จับกันเป็นลูกโซ่ที่ยาวและหนักมาก ร่างกายไม่สามารถเอาไปใช้ได้โดยตรง แม้ว่าจะทำการต้ม นึ่ง หรือบดให้ละเอียด ดังนั้น คำถามที่ว่า การจะทำเครื่องดื่มจากเห้ด เพื่อให้ได้คุณค่าทางยา หรือแม้แต่ทางโภชนาการด้วยการนำไปต้มนั้น แม้ว่า สารดังกล่าว ถูกสกัดออกมาอยู่ในน้ำก็จริง แต่มันก็ยังอยู่ในรูปของกลุ่มน้ำตาลขนาดใหญ่และหนักอยู่ดี นอกจากนี้ การต้ม จะเป็นการทำลายทั้งเอ็นไซม์และวิตามินที่มีประโยชน์ให้สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิง จึงทำให้ ทำไม บางคนทานเห้ดเป็นยา ไม่ว่าจะเป็นรูปต้ม ชงจากผงที่บดละเอียดแล้ว บางคนก็ใช้รักษาโรคค่อนข้างได้ผล บางคน แม้ว่า จะซื้อผลิตภัณฑ์จากเห็ดที่มีราคาแพงๆ เช่น สปอร์ของเห็ด แต่พอทานเข้าไป กลับไม่ได้ผลเอาเลย ทั้งนี้เป็นเพราะ สารที่มีคุณสมบัติทางยาในเห็ดนั้น มันมีขนาดใหญ่ ที่อยู่ในรูปที่ร่าสงกายไม่สามารถดูดเอาไปใช้ได้ เว้นเสียแต่ว่า ในระบบการย่อยของบางท่าน ที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อยู่อย่างเพียงพอ จุลินทรีย์ดังกล่าว จะไปช่วยย่อยสารดังกล่าว ให้อยู่ในรูปที่ร่างกายเอาไปใช้ได้ มันจึงจะก่อประโยชน์แก่ร่างกาย แต่บางท่าน ที่ทานอาหารที่มีสารกันบูด เช่นน้ำอัดลม น้ำผสมสี ผสมกลิ่น อาหารที่ใส่สารกันบูด สารดังกล่าว จะไปฆ่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบย่อยอาหารของเรา ดังนั้น หากทานน้ำต้มเห็ด หรือเห็ดบด รวมทั้งสปอร์เห็ดที่มีราคาแพงๆเข้าไปในร่างกาย ในเมื่อไม่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่ช่วยย่อยสารเป็นยาในเห็ดให้อยู่ในรูปที่ร่างกายเอาไปใช้ได้ การทานน้ำเห็ดต้ม เห็ดบด เห็ดผงเป็นยาเข้าไปในร่างกายก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด วิธีการแก้ปัญหา หากไม่แน่ใจว่า ในร่างกายเรามีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หรือไม่นั้น ควรนำเอาเห้ดที่มีสารเป็นยา นำมาผ่านขบวนการหมักโดยเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เสียก่อน วิธีการหมักส่วนใหญ่ก็ทราบกันอยู่แล้ว ดูตัวอย่างสไตล์ป้าเช็งเอาก็ได้ เพียงแต่ว่า ควรใช้เชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่เป็นเชื้อบริสุทธิ์น่าจะดีและปลอดภัยกว่า เชื้อที่มาจากธรรมชาติ ที่มีโอกาสเจอเชื้อไม่พึงปรารถนาได้ ในการหมักโดยเชื้อบริสุทธิ เช่น เชื้อยูเอ็ม2555 ของสถาบันอานนท์ไบโอเทค ใช้เวลาหมัก5-7 วันก็ใช้ได้แล้ว หากสามารถทานสดๆได้จะดีมาก เพราะได้ทั้งคุณสมับติทางยาและมีเอ็นไซม์สดๆ หรือหมักไว้จนสิ้นสุดขบวนการหมัก ที่อาจจะใช้เวลาเป็นเดือนหรือหลายๆเดือนก็ได้ ยิ่งหมักนาน ยิ่งเปรี้ยว เพราะจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะสร้างกรดออกมาทำให้เปรี้ยว คุณสมบัติทางยาที่ร่างกายเอาไปใช้ได้จะมากขึ้น แต่ปริมาณเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์จะลดลง ก็ไม่เป็นไร อยู่ที่วัตถุประสงค์ของเราว่า เราจะเอาเอ็นไซม์ด้วย หรือจะเอาเน้นไปทางยา ในกรณีที่หมักไปนานๆนั้น การที่จะเอามาทานเนื่องจากจะเปรี้ยวมาก ควรนำมาผสมกับน้ำให้มากๆเพื่อลดความเปรี้ยว หรือนำมาปรุงแต่งกับน้ำผักหรือน้ำผลไม้ผสมเข้าไปก็ได้ หรือนำไปเป็นส่วนในการปรุงอาหาร ซึ่งวันที่ 4-8 กันยายน ที่จะถึงนี้ ดร.อานนท์ และคณะจะทำการสาธิต เปิดสอน รวมทั้งนำเอาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเห็ดเป็นยา ปรุงเป็นอาหารในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำสลัดเอ็นไซม์เห็ดหลากหลายรสชาติ น้ำเห็ดเอ็นไซม์ แหนมเห็ด กิมจิจากเห็ด โดยจะเปิดร้านที่บูธหมายเลข W3 ตรงฝั่งด้านข้างที่ขายต้นไม้ ใกล้ๆกับที่ขายชาชัก และในวันเสาร์ที่ 7 กันยายน จะเปิดเป็นการบรรยายพร้อมทั้งสาธิตการทำน้ำหมักเอ็นไซม์จากเห็ด การทำกิมจิ การทำแหนม ในห้องประชุมที่รับผู้สนใจได้รุ่นละ 100 คน(ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าฟรี) ทั้งหมด 3 ช่วง ผู้ที่สนใจ ควรจองด่วนล่วงหน้า เพราะปีนี้ ผู้สนใจน่าจะล้นหลาม สำหรับวิธีการหมัก หากสนใจ กรุณาตรวจดูคำตอบที่ตอบไปแล้วหลายครั้งในฟอรั่มที่ผ่านไปแล้วในเวปนี้

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