ขอคำแนะนำเกี่ยวกับโรคมะเร็งของคุณแม่ ที่เป็นระยะ 3 ทำการรักษาทั้งคีโมและฉายแสงมาแล้ว และหมอบอกว่า ไม่มีหนทางรักษาแล้ว ควรทำไงดี

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ขอคำแนะนำเกี่ยวกับโรคมะเร็งของคุณแม่ ที่เป็นระยะ 3 ทำการรักษาทั้งคีโมและฉายแสงมาแล้ว และหมอบอกว่า ไม่มีหนทางรักษาแล้ว ควรทำไงดี

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Sep 16, 2013 10:20 am


เรียน ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล

ดิฉันชื่อ สุ กรัณย์ภากร ขอรบกวนปรึกษาอาจารย์เกี่ยวกับเห็ดกระดุมแคปซูลค่ะ

คุณแม่ดิฉันตรวจพบเป็นมะเร็งรังไข่ ระยะ 3C ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งได้ทำการรักษามาตลอด และได้พบข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดกระดุมบราซิลจาก website ของอาจารย์ จึงได้ขอซื้อเห็ดกระดุมแคปซูลมาให้คุณแม่ทานนานประมาณเกือบปีแล้วค่ะ เมื่อต้นอาทิตย์ได้โทรไปขอซื้อเห็ดแคปซูลเช่นเคย และได้เล่าอาการของคุณแม่ให้เจ้าหน้าที่ทราบว่า คุณแม่ต้องรับคีโมมาตลอดทุกเดือน แทบจะไม่ได้หยุดเลย มาประมาณปีกว่าแล้ว และก่อนให้คีโมต้องให้เลือดก่อนทุกครั้ง ทุกวันนี้ร่างกายคุณแ ม่ผอมมาก และมีอาการท้องโตมาได้ 2 เดือนแล้ว และได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้เขียนจดหมายปรึกษาอาจารย์ ตั้งแต่หลายวันแล้วค่ะ แต่ช่วงก่อนหน้านี้มีงานมาก จึงไม่ได้เขียนมาค่ะ

ชื่อคุณแม่ นางทองอยู่ อายุ 69 ปี
โรคที่เป็น มะเร็งรังไข่ ระยะ 3C
ประวัติการรักษา ตรวจพบมะเร็งรังไข่ตอนต้นปี 2552 ได้ทำการผ่าตัด และส่งตัวไปรักษาต่อที่สถาบันมะเร็ง โดยให้ยาเคมีบำบัด 1 คอร์ส จำนวน 6 ครั้ง จากนั้นจึงได้ทำการผ่าตัดอีกครั้ง และให้ยาเคมีบำบัดต่อ หลังจากให้ยาก็มีการเจาะเลือดตรวจดูค่ามะเร็งเป็นระยะ สังเกตุว่าโรคจะสงบไปประมาณ 6 เดือน จึงเริ่มกลับมาเป็นใหม่ เมื่อค่ามะเร็งเริ่มสูงขึ้น หมอจึงให้ยาเคมีบำบัดต่อ โดยการเปลี่ยนสูตรยา ค่ามะเร็งก็จะลดลง และมีครั้งหนึ่ง หมอได้ให้ทำการฉายแสง ได้ประมาณ 20 ครั้ง แต่มีผลทำให้ท้องเริ่มโตมากเหมือนคนท้องได้ 5-6 เดือน จนสุดท้ายต้องรีบมาให้คีโมอีก ต่อมาคุณแม่เริ่มมีอาการดื้อยาเพราะไม่สามารถให้คีโมได้ตามกำหนด(ผลเลือดไม่ผ่าน) หมอจึงให้ยาคีโมมาทานที่บ้าน แต่ก็ไม่ค่อยดีขึ้น ต่อมาหมอบอกว่าไม่รู้จะรักษาอย่างไรแล้วและให้กลับบ้าน (ไม่รับรักษาต่อ)
หลังจากนั้นก็พาคุณแม่ไปรักษาต่อที่ อภิณพเวชกรรม จ.สระบุรี คุณหมอรักษาโดยให้ยาเคมีบำบัด โดยการผสมสูตรยาคนละสูตรจากที่เคยให้ แรก ๆ ค่ามะเร็งก็ตอบสนองกับยาดี มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ จนมาช่วงหลัง ๆ ค่ามะเร็งเริ่มสูงขึ้น ในขณะที่ยังคงให้ยาเคมีบำบัดอยู่ โดยให้ติดต่อกันมาประมาณปีครึ่งแล้ว เข้าใจว่าคุณหมอคงปรับสูตรยาให้อ่อนลง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของคนไข้
สถาณการณ์ปัจจุบัน ยังคงให้ยาเคมีบำบัดอยู่ ตอนนี้คุณแม่มีสภาพร่างกายผอม ท้องโต ค่ามะเร็งยังคงขึ้น ๆ ลง ๆ มีเดือน 5 และเดือน 6 ที่ผ่านมา ค่ามะเร็งอยู่ในเกณท์ปกติ คือค่าไม่เกิน 35 แต่หลังจากนั้นค่ามะเร็งก็เริ่มสูงขึ้น จนล่าสุดค่าอยู่ที่ 82
หมายเหตุ คุณแม่เริ่มกินเห็ดกระดุมติดต่อกันมาเกือบปี โดยส่วนใหญ่จะกินมื้อละ 2 แคปซูล 3 มื้อ มากสุด 3 แคปซูลต่อมื้อ ถ้าวันไหนเหนื่อยมากก็จะลดจำนวนลงมา

