"นิติราษฎร์" ชำแหละคำวินิจฉัยตุลาการศาล รธน. หวั่นกลายเป็น "รัฐตุลาการ"

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

"นิติราษฎร์" ชำแหละคำวินิจฉัยตุลาการศาล รธน. หวั่นกลายเป็น "รัฐตุลาการ"

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat Nov 23, 2013 8:29 pm

ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องที่มาของ สว. ด้วยการพรรณาเนื้อหาสาระจนเคลิบเคลิ้มเกือบจะเห็นคล้อยตาม แต่พอมาฟังเหตุฟังผลจากคณะนิติราษฏร์ จึงถึงบางอ้อว่า ไร้มาตรฐานสิ้นดี ดังบทความจากหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 23 พ.ย. 2556 ดังนี้

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 19:22:22 น.

"นิติราษฎร์" แถลงชี้องค์คณะตุลาการศาล รธน. ระบุมองหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อน อีกทั้งยังไม่เคารพกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้อง มีปัญหาในตัวตุลาการที่อาจขาดคุณสมบัติ ชี้พยายามตั้งตนให้เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดเหนือทุกหน่วยงานของรัฐ ย้ำคาดเดาเรื่อง "สภาผัวเมีย" เกินจริง แนะให้เดินหน้าผลักดัน กม.ตามกระบวนการต่อได้เลย


เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ในนามกลุ่มนิติราษฎร์ นำโดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นายปิยบุตร แสงกนกกุล นางจันทจิรา เอี่ยมมยุรา และนายธีระ สุธีวรางกูร ร่วมกันแถลงเสนอความคิดเห็นทางวิชาการ เรื่อง "คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา" ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ และห้องบุญชู โรจนเสถียร ชั้น 3 ของอาคารอเนกประสงค์ 1 มธ. ท่าพระจันทร์ โดยมีผู้ให้ความสนใจร่วมฟังเป็นจำนวนมาก

นายวรเจตน์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่ ส.ว.ขัดต่อมาตรา 68 ว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลรัฐธรรมนูญต้องสำรวจตรวจสอบในเบื้องต้นเสียก่อนว่า คดีที่มีผู้ร้องมานั้นอยู่ในเขตอำนาจที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หลักการดังกล่าวนี้ มีขึ้นเพื่อให้เกิดการดุลและคานอำนาจตามหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย ในคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของตนตามหลักการดังกล่าว แต่กลับอ้างอิงหลักการคุ้มครองเสียงข้างน้อยและหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง และใช้การอ้างอิงที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนดังกล่าวนั้นไปเชื่อมโยงกับ "หลักนิติธรรม" ตามมาตรา 3 วรรคสอง เพื่อสถาปนาอำนาจของตนเองในการตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านบทบัญญัติมาตรา 68 ซึ่งไม่ใช่เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในอันที่จะตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

นายวรเจตน์ กล่าวว่า เมื่อพิเคราะห์คำวินิจฉัยนี้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้พรรณนาหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบถ่วงดุล และการคุ้มครองเสียงข้างน้อยอย่างยืดยาว และสรุปอย่างง่ายๆ โดยนัยว่า เสียงข้างน้อย "ไม่มีที่อยู่ที่ยืน" โดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุนว่า ในขณะนี้ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลเสียงข้างมากหรือไม่คุ้มครองเสียงข้างน้อยจน "ไม่มีที่อยู่ที่ยืน" อย่างไร

"ศาลรัฐธรรมนูญสมควรต้องตระหนักและสำนึกว่า การออกแบบโครงสร้างของสถาบันการเมืองว่า จะมีลักษณะอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของประชาชนและองค์กรทางการเมืองที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย หาใช่หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในอันที่จะกำหนดโครงสร้างของสถาบันการเมืองให้เป็นไปตามทัศนะของตนไม่" นายวรเจตน์ กล่าว และในคำวินิจฉัยนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอ้าง "หลักนิติธรรม" อย่างเลื่อนลอยเพื่อสร้างอำนาจให้ตนเองเข้าควบคุมขัดขวางเสียงข้างมาก จนทำให้ความต้องการของเสียงข้างน้อยบรรลุผล จึงมิใช่การปรับใช้ "หลักนิติธรรม" เพื่อคุ้มครองเสียงข้างน้อย แต่เป็นการช่วยเหลือเสียงข้างน้อย จนมีผลทำลายเจตจำนงของเสียงข้างมาก รังแกเสียงข้างมาก เบียดขับให้เสียงข้างมาก "ไม่มีที่อยู่ที่ยืน" และสถาปนา "เผด็จการของเสียงข้างน้อย" ขึ้นในที่สุด" นายวรเจตน์ กล่าว

นายวรเจตน์ ยังระบุว่า ตามมาตรา 68 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ในคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญได้ตำหนิว่า รัฐสภาได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนการขั้นตอน แต่เมื่อพิจารณาการรับคำร้องในคดีนี้ของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญเองต่างหาก ที่ไม่เคารพกระบวนการขั้นตอนก่อนการยื่นคำร้องดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 68 อีกทั้งคำร้องที่รับไว้ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

