โรคกรดไหลย้อน ภัยร้ายของคนไทย พบมีมากถึง 1 ใน 5 ของประชากร เป็นสาเหตุของสารพัดโรคที่ตามมา

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

โรคกรดไหลย้อน ภัยร้ายของคนไทย พบมีมากถึง 1 ใน 5 ของประชากร เป็นสาเหตุของสารพัดโรคที่ตามมา

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat Nov 23, 2013 8:51 am

อาการกรดไหลย้อน คือ สัญญานของสารพัดโรคที่จะตามมา
ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล
ผู้เชี่ยวชาญเห็ด(อาวุโส) องค์การค้าโลก แห่งสหประชาชาติ


วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย ให้ไปอภิปรายเรื่อง เห็ดเป็นยา ในการประชุมใหญ่สมาชิกประจำปีของสมาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ บางเขน ซึ่งมีบรรดานักวิชาการ ผู้เพาะเห็ดและผู้สนใจเข้าร่วมงานค่อนข้างมาก โดยผมได้หยิบยกประเด็นเรื่องของปัญหาสุขภาพ ที่เป็นสัญญานของภัยอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ นั่นก็คือ เรื่องของโรคกรดไหลย้อน อันเป็นสาเหตุเกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เมื่อผ่านขบวนการเคี้ยว ที่เกลือกกลั้วด้วยน้ำลายอันประกอบไปด้วยเอ็นไซม์ช่วยย่อย แล้วผ่านหูรูดของลำคอเข้าไปแล้ว สภาวะของอาหารจะถูกเอ็นไซม์ย่อยให้มีฤทธิ์เป็นกรด ที่จะทำให้อาหารถูกย่อยมีขนาดเล็กลง เพื่อถูกส่งเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายต่อไป หูรูดที่ลำคอจะมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้อาหารที่กำลังถูกย่อย ที่มีสภาพเป็นกรดไหลย้อนออกมาอีก โดยปกติในส่วนของลำคอก่อนที่จะถึงบริเวณหูรูด จะไม่มีความเป็นกรด ดังนั้นหูรูดจึงมีหน้าที่เปรียบเสมือนกับเช็ควาล์วของท่อน้ำประปาที่ป้องกันการไหลกลับของน้ำ แต่หากหูรูดมีอาการผิดปกติ หรือเกิดการอักเสบอันอาจจะเกิดจากมีบาดแผล หรือมีเชื้อโรคเข้าไปทำลายเซลของหูรูด อาหารที่กำลังถูกย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรด ก็จะสามารถไหลย้อยผ่านหูรูดออกมาบริเวณลำคอและช่องปาก ทำให้มีความรู้สึกเปรี้ยวหรือขมจากน้ำดี มีกลิ่น หากเป็นค่อนข้างมาก จะพูดเสียงแหบ แน่นหน้าอก เหมือนกับมีอะไรเป็นก้อนๆอยู่ภายในท้อง หายใจลำบาก อาการเช่นนี้ มักจะเกิดขึ้นกับทุกเพศทุกวัย โดยมีอาการหนักเบาแตกต่างกันไป พบว่าอัตราของผู้มีปัญหาเกี่ยวกรดไหลย้อนพบว่า คนทั่วไป 5 คน จะมีผู้ที่มีปัญหากรดไหลย้อน 1 คนหรือประมาณ 20% ซึ่งถือว่าไม่น้อยทีเดียว ในกรณีที่เกิดอาการกรดไหลย้อนนานๆครั้ง ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะอาจจะเกิดจากการทานอาหารบางอย่าง เช่น อาหารที่ปรุงด้วยกะทิ เครื่องแกงหรือไขมันมากเกิดไป หรือบางรายรับประทานอาหารแล้ว รีบเอ็นหลังหรือเข้านอนทันที ก็อาจจะมีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้ แต่บางรายเกิดอาการกรดไหลย้อนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยปกติ มักจะเกิดกับผู้ที่รับประทานอาหารมากเกินไป อ้วน