ชื่อผู้ติดต่อ - สุ 084-013-****, - เชษฐา 081-559-**** (พี่ชาย)

ดิฉันได้แนบผลเลือดล่าสุดมาให้อาจารย์ดูด้วยค่ะ

ขอขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้า และเจ้าหน้าที่ด้วยน่ะค่ะ
สุนิสา


Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดร.อานนท์ แนะนำลูกสาวของผู้ป่วยมะเร็งขั้นที่ 3 ที่รักษาด้วยวิธีคีโมและฉายแสง จนหมอบอกว่า หมดทางรักษาแล้ว

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Sep 16, 2013 10:22 am

เท่าที่ดูผลของ CA125 แล้ว ค่าของสารมะเร็งอยู่ในเกณฑ์ที่สูง และค่าของเลือดก็ค่อนข้างต่ำ แต่ก็ยังดีว่า ค่าของเกร็ดเลือด ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ต่ำเกินไป การรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน ก็จะเน้น 2 อย่าง คือ ไม่คีโมก็ฉายแสง เพื่อเข้าไปทำลายเซลมะเร็งโดยตรง ซึ่งการเข้าทำลายนั้น เป็นไปไม่ได้เลย ที่สารเคมีหรือรังสี จะเฉพาะเจาะจงเอาเฉพาะเซลมะเร็ง ไม่เหมือนสไนเปอร์ ที่สามารถสั่งยิ่งส่วนไหนของร่างกายใครก็ได้ แต่การใช้สารเคมีหรือฉายแสงนั้น มันผ่านจุดใด จุดนั้นก็จะถูกทำลายไปหมด แต่บางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องทำ เพื่อลดการก้าวร้าวของเซลมะเร็ง แม้ว่า จะต้องยอมที่เซลอื่นๆที่เป็นทางผ่านจะมีผลกระทบหรือถูกทำลายไป การที่ให้คุณแม่ไปรักษาผ่านทางคีโมหรือฉายแสงนั้น เป็นทางเลือกพื้นฐานที่ถูกต้องแล้วที่ตัดสินใจเช่นนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า การรักษาวิธีนี้ ไม่ได้ตอบโจทย์ว่า จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ เซลมะเร็งอาจจะถูกยับยั้งไประยะหนึ่ง เมื่อหมดฤทธิ์ยา หรือมันมีการดื้อยา อาการก็จะกำเริบมาอีก ดังนั้น การที่เราทำการรักษาอย่างอื่นร่วมไปด้วย ก็เป็นการเลือกที่ถูกต้องเช่นกัน เช่น การทานเห็ดเป็นยาที่คุณแม่ได้ทานไปแล้วติดต่อกันเป็นปี แต่ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า เห็ดเป็นยานั้น ไม่ใช่ยา ที่จะไปรักษามะเร็ง ณ จุดที่เป็นโดยตรง แต่มันจะมีส่วนที่มีประสิทธิภาพในการปรับสมดุลและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพื่อไปป้องกันสิ่งแปลกปลอมและเซลมะเร็งไม่ให้แพร่กระจายและที่สำคัญ มันจะทำให้เซลมะเร็งที่แทบจะไม่มีนาฬิกาชีวิต ที่จะทำให้มันตายไปเหมือนเซลอื่น มันก็จะตายไปได้ เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า อะไรที่เป็นตัวทำให้เซลมะเร็งเกิดขึ้นเสียก่อนว่า เซลมะเร็งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว โดยมันจะแฝงอยู่ ทั่วไปในร่างกาย โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ร่างกาย เมื่อไหร่ เราไปกระตุ้นให้มันตื่น ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ทานอาหารไม่ถูกวิธี อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ อยู่ในห้องปรับอากาศที่จะต้องสูบดมอากาศพิษของตัวเองหมุนเวียนตลอดเวลา