"ด้วยเหตุผลทั้งปวง จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าศาลรัฐธรรมนูญจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ สถาปนาอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ขึ้นมาเอง โดยที่ไม่มีอำนาจรับคำร้องดังกล่าวไว้ จึงเป็นการขยายแดนอำนาจออกไปจนศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญและอยู่เหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ มีผลเป็นการทำลายหลักนิติรัฐประชาธิปไตยลง ก่อให้เกิดสภาวการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาด ความร้ายแรงดังกล่าวย่อมส่งผลให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนี้เสียเปล่าและไม่มีผลใดๆ ในทางกฎหมาย"นายวรเจตน์ กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวตอนหนึ่งถึงองค์คณะตุลาการผู้พิจารณาคดีว่า ในชั้นรับคำร้องไว้พิจารณานั้น นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องถือว่า นายทวีเกียรติ ไม่ได้เป็นตุลาการในองค์คณะที่รับคำร้องคดีนี้ไว้พิจารณาจึงย่อมไม่สามารถร่วมวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ได้เริ่มต้นไปแล้วก่อนที่นายทวีเกียรติ จะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ การออกเสียงลงในคะแนนในประเด็นแห่งคดีของนายทวีเกียรติ จึงไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ และการเข้าร่วมเป็นองค์คณะวินิจฉัยชี้้ขาดคดี อาจส่งผลให้มติในคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

"ตุลาการอีก 3 คน คือ นายนุรักษ์ มาประณีต นายจรัญ ภักดีธนากุล เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ เคยดำรงตาแหน่งเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายจรัญ เคยอภิปรายในการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 30/2550 (เป็นพิเศษ) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2550 แสดงความคิดเห็นสนับสนุนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยวิธีการสรรหา และแสดงทัศนะที่เป็นปฏิปักษ์อย่างชัดแจ้งต่อการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยวิธีการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงถือได้ว่า นายจรัญ มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาคดีไม่เป็นกลาง นายจรัญ จึงไม่สามารถเข้าร่วมเป็นองค์คณะในการวินิจฉัยคดีนี้ได้"นายปิยะบุตร กล่าว และว่า โดยสามัญสำนึกของความเป็นตุลาการ และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ นายจรัญ ย่อมต้องถอนตัวออกจากการเข้าร่วมเป็นองค์คณะ

นายปิยบุตร กล่าวว่า การที่นายทวีเกียรติ และนายจรัญ ได้ลงมติเป็นเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ในประเด็นที่ว่าเนื้อหาของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 68 วรรค 1 ดังนั้น หากนายทวีเกียรติ และนายจรัญ ไม่สามารถเข้าร่วมเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนี้ได้ ย่อมทำให้มติเสียงข้างมากดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นเสียงข้างน้อยคือ 3 ต่อ 4 เสียง

นายปิยบุตร ยังกล่าวถึงคำวินิจฉัยเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร และคณะเสนอกับร่างที่มีการพิจารณาในรัฐสภาเป็นคนละร่างกัน มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ขัดกับหลักการของร่างเดิม ทำให้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 291 วรรคหนึ่ง ว่า ในการพิจารณาลงมติวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า สมาชิกรัฐสภาคนใดใช้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับอื่นนอกจากฉบับที่ประธานรัฐสภาได้ส่งไปให้ในการพิจารณาลงมติ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอีกเช่นกันว่าสมาชิกรัฐสภาผู้เข้าชื่อยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโต้แย้งว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งเป็นฐานในการพิจารณานั้นไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กรณีจึงถือไม่ได้ว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนนี้มีความบกพร่อง

นายปิยบุตร กล่าวว่า ประเด็นการตัดสิทธิผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นในการอภิปรายวาระที่ 2 เป็นจำนวน 57 คนนั้น เมื่อพิจารณาเนื้อหาคำเสนอแปรญัตติของบรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ถูกตัดสิทธินั้นเห็นได้ชัดเจนว่า ขัดต่อหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 1 มาแล้ว จึงเป็นการเสนอคำแปรญัตติที่ต้องห้ามตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2553 ข้อ 96 วรรค 3 การไม่ให้สิทธิแก่สมาชิกจำนวน 57 คนในกรณีนี้ จึงมิใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับและรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

นายปิยบุตร กล่าว่า ส่วนประเด็นเรื่องการเสียบบัตรแทนกัน ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดต่อหลักการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และขัดต่อหลักการที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเพียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนนตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้นั้น สำหรับคำวินิจฉัยในส่วนนี้ สมควรชี้ให้เห็นเป็นข้อสังเกตว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นฐานในการพิจารณานั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากผู้ร้อง และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยที่ไม่ได้มีการรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ถูกร้อง ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ถูกร้องปฏิเสธอำนาจในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ จึงไม่ได้เข้ามาในกระบวนพิจารณา ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลฟังเป็นยุติดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ผ่านการโต้แย้ง หรือถูกหักล้างจากผู้ถูกร้อง และอาจมีความคลาดเคลื่อนได้

นางจันทจิรา กล่าวว่า ในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขเรื่องที่มาและคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีหน้าที่ในการกำหนดบังคับไว้ในคำวินิจฉัยว่าประเทศไทยควรมีวุฒิสภาหรือไม่ หรือหากมีวุฒิสภา การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นไปด้วยวิธีการใด ทั้งนี้ หากผู้ร่างรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้วุฒิสภาประกอบไปด้วยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาจำนวนหนึ่งไปตลอดกาล ก็ต้องบัญญัติห้ามมิให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนวิธีการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา

นางจันทจิรา กล่าวต่อว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่อาจกระทำได้เนื่องจากเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดข้อห้ามมิให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นเองตามอำเภอใจ หากปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญกระทำการในลักษณะเช่นนี้ต่อไปได้ ย่อมส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเรื่องใดสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้และบทบัญญัติในเรื่องใดไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้

นางจันทจิรา กล่าวว่า นอกจากนั้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แก้ไขคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาโดยห้ามมิให้เป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นอิสระจากการเมืองและพรรคการเมือง และเพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่า ประเด็นคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิใช่หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยการให้เหตุผลเช่นนี้มาเป็นฐานในการวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยมาตรา 68 วรรคหนึ่ง จึงเข้าลักษณะเป็นการใช้จินตนาการเรื่องราวที่อาจเกิดหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคตมากกว่าข้อเท็จจริงแห่งคดี นอกจากนี้ยังเป็นการคาดเดาล่วงหน้าว่าประชาชนจะเลือกบุคคลใดเป็นสมาชิกวุฒิสภาและดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนว่าไม่มีความรู้ความสามารถและวิจารณญาณในการเลือกบุคคลมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญยังได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนเองอีกด้วย

นายวรเจตน์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นกำหนดให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐนั้น เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะถือได้ว่ามีผลเป็นเด็ดขาดและผูกพันองค์กรอื่นของรัฐนั้น ต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ได้ตัดสินไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและทำการตัดสินไปโดยที่ไม่มีฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญรองรับ จึงเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม เป็นการใช้อำนาจซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่สามารถอาศัยบทบัญญัติตามมาตราที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อกล่าวอ้างสร้าง "ความศักดิ์สิทธิ์" ให้แก่การใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

นายวรเจตน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยถึงสถานะของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ ในกรณีที่พระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วไม่ได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาต้องนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมาพิจารณาใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีกครั้งหนึ่ง หากไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน 30 วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

นายวรเจตน์ กล่าวว่า หากองค์กรของรัฐทั้งหลายยอมรับให้คำวินิจฉัยนี้มีผลในทางกฎหมาย ย่อมส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย การแบ่งแยกอำนาจอย่างมีดุลยภาพ ทำให้รัฐสภาไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนได้ ประการสำคัญ ย่อมมีผลทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้มีอำนาจในการอนุญาตว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะทำได้หรือไม่ เพียงใด ซึ่งเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดเหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ และประเทศไทยจะกลายเป็น "รัฐตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ในที่สุด

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า การกระทำทั้งหลายทั้งปวงของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ นอกจากจะไม่มีผลเป็นการช่วยยุติความขัดแย้งระหว่างเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในสังคมแล้ว ยังเป็นชนวนก่อให้เกิดวิกฤติในทางรัฐธรรมนูญ อันนำมาซึ่งความปั่นป่วนวุ่นวายต่อระบบกฎหมายและสถาบันทางการเมือง จนยากแก่การเยียวยาให้กลับฟื้นคืนดีได้ในอนาคต
ไปเถอะ ออกไปช่วยกันต่อต้าน "รัฐตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ที่สนามราชมังคลากันให้มากที่สุดกันเถอะ


Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "นิติราษฎร์" ชำแหละคำวินิจฉัยตุลาการศาล รธน. หวั่นกลายเป็น "รัฐตุลาการ"

ตั้งหัวข้อ  sur200 on Sat Nov 23, 2013 9:29 pm

อ่านแล้วเข้าใจว่าคุณpai เห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ใช่ไหมครับ และมีความชอบกับสส.และสว.กว่า 300 คน ของรัฐบาลด้วยใช่ไหมครับ

sur200

จำนวนข้อความ : 7
Join date : 20/10/2013

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ไม่ได้เห็นชอบ และไม่ได้ชอบใครฝ่ายไหนเป็นการส่วนตัว แต่ดูจากเหตุ จากผล ที่มีกฏ มีเกณฑ์ของบ้านเมือง

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sun Nov 24, 2013 7:36 am

ไม่เคยคิดที่จะชอบใคร รักใครในการเมือง แต่บ้านเมืองมีกฏมีเกณฑ์ มีเหตุ มีผล โลกสากล เขาก็ยึดถือเรื่องนี้กันอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นการแถเพื่อจะเอาชนะคะคานกันแบบเอาเป็นเอาตาย ไร้มาตรฐาน ดังนั้น ในเมื่อ มีคนหรือคณะบุคคลที่เชื่อถือได้มาทำความเข้าใจ เอากฏเอาเกณฑ์มาบอก มีวิเคราะห์พิจารณาไปตามตัวบทกฏหมายอย่างปราศจากอคติ มีเหตุ มีผล ของการอรรถาธิบาย และขอบเขตอำนาจของแต่ละฝ่าย จึงเห็นแต่เพียงว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ทำการพิจารณาคติอย่างแถไถไร้มาตรฐาน ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในประเทศไทยมาก่อน จึงขอร่วมสนับสนุนแนวคิดนี้เท่านั้นเอง ส่วนใครคนอื่นจะเห็นเป็นประการใด สุดแท้แต่ละคนที่จะมีความคิดเช่นนั้น

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "นิติราษฎร์" ชำแหละคำวินิจฉัยตุลาการศาล รธน. หวั่นกลายเป็น "รัฐตุลาการ"