ผู้ที่ดื่มสุราและสูบบุหรี่ แต่ก็พบไม่น้อยในบุคคลทั่วไป ส่วนใหญ่ผู้ที่ประสพปัญหาโรคนี้ ก็จะได้รับคำแนะนำให้ทานยาลดกรด(Antacids) หรือหากไปหาหมอ ก็มักจะให้ยาในกลุ่ม โปรตรอนปั้มอินฮิบิเตอร์(Proton pump inhibitor) เพื่อเป็นการลดปริมาณกรดลง ซึ่งเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ เพราะเป็นการเข้าใจว่า เหตุที่เกิดกรดไหลย้อนนั้น เป็นเพราะอาหารมีฤทธิ์เป็นกรด จึงใช้ยาลดกรด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดถนัดเพราะอาหารเมื่อถูกย่อยด้วยเอ็นไซม์จะต้องเป็นกรดอยู่แล้ว หากทานยาลดกรดเข้าไป แม้ว่า อาจจะเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวขณะนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลำคอหรือปากมีรสเปรี้ยวหรือขมเกิดขึ้น แต่ผลเสียคือ จะทำให้ขบวนการย่อยอาหารหรือการทำงานของเอ็นไซม์ช่วยย่อยชะงัก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้นเป็นบางครั้งนั้น การรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ก็อาจจะช่วยผ่อนคลายอาการได้ แต่กรณีที่เป็นเอามากหรือเป็นอย่างเรื้อรัง การรักษาด้วยวิธีดังกล่าว จะส่งผลเสียตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการอาหารไม่ย่อย คัดอก คัดท้องหรือแน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีกลิ่นปาก ถ่ายลำบาก เป็นผลให้เกิดอาการเครียด นอนไม่หลับ และเป็นสาเหตุโรคอื่นตามมา เช่น เบาหวาน ปวดไขข้อ รวมทั้งโอกาสเป็นมะเร็งสูง จริงๆแล้ว สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนนั้น เป็นความผิดปกติในระบบย่อย อันเนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกายขาดสมดุลและส่วนใหญ่ถูกทำลาย จากการทานอาหารที่มีพิษต่อเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวเข้าไป เช่น รับประทานอาหารที่มีสารกันบูด หรือสารยืดอายุอาหาร ที่ใช้กันมากในอาหารพร้อมรับประทานที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน รวมทั้งเครื่องดื่มที่ใช้สารกันบูด อาหารดังกล่าวเหล่านี้ จะไปฆ่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบการย่อย หรือที่เรียกว่า เชื้อโปรไบโอติกนั่นเอง ในช่วงที่ผมทำงานอยู่ที่ประเทศต่างๆในแอฟริกาเป็นเวลากว่า 10 ปี พบว่า คนทางแอฟริกาประสพกับปัญหาเกี่ยวกับโรคไหลย้อนสูงมาก โดยพบผู้ป่วยสูงถึง 3 คนใน 5 คนของประชากร เพราะวิถีชีวิตในการรับประทานอาหาร มักชอบอาหารที่มีแป้ง ไขมันสูง ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น คนแอฟริกาถูกฝรั่งสอนให้ต้มอาหารแทบทุกอย่างจนเปื่อยก่อนที่จะนำไปรับประทาน และปัจจุบันปัญหายังหนักหนาสาหัสสากรรจ์ยิ่งขึ้น ที่คนหันไปทานอาหารจากด่วนและน้ำอัดลมที่มีการใส่สารกันบูดเข้าไป จึงจะพบเห็นกันเป็นปกติว่า คนพวกนี้ หลังจากรับประทานอาหารแล้ว ก็จะทานยาช่วยย่อยและลดกรดตามไปทุกครั้ง และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนแอฟริกามีอายุโดยเฉลี่ยค่อนข้างสั้น บางประเทศอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 50 ปี หลังจากที่ผมกลับมาอยู่ประเทศไทยเป็นการถาวรแล้ว ก็ได้ช่วยชีวิตผู้ที่ป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังจำนวนมาก ด้วยการแนะนำให้ทานเห็ดและอาหาร ที่มีเอ็นไซม์และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้าไป พบว่า ส่วนใหญ่สามารถแก้ปัญหาโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ ในการบรรยายเรื่อง เห็ดเป็นยาครั้งนี้ ผมได้เชิญผู้เข้าร่วมสัมมนาและเคยประสพปัญหากรดไหลย้อนอย่างรุนแรง เสียเงิน เสียทองทำการรักษามาทุกรูปแบบ บางครั้งก็ดูเหมือนดีขึ้นบ้าง แต่พอมาระยะหนึ่งกลับทรุดลงกว่าเดิม แต่พอหันมารักษาตามที่ผมแนะนำไป อาการกรดไหลย้อนได้หายขาดไปแล้ว บุคคลที่กล่าวถึง คือ คุณปรีชา โชติกลาง ได้ช่วยอธิบายถึงประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าว ให้แก่สมาชิกผู้เข้าร่วมสัมมนาฟัง ขณะเดียวกัน คุณปรีชา ก็เคยเขียนเรื่องราวของการเกิดกรดไหลย้อนและการรักษาของตัวเอง ลงในเวปไซด์ www.anonbiotec.com ดังนี้
เรียน อ.ดร.อานนท์ สวัสดีคุณไผ่และสมาชิกครับ
วันนี้ผมขออนุญาตแชร์ประสบการณ์การใช้เห็ดบำบัดโรคของผมเองนะครับ ช่วงสักก่อนปี50 ผมมีอาการปวดและตรึงตรงบ่ามีอาการเป็นๆหายๆ เมื่อมีอาการตรึงบ่าก็จะนอนไม่ค่อยหลับ ต้องใช้ยานวดก่อนนอน แต่ช่วงนี้ก็เป็นไม่มาก นานๆเป็นที พอช่วงปี 50-51 ขณะนั้นผมทำงานโรงงานไปด้วยและมาเรียนต่อปริญญาโท ในวันเสาร์ - อาทิตย์ โดยที่วันเสาร์นั้นปกติก็ต้องทำงาน แต่ผมขออนุญาตทางบริษัทเป็นพิเศษเพื่อมาเรียนต่อ โดยในวันจันทร์ - วันศุกร์ก็ต้องทำงานที่โรงงานซึ่งก็มีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะอยู่แล้ว และวันเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องมาเรียนหนังสือ ซึ่งก็มีงานที่ต้องทำส่งอาจารย์ก็ต้องมาทำกลางคืนวันศุกร์และวันเสาร์ ซึ่งบางครั้งก็ได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งช่วงทำวิทยานิพนธ์ด้วยแล้ว บางคืนแทบไม่ได้นอน เพราะต้องทำงานให้เสร็จเพื่อส่งตอนเช้า ทำให้อาการตรึงบ่ามีมากขึ้น ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับไปก็เหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม แม้จะนอนตั้งแต่หัวค่ำก็ตาม ทำให้สุขภาพแย่มาก สมองไม่ค่อยแล่น ช่วงนี้ผมได้เข้าไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ลองดูถ้ารักษาสัก 3 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้นผมก็ลองเปลี่ยนโรงพยาบาล โรงพยาบาลไหนที่เขาว่าดีๆ ดังๆ ก็ไปมาหลายที่แล้ว เข้าโรงพยาบาลครั้งหนึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาทเป็นอย่างน้อย ที่โรงพยาบาลหมอจะให้เอ็กซเรย์ที่ตรงคอ เพื่อดูกระดูกตรงคอ ก็ปกติ ยาที่คุณหมอจัดให้คือ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นเหมือนกันทุกโรงพยาบาล เมื่อกินยาคลายกล้ามเนื้อสักพักอาการไม่ดีขึ้นผมจึงเลิกกิน