สารพิษต่างๆทั้งจากสภาพแวดล้อมเป็นพิษ การทานอาหารที่ไม่ถูกต้องรวมทั้งสารกันบูดและผงชูรส มันจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างอนุมูลอิสระขึ้น คำว่า อนุมูลอิสระหมายถึงสารประกอบบางอย่าง เช่น ออกซิเจน ที่ปกติ มันจะจับคู่กัน 2 ตัว อยู่อย่างมั่นคง แต่หากไปเจอสารพิษ มันก็จะถูกทำให้แตกตัวเหลือเป็นออกวิเจนตัวเดียว ซึ่งมันจะไม่เสถียร มันจะต้องไปจับกับอะไรสักอย่างเพื่อทำให้มันเสถียร หากมันไปจับถูกเซลผิวหนัง ก็อาจจะทำให้ผิวหนังตาย หรือแห้งกร้าน หากไปจับกับเซลมะเร็ง เซลมะเร็งก็จะตื่นตัวกำเริบ แย่งอาหารจากเซลธรรมดา จนกลายเป็นโรคมะเร็งไป เอาล่ะ เพื่อจะทำให้การอธิบายสั้นลงว่า เมื่อเราเป็นมะเร็งแล้ว เราจะทำไง ไม่ให้เซลมะเร็งมันไม่เป็นพิษเป็นภัยสามารถควบคุมมันได้ เราก็ต้องทำความเข้าใจว่า การที่เซลมะเร็งจะตายหรือจะหยุดแพร่ลุกลามได้นั้น มีขบวนการหลายวิธี เช่น มันตายของมันเอง อย่างเช่นเซลทั่วๆไป ที่มันจะมีนาฬิกาชีวิตของมัน เมื่อถึงเวลา เซลพวกนั้นก็จะตายไป แต่เซลมะเร็งกลับไม่มีนาฬิกาชีวิต หรือหากมี ก็ยาวมาก ทำให้เซลมะเร็งตายเองยากมาก เว้นเสียแต่มีสารอะไรที่อาจจะไปไขกุญแจหรือไปปลดล็อคให้นาฬิกาชีวิตของมันทำงาน มันก็จะตายไปตามกำหนดทั่วไป ซึ่งในเห็ดบางชนิด มีสารหลายชนิด ที่เชื่อว่า สามารถไปเร่งการตายของเซลมะเร็งได้(Apoptosis) ประการที่สองคือ ทำการฆ่าหรือตัดชิ้นส่วนที่เป็นมะเร็งออก เป็นวิธีที่ทางแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้เล่าเรียนมาทำกัน มีการค้นหาวิธีการวินิจฉัย การตรวจ การใช้ยาและวิธีการที่จะทำการเฉพาะเจาะจงฆ่าเซลมะเร็งให้ได้ ดั่งที่คุณแม่ของคุณกำลังได้รับการรักษาอยู่ปัจจุบัน ซึ่งวิธีนี้ ดูเหมือน จะเห็นชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม คือ ออกหัว ออกก้อยเลยว่า ช่วงที่การรักษาหรือหลังจากทำการรักษาแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ดังที่คุณได้รับประสบการณ์และผลของการรักษาว่า ได้ทำแล้ว ลองแล้ว ดูเหมือนว่า ขณะทำการรักษาอยู่ จะเห็นผลแทบจะทันที ทำให้เราพอมีความหวัง แต่พอทำติดต่อกันไประยะหนึ่ง บางรายถึงกับทรัพย์สินเงินทองที่สะสมมาในอดีตจนเกือบหมดไปกับการรักษาโรคนี้ แต่ก็ได้แต่เพียงความหวังในชั่วขณะเท่านั้น เมื่อมีการลองผิดลองถูก และเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ผลสุดท้าย คำตอบอย่างที่คุณได้รับนั่นเอง คือ ไม่รู้จะทำการรักษาอย่างไรอีกแล้ว เอากลับบ้านเถอะ สภาพเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน และเป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่บางคนมีเงินมาก พอรักษาโรคนี้ด้วยการทุ่มเงินเป็นจำนวนมาก เพื่อจะยื้อชีวิตผู้ป่วย แล้วไม่ทราบว่า ข่าวๆคราวเช่นนี้ ไปเข้าหูของผู้ผลิตยาที่อวดอ้างว่า สามารถช่วยรักษาผู้ป่วยที่หมดหวังหรือแพทย์ไม่รักษาแล้วได้ แต่ต้องใช้เงินเยอะมาก ซึ่งแทบทุกวัน ผมได้รับคำถามจากญาติผู้ป่วยมะเร็งจากทั่วสารทิศว่า