ตั้งหัวข้อ  sur200 on Sun Nov 24, 2013 8:02 am

อยากให้คุณ pai ลองศึกษาข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000144534
ซึ่งเป็นข้อมูลอีกด้านด้วยครับ ก่อนที่เมืองไทยจะกลายเป็นของคนกลุ่มเดียว ( ยังไม่รวมเสียดินแดนบางส่วนให้เขมร )

sur200

จำนวนข้อความ : 7
Join date : 20/10/2013

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดูผู้จัดการมาแล้ว โกหกและปั้นน้ำให้เป็นตัวมาโดยตลอด

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sun Nov 24, 2013 5:51 pm

ไม่ได้เป็นคนที่ยึดติด และไม่ติดตามข่าว ติดตามข่าวมาโดยตลอด ตั้งแต่อยู่ต่างประเทศแล้ว ยิ่งอยู่ข้างนอก ยิ่งรู้แจ้งเห็นจริงกับพฤติกรรมต่างๆที่เหลือเชื่อ แต่ที่แน่ๆเจอมาด้วยตนเอง ที่ใครไม่เจอก็ไม่รู้สึก พวกเราไปทำมาหากินกันมาตลอดชีวิต เก็บหอมรอมริบได้เงินมาก้อนหนึ่งไม่มากนัก แต่เราก็ภูมิใจว่า เป็นเงินที่เราได้มาด้วยหยาดเหงื่อจริงๆ แล้วก็มาซื้อที่บล๊อคเล็กของโครงการกฤษฎานคร มีนบุรี โดยจ่ายเงินไปประมาณ 2 ล้านบาท แล้วก็กู้ธนาคารอีก 4 ล้านบาท แล้วก็ซื้ออาคารพาณิชย์เพื่อเตรียมที่จะใช้เป็นที่ทำมาหากินเมื่อกลับมาตั้งหลักในไทย โดยซื้อโครงการของศาตราจารย์ ประยูร จินดาประดิษฐ์ ที่ดอนเมือง จ่ายเงินดาวน์ไปล้านกว่า อยู่ๆบริษัทที่ให้กู้ถูก ปรส.ยึดเอาไปขายให้ฝรั่ง โดยห้ามคนไทยซื้อด้วยมูลค่าแค่ 20% ของทรัพย์สินที่เราซื้อ จากนั้นอีกไม่นาน บริษัทที่ทรัพย์สินของเราไปในราคาที่ถูก มาบอกว่า ทรัพย์สินของเราเปลี่ยนมือแล้ว แต่ก็ยินดีขายคืนให้เราในราคาเท่าเดิม คือ 100% ที่ราคาที่เราเคยซื้อ แต่จะต้องเอาเงินมาชำระเป็นเงินสดภายใน 1 เดือน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะไปหาเงินมหาศาลเช่นนั้นได้ ผลสุดท้ายก็โดนยึดที่ไป แล้วยังไม่พอพวกเราโดนขึ้นบัญชีดำในเครดิตบูโรอีกด้วย แม้ว่าฝ่ายสอบสวนผ่านดีเอสไอสรุปว่า ผู้บริหารของรัฐบาลขณะนั้นผิด แต่เรื่องไปติดที่ ปปช.จนหมดอายุความ แล้วผู้ที่ร่วมกระทำผิดรายใหญ่ๆต่างเสวยสุขทั่วหน้า บางรายตั้งร้านขายเค็กมีสาขาไปทั่วโลก บางรายไปหุบโรงกลั่นด้วยเช็คเปล่าๆ แล้วลองมาดูถนนปลอดฝุ่นที่ผ่านหน้าฟาร์มสิ นี่ขนาดอยู่ในปริมณฑลของกรุงเทพ ดูโรงพักสิ โดยเสาโฮปเวลล์สิ ดูไฟ้บอกสัญญานจากสี่แยกทั้งหลายสิ ดูยาบ้าที่ขายกันทุกหัวระแหงสิ แล้วหนังสือผู้จัดการไม่เห็นมันเอาเรื่องนี้มาลงเลย อ่านดูทุกวัน มันไม่ใช่และมันตรงข้ามสิ่งที่มันพูดทั้งนั้น เราไม่ได้นั่งเทียนมาพูด แต่เราเองเจอปัญหานี้โดยตรง และเจออีกหลายเรื่องที่พูดไม่ได้ พูดไม่ออก ไม่รู้จะไปพูดไปแสดงออกกับใคร เอาเป็นว่า ที่เรามีความคิดเห็นเช่นนี้ เพราะเราเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนคนอื่น จะไปเกาะข่าวและเชื่อใครเป็นเรื่องของแต่ละคน สุดแท้จะตัดสินใจแทนได้ พวกเราตัดสินใจแล้วว่า เราจะอยู่เคียงข้างเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

โดยปกติ ผู้นำม๊อบที่แท้จริงและยั่งยืน จะต้องเป็นผู้ที่มีบารมี มีอุดมการณ์ ที่สำคัญต้องไม่เป็นฆาตกร