เพราะหากกินต่อไปนาน ๆ อาจจะมีปัญหาต่อส่วนอื่นของผมได้ และทุกโรงพยาบาลก็หาสาเหตุของการปวด ตรึง ตรงบ่าไม่ได้ เมื่อไปหาหมอแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผมก็เริ่มเปลี่ยนแนวมารักษาโดยการนวด โดยหาหมอที่เก่งๆ ในการนวด การกดจุด จับเส้น หลังการนวดอาการก็ดีขึ้น นอนหลับสบายขึ้น โดยเมื่อมีอาการตรึงบ่า ผมก็จะไปนวด ซึ่งเมื่อนวดแล้ว อาการก็จะดีขึ้นไปอีก 2 สัปดาห์ หลังจากใช้การรักษาโดยการนวด มาสักพักใหญ่ อาการก็เริ่มไม่ค่อยดีเท่าไรนัก คือ เส้นที่ปวดนั้น การกดจุด กดได้ไม่ถึงจุดที่ปวด และต้องนวดถี่ขึ้น คือ สัปดาห์ละครั้ง ต่อมาปลายปี 53 ผมมารู้จักกันคุณหมอฝังเข็มท่านหนึ่งที่มีฉายาเป็นหมอเทวดา ซึ่งท่านจะแมะ(การจับชีพจร)แล้วสามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นก้อนอะไรอยู่ตรงไหน ท่านสามารถบอกได้เลย แล้วท่านก็ให้วิธีฝังเข็มรักษา ช่วงต้นปี 54 ท่านได้มาเปิดคลินิกแถวบ้านผม ผมจึงได้ไปรักษาโดยวิธีฝังเข็ม ซึ่งท่านได้ตรวจผม แล้วบอกว่าผมเป็นคนกระเพาะอาหารร้อน อาหารย่อยไม่ดี ทำให้เกิดแก๊สขึ้นในกระเพาะ แล้วจะไปดันตามเส้นต่าง ๆ ทำให้บ่าตรึง นอนไม่หลับ เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองน้อย ทำให้ปวดหัวบ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นจริงดังที่คุณหมอบอก การรักษาโดยวิธีฝังเข็มนั้น คุณหมอจะมา สัปดาห์ เว้นสัปดาห์ ผมก็มาฝังเข็มทุกสัปดาห์ที่คุณหมอมา ตอนที่คุณหมอฝังเข็มลงไปตรงจุดที่บ่านั้น จะรู้สึกได้เลยว่า เส้นที่ปวดตรงบ่านั้นเข็มจะแทงลงไปตรงจุดพอดีและจะรู้สึกว่ามีลมเคลื่อนออกไป ซึ่งเส้นที่ปวดนั้นมันอยู่ลึกเกินกว่าวิธีนวดโดยให้นิ้วกดจะทำได้ ผมรักษาโดยวิธีฝังเข็มมาเรื่อยๆ และสุขภาพของผมก็ดีขึ้นมาก จนกระทั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี54 ซึ่งคลีนิคหมอก็ท่วมด้วย และหยุดการรักษาไปโดยปริยาย ช่วงน้ำท่วม บ้านผมโดนน้ำท่วมมิดหัว ผมมีธุรกิจส่วนตัวอีกอย่างคือ การนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องหนังซึ่งให้ภรรยาดูแล ทั้งบ้านและสินค้าของผมโดนน้ำท่วมเสียหายมูลค่านับล้านบาท ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล 25,000 บาท อาจจะด้วยความเครียด อาการปวดตรึงบ่าผมกลับมาเหมือนเดิม และอาการกระเพาะอาหารไม่ย่อยหนักขึ้นคือ ช่วงเช้าตื่นนอนขึ้นมาจะมีอาการแสบที่คอ เหมือนมีกรดมันย้อนขึ้นมา ช่วงนี้ผมเริ่มกลับเข้ารักษาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง โดยครั้งนี้ผมไม่ได้ไปรักษาด้านตรึงบ่าอีกแล้วแต่เลือกไปรักษาด้านกรดไหลย้อนเลย ได้ลองไปรักษาโรงพยาบาลเอกชน อยู่ 2 แห่ง ลักษณะให้ยามาลองทานต่อเนื่องเป็นเดือนๆ และปรับนิสัยการกินใหม่ โดย อาหารเช้า และกลางวัน จะรับประทานอาหารแค่เกือบเต็มกระเพาะ พอดื่มน้ำไปแล้วให้เต็มกระเพาะพอดี ส่วนมื้อเย็นน้้น รับประทานแค่ครึ่งกระเพาะในช่วงหัวค่ำให้อาหารย่อยให้หมดจึงจะนอนได้ และงดพวกเหล้า เบียร์ น้ำอัดลม กาแฟ เด็ดขาด