มีบริษัทผู้ผลิตยาจากเห็ด Phellinus หรือที่เรียกว่า ซางควาง จากต่างประเทศ สามารถรักษามะเร็งขั้นสุดท้ายได้ทุกชนิด แต่จะต้องทำการทานเข้าไปให้ครบครอสของเขา โดยครอสหนึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาท จะต้องทานติดต่อกันอย่างน้อย 4 ครอสขึ้นไป แต่เมื่อถามว่ามั่นใจขนาดไหน ก้ไม่สามารถตอบได้ เพียงแต่บอกว่า หากไม่ดีขึ้น หรือไม่ได้ผล ก็จะคืนเงินให้ 30% แท้ที่จริงแล้ว เห็ดดังกล่าว ก็คือ เห็ดกระถินพิมานหรือเห็ดจิกบ้านเรา ที่เคยมีมากมายทั่วทุกภาคในอดีต แต่ระยะหลัง มีชาวต่างชาติ ได้มาแอบซุ่มซื้อไปในราคาถูกมากเกือบเท่ากับราคาฟืน แต่พอเอาไปเป็นยา กลับมาอ้างว่า เป็นของจากต่างประเทศ แล้วอาศัยดาราดังๆของไทย เป็นตัวอย่างในการโฆษณา จริงๆแล้ว เห็ดดังกล่าว มีผลต่อการยับยั้งเซลมะเร็งได้จริง แต่จะต้องถูกทำการผลิตด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้องและต้องใช้ร่วมกับสมุนไพรบางอย่างเข้าไปด้วย ทั้งนี้ เพราะสารที่เป็นยาในเห็ดนั้น ร่างกายไม่สามารถที่จะนำเอาไปใช้ได้โดยตรง เพราะมันมีขนาดใหญ่มาก หากร่างกายจะนำเอาไปใช้ได้ มันจะต้องทำให้อยู่ในรูปที่ร่างกายเอาไปใช้ได้เสียก่อนด้วยจุลินทรีย์ที่เรียกว่า โปรไบโอติกเท่านั้น ไม่สามารถนำไปต้ม หรือสกัดด้วยสารเคมีแล้วเอาไปใช้ได้ และขบวนการที่เห็ดเข้าไปทำลายเซลมะเร็งนั้น มันจะเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับเซลมะเร็งผู้รุกรานได้ และนอกจากนี้ สารอาหารที่เป็นยาในเห็ด ที่ไม่ใช่เฉพาะ สารเบต้ากลูแคนเท่านั้น มันยังมี สารไตรเตอร์ปิน ฟินอล สเตอรอลธรรมชาติ ซีลีเนียม ที่จะช่วยบล๊อครหัสของเซลมะเร็ง ที่จะไปหลอกให้เส้นเลือดสร้างเส้นเลือดฝอยเอาอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลมะเร็ง(Anti-angiogenesis) โดยปกติ เซลทุกเซลจะได้รับสารอาหารผ่านทางเส้นเลือดฝอยที่ถูกสร้างมานานแล้ว และแทบจะไม่มีการสร้างเพิ่มอีกเลย เซลมะเร็ง จะขยายตัวได้ ก็ต่อเมื่อได้รับอาหาร ในเมื่อเซลมะเร็ง เป็นเซลที่เกิดกระตุ้นให้เกิดขึ้นใหม่ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีอาหาร ดังนั้น มันจะไปแย่งอาหารจากเซลใกล้เคียง และมันจะพยายามส่งสัญญานหลอกไปยังเส้นเลือด ให้เส้นเลือดสร้างเส้นเลือดฝอย เพื่อส่งอาหารไปเลี้ยงเซลมะเร็ง สารในเห็ดจะช่วยบล๊อคหรือล๊อคไม่ให้เส้นเลือดไปหลงกลเซลมะเร็ง เพื่อไม่ให้เส้นเลือดสร้างเส้นเลือดฝอยไปหล่อเลี้ยงเซลมะเร็ง เซลมะเร็งก็จะไม่เจริญหรือแพร่กระจายได้ หรือ แม้ว่าเซลมะเร็งได้รับสารอาหารจากเส้นเลือดฝอย(หมายความว่า หากมันหลอกเส้นเลือดให้สร้างเส้นเลือดฝอยไปเลี้ยงมันได้) แต่หาก เราทำการกำกับหรือนำอาหารที่เซลมะเร็งไม่ชอบเข้าไป เซลมะเร็งก็อาจจะไม่เจริญเติบโต หรือตายหรือไม่กระจายได้ เช่น โปรตีนที่นำเข้าในร่างกาย ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง มักจะถูกตรวจพบว่า ร่างกายมักจะขาดโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนไข่ขาว