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sun Nov 24, 2013 6:34 pm

จงพิจารณาดูเอาเถอะว่า การสร้างม๊อบที่ผ่านมา ที่ใช้ความรุนแรง เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังสกปรกโสมมทั้งสิ้น ยิ่งรายที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์บางฉบับ ที่โกงทุกคนโกงที่สิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า อาศัยที่พูดเก่ง แสดงละครเก่ง แค่ชั่วคราวเท่านั้นที่นำม๊อบดูเหมือนจะได้ผล แต่ผลสุดท้าย วันนี้จะมีคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็เพียงคนเดียวเท่านั้น ดูจากม๊อบราชดำเนินสิ เป็นไปได้อย่างไร ที่เอาฆาตกรมาเป็นผู้นำม๊อบ และบรรดาวอลล์เปเปอร์ทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าพ่อน้ำมันเถื่อน ยึดที่ป่าสงวนทำสวนยาง สส.มือปืนที่เอาเอ็ม 16 เข้าไปในสภา พวกค้ายาเสพย์ติด โกงโครงการในรัฐบาลที่ผ่านมา สส.ลูกที่แม่โกงธนาคารที่ประชาชนต้องล่มจม ธนาคารที่เป็นสปอนเซอร์และยึดที่ป่าสงวนสอยดาวมาสร้างสนามกอล์ฟ แล้วก็ยังมีคนหลงผิดเพียงนิดน้อยมาบอกว่าจะล้มรัฐบาลให้ได้ เพื่อหนีที่จะเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตายในวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ที่จะถึง แล้วเราจะหลับหูหลับตาตามฆาตกรไปได้อย่างไร

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดูคลิปฉบับเต็มครับ

ตั้งหัวข้อ  Phakin on Sun Nov 24, 2013 9:46 pm

ดูคลิปฉบับเต็มครับ
 

Phakin

จำนวนข้อความ : 317
Join date : 26/08/2011
Age : 51

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คู่เอกอีกคู่ได้ความรู้ดี

ตั้งหัวข้อ  Phakin on Sun Nov 24, 2013 9:53 pm

คู่เอกอีกคู่ได้ความรู้ดี
 

Phakin

จำนวนข้อความ : 317
Join date : 26/08/2011
Age : 51

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แหม คิดว่า คุณภาคินไปอยู่ที่ราชมังคลาและนอนที่นั่นเสียแล้ว

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sun Nov 24, 2013 11:57 pm

ดีแล้วครับช่วยๆกันนำเอาความสว่างมาเสนอให้แก่ผุ็ที่วังวนอยู่ในที่มืดครับ และคอยดูจุดจบของฆาตกรและผู้ที่โกงบ้าน โกงเมือง ค้ายา ค้าของเถื่อน โกงเงิน โกงโครงการของประเทศ ที่จะอวสานเร็วๆนี้ครับ ขอให้คุณภาคินและท่านที่รักความยุติธรรมทั้งหลาย มาเป็นส่วนผนึกกำลังกันให้แน่นยิ่งขึ้นครับ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "นิติราษฎร์" ชำแหละคำวินิจฉัยตุลาการศาล รธน. หวั่นกลายเป็น "รัฐตุลาการ"

ตั้งหัวข้อ  sur200 on Mon Nov 25, 2013 12:21 am

อยากขอความเห็นของคุณ pai และ phakin กับเหตุการ์ณที่ปชช. ออกมาเป็นล้าน ( จากที่เขาอ้างครับ  )ชุมนุมกันในขณะนี้ด้วยครับ  และ คุณ phakin ช่วยลงคลิปเหตุการ์ณประชุมสภาตอนลงคะแนนเสียงด้วยจะได้เห็นกันชัดๆ รายละเอียดรัฐธรรมนูณที่ผ่านสภาแล้วถูกต่อต้าน รวมทั้งคำพิพากษาทั้งหมดลงเพื่ออ่านพิจารณาด้วยครับ
 เหตุการ์ณบ้านเมืองขณะนี้และในอนาคตจะเลวร้ายกว่านี้มากจนไม่อาจนำเรื่องส่วนตัวมาเป็นเครื่องชี้วัดตัดสินนอกจากข้อเท็จจริง   ดูอย่าง ปตท.ที่เป็น monopoly และ กำหนดราคานํ้ามันและก้าซในขณะนี้ให้คนในชาติต้องซื้อใช้ นี่ยังไม่รวมถึงค่าสัมปทานขุดเจาะจากต่างชาติและทุจริตคอรัปชั่นจากพวกนักการเมืองทั้งหลายซึ่งพวกเราถูกกระทำจากรัฐ  ถ้าพวกเราไม่มีความเชื่อในระบบยุติธรรมอย่างพวกนักการเมืองที่มีปัญหาในขณะนี้เราคงดำเนินชีวิตในเมืองไทยในอนาคตได้ลำบากแน่ๆเพราะหลายคนไม่มีปัญญาย้ายไปอยู่ต่างประเทศแน่ๆ สังคมคงไร้ระเบียบ ยุ่งเยิง มากขึ้นกว่าปัจจุบันมากมาย กฎระเบียบต่างๆไร้ความหมายเพราะจะเกิดหลายมาตราฐาน ปชช.จะถูกเอาเปรียบมากขึ้น การปกครองโดยธรรมจะไม่เกิดขึึ้นในสังคมไทย

sur200

จำนวนข้อความ : 7
Join date : 20/10/2013

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อำนาจของศาล

ตั้งหัวข้อ  Phakin on Fri Nov 29, 2013 8:24 am


Phakin

จำนวนข้อความ : 317
Join date : 26/08/2011
Age : 51

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอบคุณ คุณภาคินมากครับ ปัญญาชนจะได้ตาสว่างเสียที จากการที่เอามหาโจรแลบะโกงทุกอย่างที่ขวางหน้า สั่งฆ่าคนมาเป็นผู้นำ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Fri Nov 29, 2013 9:52 pm