หลังจากทานยารักษาอาการกรดไหลย้อนมาหลายเดือน ผมก็เริ่มเบื่อที่จะทานยาทุกวัน และคุณหมอที่โรงพยาบาลก็ชวนให้ส่องกล้องดูในกระเพาะ ผมกลัวเจ็บจึงยังไม่กล้า พอคลินิกหมอฝังเข็มเริ่มกลับมาเปิดอีกครั้งช่วงกลางปี 55 ผมก็เลิกทานยา กลับมารักษาโดยวิธีฝังเข็มอีกครั้ง แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งแรก ที่ฝังเข็มแล้วอาการดีขึ้นมาก แต่รอบนี้ฝังเข็มแล้วก็ไม่ดีนัก ดีขึ้นเพียง 3 วันหลังฝังเข็มเท่านั้น แต่คุณหมอจะกลับมาเปิดคลินิคอีกครั้งต้องอีกสองสัปดาห์ ทำให้อาการผมหนักมาก รู้สึกว่ากระเพาะอาหารไม่ย่อย ทานอาหารไปแล้วรู้สึกว่าท้องอืด ไม่ย่อย ตื่นเช้าก็รู้สึกแสบคอ และต่อมาก็จะเป็นคออักเสบ เมื่อเป็นคออักเสบแล้ว ทานยาแก้อักเสบอย่างแรงก็ไม่หาย ต้องฉีดยาแก้อักเสบเลยจึงจะหาย ซึ่งอาการนี้จะเป็นสัปดาห์เว้นสัปดาห์เลยที่เดียว ผมจึงหาวิธีรักษาใหม่เพราะหากผมปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ มะเร็งจะมาหาผมแน่นอน
ต่อมาผมเริ่มมาศึกษาด้านการเพาะเห็ด และโชคดีของผม ได้มีโอกาสเข้าอบรมการเพาะเห็ดถั่งเช่าและเห็ดเป็นยารุ่นที่2 ของ ดร.อานนท์ และได้รู้จักกับน้ำเอ็มไซด์เห็ด และได้ซื้อน้ำเอ็มไซด์เห็ดถั่งเช่ามาทดลอง หลังจากทานไป 1 สัปดาห์ อาการท้องอืดผมก็ดีขึ้นมาก ช่วงที่มีอาการท้องอืด เวลาพูดกับใครต้องยืนอยู่ไกลๆ เพราะกลิ่นปากเหม็นมาก ถึงผมจะอมลูกอมดับกลิ่นปากก็ไม่ได้ผล เพราะกลิ่นมันออกมาจากกระเพาะอาหาร ซึ่งเหม็นมาก หลังจากนั้นผมก็ทานน้ำเอ็มไซด์เห็ดถั่งเช่ามาเรื่อยๆ หยุดบ้าง ทานบ้าง ปัจจุบันอาการกรดไหลย้อนของผมดีขึ้นมาก และสุขภาพอื่น ๆผมก็ดีขึ้นมาก ตั้งแต่ปลายปี55 จนปัจจุบัน ผมไม่ป่วยอีกเลย
ส่วนภรรยาผมนั้นป่วยเป็นโรค SLE ด้านเนื้อเยื่อ มีอาการตัวบวม แขนบวม ขาบวม และปวดตามเนื้อตามตัว ผมให้ภรรยาผมทานแคปซูลเห็ดกระดุมบราซิล อาการของเธอก็ดีขึ้น อาการบวมดีขึ้น และผลดีอีกอย่างคือ เธอมีก้อนช็อคโกเลตซีสที่มดลูกขนาด 14 มม. หลังจากที่ทานแคปซูลเห็ดกระดุมบราซิลประมาณ 3 เดือนแล้วไปตรวจใหม่ ขนาดของก้อนซีสลดลงเหลือเพียงเม็ดถั่วเขียว ซึ่งคุณหมอที่ตรวจยังงงว่ามันหายไปไหนเพราะตรวจครั้งก่อน 14 มม.แล้วอุลตราซาวด์หาไม่เจอ คุณหมอต้องใช้กล้องเข้าไปตรวจหา ตอนนี้ก็ให้ดื่มชาเห็ดกระถินพิมานด้วย อาการตัวบวมไม่มีแล้ว ส่วนสาเหตุที่ภรรยาผมป่วย ผมวิเคราะห์ว่า มาจากการนอนดึก นอนไม่เป็นเวลา เนื่องจาก ช่วงนั้นเรามีลูกแฝด ตอนกลางคืนเราเลี้ยงกันเอง ภรรยาผมต้องตื่นมาให้นมลูกบ่อย นอนไม่เป็นเวลา และนอนไม่เต็มอิ่ม ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจึงเสียสมดุล เธอเริ่มมีอาการเป็นโรคความดันก่อน โดยปวดศีรษะอย่างแรง กินยาก็ไม่ลง ต้องเข้านอนโรงพยาบาล

ปรีชา โชติกลาง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 029083308 และ 0860830202




คุณปรีชา โชติกลาง ในการประชุมสัมมนาเห็ดเป็นยาโลก ที่กรุงปักกิ่ง ครั้งที่ 7

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