เพราะเซลมะเร็งจะแย่งเอาโปรตีนไข่ขาวจากร่างกายไปใช้ จึงถูกแนะนำว่า ผู้ป่วยควรทานโปรตีนไข่ขาวทดแทนเข้าไปเยอะๆ และควรทานโปรตีนที่ย่อยง่ายเข้าไป เช่น จากปลา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดเอามากๆ เพราะโปรตีนย่อยง่ายพวกนี้ เป็นอาหารอันโอชะของเซลมะเร็ง ทางที่ดี ควรทานโปรตีนที่เซลมะเร็งไม่ชอบหรือเอ่าไปใช้ไม่ได้แทน ดังนั้น โปรตีนที่ดีที่สุด ที่ผู้ป่วยมะเร็งควรจะทานเข้าไป ควรเป็นโปรตีนจากผักหรือจากเห็ดจะดีกว่า สรุปตอนนี้ คุณได้ทำดีที่สุดแล้วสำหรับการรักษาคุณแม่ของคุณ และหวังว่า คุณคงเข้าใจแล้วถึงสาเหตุและการอยู่ร่วมกับเซลมะเร็งที่ไม่ต้องการให้เซลมะเร็งนั้นแพร่กระจายไปมากกว่านี้อีกแล้ว แม้ว่า การรักษาด้วยคีโมจะทำให้สุขภาพคุณแม่ของคุณรับไม่ค่อยได้อีกต่อไป แต่ก็ยังมีหวังครับ ที่จะทำให้ท่านมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยอยู่ร่วมกันไปด้วยดีกับเซลมะเร็งที่มีอยู่ด้วยประการสำคัญคือ อาหารที่จะต้องหามาให้คุณแม่ทานนั้น ควรเป็นอาหารที่เน้นทางด้านอาหารที่มีโปรตีนจากพืชมากๆครับ เดียวนี้ มีอาหารโปรตีนจากพืชเยอะแยะที่เขาทำลักษณะใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์มากๆ และเห้ดทั่วๆไป เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า ก็ล้วนเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง สองก็คือ ทานอาหารเสริมที่ไปเสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย เพื่อทำให้ร่างกายของคุณแม่ มีภูมิคุ้มกันสูงและมีเม็ดเลือดเพียงพอที่จะต้องสู้กับเซลมะเร็งไม่ให้มันลุกลาม โดยทานเห็ดเป็นยาที่ผ่านขบวนการสกัดโดยจุลินทรีย์ดปรไบโอติกที่ถูกต้อง ดังที่คุณแม่ได้ทานไปเป็นประจำอยู่แล้ว แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นสูตรพิเศษเป็นการเฉพาะให้ ขอให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่อีกที โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาจากเห็ดที่อ้างว่ามาจากต่างประเทศที่มีราคาแพง ซึ่งแท้ที่จริงทำกันในไทยและเป็นเห็ดของไทยนี่เอง เพียงแต่คนต่างชาติกลุ่มนี้เที่ยวโพนทนาว่าคนไทยและนักวิชาการไทยฉลาดน้อย ที่ทำให้บุคคลกลุ่มนี้มาตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรไทยได้โดยง่าย ข้อแนะนอีกประการหนึ่งคือ อยากให้นำเอาชาพิชิตกำแพงเมืองจีน ที่มีส่วนผสมของ เห้ดกระดุมบราซิล เห็ดถั่งเช่าสีทองและเห็ดกระถินพิมานที่ผ่านขบวนการสกัดโดยจุลินทรีย์โปรไบโอติก ต้มให้คุณแม่ หรือทุกคนในครอบครัวทาน เพื่อเป็นการบำรุงร่างกาย รักษาสุขภาพและจะช่วยลดอาการบวมท้องของคุณแม่ได้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราน่าจะช่วยกันรักาาชีวิตของคุณแม่ไว้เป็นร่มโพธิร่มไทรของลูกๆให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอให้โชคดี

ดร.อานนท์  เอื้อตระกูล

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