ดีแล้วครับ เอานักวิชาการจริงๆมาวิเคราะห์และเอามาลงให้บรรดาคนที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว บางคนสักแต่ว่าได้รับข้อมูลจากการโฆษณาชวนเชื่อ หยิบเอาบางส่วนมาสร้างภาพ เช่น สัมปทานน้ำมัน ที่จริงๆแล้วใครก็รู้ว่า สัมปทานน้ำมันนั้น เขาทำมาหากินกันเป็นระบบและมอบสัมปทานให้ต่างชาติมาเกือบจะ 50 ปีแล้ว กลุ่มนี้แตะต้องได้ที่ไหน พูดก็ยังไม่ได้เลย ดูสิ พอปฏิวัติปุ๊บ แทนที่จะไปทำการบ้านการเมืองสร้างบ้านเมืองให้ดีขึ้น กลับไปสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อเข้าข้างตัวเอง อะไรที่ตัวเองทำไม่มีผิด พรรคพวกจะโกงอย่างไร ก็ไม่ผิด ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไปแก้ว่ามีสิทธิ แล้วหลังจากปฎิวัติก็รีบตั้งตัวแทนของตัวเองมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้วสิ่งแรกที่ทำคือ รีบไปต่ออายุสัมปทานน้ำมันที่ทำไว้เกือบ 50 ปีแล้ว พอคนอื่นคิดจะให้คนอื่นทำบ้าง ก็ไปอ้างว่า จะได้เงินใต้โต๊ะเท่านั้นเท่านี้ ดูรถไฟฟ้า กทม.สิ สัญญายังไม่หมดเหลืออีก 17 ปี ก็รีบต่อไปอีก 30 ปี ดูรัฐวิสาหกิจสิ กินกันพุงกาง พอเขาจะปรับปรุงบริหาร โดยให้เป็นไปตามสากลในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ถูกต่อต้าน แล้วหาว่าคนนั้นคนนี้ได้ผลประโยชน์ ดูอย่างไฟฟ้าและประปาสิ พนักงงานอยู่อย่างอิ่มหมีพลีมันไปถึงลูกถึงหลานใครแตะไม่ได้ ไม่เป็นไร ปัจจุบันสังคม ไม่ว่าจะบ้านนอกคอกนา เขาไม่โง่ ไม่ได้เลี้ยงวัวเลี้ยงควายแล้ว เขาก็ใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์และมีเทคโนโลยีและมีความรู้ไม่แพ้คนที่อ้างว่าตัวเองมีการศึกษา ดังนั้น ต้องขอบคุณคุณภาคินเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้นำเอาการสัมมนาของคณะนิติราษฏร์มาลงเพื่อให้คนที่ตามืดตามัว ให้เป็นตาสว่างกับเขาบ้าง หากเป็นไปได้ ขอให้เอาเรื่องผู้ถือหุ้น ผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากการขุดเจาะน้ำมันของทุกแห่ง รวมทั้ง ปตท. ที่ อาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ที่พูดถึงรายละเอียดว่าใครกันแน่ที่มีผลประโยชน์จากการให้สัมปทานน้ำมันมูลค่าแสนล้านมาหลายสิบปีแล้ว

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

และแล้วตัวตนและตัวละครของ กปปส.แสดงตนออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าคือ พวกศักดินาผู้กำลังจะสูญเสีย

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat Nov 30, 2013 5:45 am

ออกมากันหมดแล้ว โดยมีหน้าแหลมฟันดำ(หัวหน้าญวนอพยพจากมุกดาหาร ที่ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เชื้อสายญวนด้วยกันเป็นผู้นำประเทศ) เจ้าขอที่เป็นหมื่นๆไร่ ที่มีทั้งผู้ไปสนับสนุนยึดที่ป่าสงวน สปก.แล้วเอามาขายถูกๆเป็นหมื่นไร่ที่เชียงราย ก็ส่งลูกสาวมาเป็นหัวหน้าขบวนเพื่อไปยึดกลาโหม กลุ่มผู้ดีรัตนโกสินทร์ ที่ไปสนับสนุนผู้ดีด้วยกันวางแผนก่อวินาศกรรมวางระเบิด แต่โชคดีระเบิดใส่ตัวเองเสียก่อน แล้วผู้ดีก็ไปเป็นประธานเผาให้ แล้วเป็นไงมือขวาของผู้ดีเจ้าของนิคมมหาอมตะ ผู้ที่ได้รับอานิสสงส์จากการใช้เช็คเปล่าไปซื้อโรงกลั่นไทยออลย์ กลายเป็นผู้ดีทั้งเขียนหนังสือสร้างอัตถประวัติตัวเองเป็นผู้ดี ผู้ทรงศีล ก็ต้องออกมายอมรับว่า ตัวเองไม่ใช่ผู้ดีเสียแล้วเพราะขนาดพ่อของตัวเองแท้ๆปล่อยให้ตายอย่างอนาถา แม้รู้ว่าพ่อไม่สบาย ไม่เคยไปดูดำดูดีและทะเลาะกับพ่อเรื่องเงินเรื่องที่มากว่า 12 ปี พอพ่อตายจึงไปเยี่ยมร่างอันไร้วิญญานของพ่อ พอเห็นศพของพ่อถึงจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนเลว ดูแต่ละคนที่ขึ้นเวที กปปส.สิ ทั่้งจากเหนือจรดใต้ เจ้าของที่เป็นพันเป็นหมื่นไร่ทั้งนั้น ทั้งๆที่ก่อนมาเล่นการเมืองแทบไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย หลายต่อหลายคนมีเบื้องหลังในการสนับสนุนให้ชาวบ้านไปยึดที่ป่าสงวน อุทยาน แล้วเอามาออกเอกสารสิทธิ์ บางคนเป็นเจ้าพ่อค้าน้ำมันเถื่อน ค้ายา สารพัด แล้วไม่มีใครเอะใจบ้างหรือว่า เหตุรุนแรงของภาคใต้ ทำไมเงียบสนิทเลย นั่นไม่ใช่เพราะพวกก่อการร้ายเข้ามาช่วยลูกพี่เข้ามาเตรียมที่จะมายึดสถานที่ราชการหรือ พวกนี้ล้วนแล้วแต่กลัวการเปลี่ยนแปลงอำนาจ กลัวว่าสักวัน เมื่อประชาชนสามารถต่อสู้ให้ได้ประชาธิปไตยเต็มใบแล้ว ภาษีที่ดินของบรรดาศักดินาทั้งหลายจะต้องเกิดขึ้นต่อไป และความเจริญที่กระจุกในกรุงเทพที่มีคนรวยไม่กี่ตระกูลก็จะกระจายไปถ้วนทั่ว ขอให้ทุกท่านไตร่ตรองให้ดีว่า ท่านควรจะเลือกอยู่กับฝ่ายไหน หากเลือกประชาธิปไตย จงช่วยกันออกมาร่วมแรงร่วมใจต่อสู่ด้วยกัน พร้อมกันนี้ ขอให้ลองดูข่าวที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์ไม่กี่วันที่ผ่านมา แล้วท่านจะรู้ว่า ผู้ดีที่เขียนหนังสือเที่ยวสอนชาวบ้าน ที่แท้แล้วเป็นไง

วิกรม โพสต์FB บทเรียนยิ่งใหญ่ - เสียใจถือทิฐิไม่คุยกับพ่อจนกระทั่งเสียชีวิต

เอ็มไทย : วันนี้(18 พ.ย.)ที่เฟซบุ๊ค Vikrom Kromadit ซึ่งเป็นหน้าเพจของ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เผยเรื่องราวบทเรียนยิ่งใหญ่ของชีวิตว่า

ผมได้พบกับพ่อครั้งสุดท้ายในวันแต่งงานของวิวัฒน์ (น้องชาย) เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ต่อมาสมศรี (น้องสาว) ก็มาบอกว่าพ่ออยากจะพบเพื่อพูดคุยเรื่องขายที่ดินที่เมืองกาญจน์ แต่ผมก็ปฏิเสธที่จะพบพ่อหลายครั้งในการประชุมของครอบครัว น้องๆ มักจะเปรยว่าอยากให้ผมพบกับพ่อ แต่ข่าวคราวเรื่องอารมณ์ของพ่อที่ยังคงร้อนแรงเช่นก่อนทำให้ผมบ่ายเบี่ยงที่จะไปพบ สาเหตุเพราะผมไม่อยากจะมีความทุกข์เหมือนในอดีตอีก ผมเคยบอกผ่าน คุณวสันต์ โพธิพิมพานนท์ แห่งเบนซ์ทองหล่อว่า หากพ่อไม่เอาเรื่องเงินมาเป็นเหตุของการพบปะ ไม่มีการใช้อารมณ์ และเราสามารถพูดคุยกันได้แบบพ่อลูกจริงๆ ผมก็ยินดีที่จะไปกราบเท้าพ่อทันที


พวกเราเชื่ออยู่เสมอว่าพ่อมีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนทั่วไป จากการบอกเล่าของน้องๆ และพ่อก็แสดงออกถึงความเป็นคนไม่แก่ด้วยการมีภรรยาใหม่อยู่เรื่อยๆ ถึงแม้จะมีอายุกว่า 80 ปี แล้วก็ตาม พ่อมักจะพูดอวดถึงสรรพคุณของยาจีนที่สามารถหามาได้จากทุกหนแห่งไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศไทยในใจลึกๆ ผมเชื่อว่าวันที่ผมจะได้พบและพอจะพูดคุยกับพ่อได้นั้น คงเป็นวันที่พ่อหมดกำลังวังชาและไม่อารมณ์ร้อนอีกแล้ว ซึ่งคิดว่าคงอีกหลายปี ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ผมมักจะติดตามเรื่องของพ่อจากน้องๆ มากกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะในการประชุมของครอบครัวเมื่อวันเสาร์ที่ 9 พย. 2556 ที่ผ่านมา ผมก็เพิ่งรู้ว่าพ่อเข้าโรงพยาบาล แต่เมื่อได้รับฟังจากน้องๆ ทุกคนแล้ว ก็ต่างลงความเห็นว่าพ่อน่าจะมีอายุได้มากกว่า 90 ปี ในขณะเดียวกันนั้นใจผมกลับรู้สึกแปลกๆ จึงกำชับน้องๆ ให้ช่วยกันดูแลพ่ออย่างใกล้ชิดกว่าเดิมวันที่ 13 พย. 2556 ช่วงเช้า ก่อนผมจะไปขึ้นเวทีพูดที่โรงเรียนศรีวิกรม์ น้องก็แจ้งผมว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว

ผมตกใจมากเพราะเพิ่งผ่านไปเพียง 4 วันที่พวกเราพูดคุยกันเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อแล้วพ่อจะเสียชีวิตได้อย่างไร หลังจากพูดเสร็จผมรีบเดินทางไปที่โรงพยาบาลศิริราช เห็นน้องๆ และหลานเกือบทุกคนยืนอยู่ใกล้ร่างที่ไร้วิญญาณของพ่อ ผมได้เห็นหน้าพ่ออีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไป12 ปี และคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้พบพ่อ ผมรู้สึกผิดอย่างมากที่ถือทิฐิไม่ยอมไปพบพ่อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ไม่เหลือเวลาอีกแล้วที่ผมจะไดพบพ่ออีกผมเฝ้ามองหน้าพ่อ ซึ่งนอนอยบู่นเตียง มีสายยางสอดเข้าทางปาก ผมจับมือและใบหน้าของพ่อ พลันให้นึกถึงตอนผมเป็นเด็ก ผมนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เกาะหลังพ่อไว้แน่น นับเป็นช่วงที่ผมใกล้ชิดกับพ่อมากที่สุดในชีวิต

ผมรู้สึกว่ามือและแขนของพ่อเริ่มแข็ง พ่อของผมได้จากพวกเราไปแล้วจริงๆ ผมเสียใจมากที่ทุกอย่างต้องมาจบแบบนี้ ผมยืนคิดและเฝ้ามองหน้าของพ่อ รู้สึกเสียดายโอกาสที่หมดลงแล้ว นับเป็นวันแห่งการสูญเสียครั้งสำคัญของชีวิตสำหรับพวกเรา ช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมไม่ได้เข้มแข็งเช่นในอดีต ผมรู้สึกว่าตนองบอบบางมาก จนไม่อยากให้ใครเห็นถึงความอ่อนแอของผมทุกครั้งหากพูดถึงพ่อและแม่ผมจะน้ำตาไหลเสมอ

นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ผมไม่อยากไปพบพ่อเพราะในใจรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมมักจะใช้การหลีกหนีความทุกข์ไปสู่ความสบายใจ คงเป็นเพราะอดีตที่ขมขื่นจึงทำให้ผมไม่อยากหวนกลับไปพบสิ่งเหล่านั้นอีก ผมยืนอยู่ข้างศพพ่อ และบอกกับทุกคนในครอบครัวว่า ทุกอย่างผ่านไปแล้ว ขอโทษจริงๆ ที่ผมไม่ได้มาพบพ่อ ขอให้อโหสิกรรมให้กับอดีตทุกอย่าง วันนี้เราเหลือกันแต่พี่น้องของเราเท่านั้น ขอให้ทุกคนรักกันตลอดไป พวกเราจะต้องรักกันเพื่อให้พ่อกับแม่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะมีความสุขและภูมิใจในครอบครัวของเรา

ผมจับมือพ่อที่แข็งแล้วและมีโอกาสได้กอดพ่อเป็นครั้งแรกหลังจากเวลาผ่านไปกว่า 55 ปี และนับเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับชีวิตผม เราต้องจากกันตลอดไปแล้วผมเสียใจจริงๆ กับความผิดพลาดในโอกาสสุดท้ายของชีวิตระหว่างผมกับพ่อผมอยากให้ทุกคนที่ยังมีพ่อและแม่นั้น เข้าใจถึงโอกาสของชีวิตที่เมื่อหมดไปแล้ว ไม่ว่าเราจะเสียใจหรืออยากจะทำอะไรอีกก็ไม่สามารถเรียกคืนมาได้อีกแล้ว ขอให้ทุกคนอย่าได้ทำผิดพลาดเช่นผมอีกเลย ขอให้ทุกคนในโลกนี้ที่ยังมีโอกาสดีกว่าผม อย่าได้ปล่อยให้โอกาสที่ยังมีอยู่นั้นผ่านไป ขอให้ระลึกเสมอว่าทุกชีวิตล้วนมาจากศูนย์และกำลังเดินทางไปสู่ศูนย์…

วิกรม กรมดิษฐ์
13 พฤศจิกายน 2556

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

เผชิญหน้า

ตั้งหัวข้อ  Phakin on Sat Nov 30, 2013 2:46 pm

เผชิญหน้าแบบนักวิชาการ


Phakin

จำนวนข้อความ : 317
Join date : 26/08/2011
Age : 51

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

จงดูน้องอั้ม สอนอธิการบ่อดี ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Wed Dec 04, 2013 10:47 pm

สาส์นจากอั้ม เนโกะ ถึงอธิการฯ สมคิด: ข้อสังเกตจากกิจกรรมเอาธงดำขึ้นสู่ยอดโดม


สิ่งที่อั้มพึงสังเกตได้จากกิจกรรมประท้วงเชิงสัญลักษณ์ต่อพฤติกรรมการสั่งปิดมหาวิทยาลัยทุกศูนย์โดยไม่มีเหตุผลที่จำเป็น และประท้วงต่อพฤติกรรมของนายสมคิด อธิการบดีธรรมศาสตร์ เมื่อวานนี้ โดยสิ่งแรกนั้นคือ พวกเรานั้นกระทำการในนามของกลุ่มนักศึกษาอิสระกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหาได้กระทำการ "เหมาเข่ง" ชื่อนามธรรมศาสตร์แบบที่นายสมคิด อธิการบดีได้กระทำโดยการเอาธรรมศาสตร์ไปผูกโยงกับม็อปราชดำเนินมีการทำป้ายสนับสนุนในนามของธรรมศาสตร์อย่างเป็นทางการโดยไม่ได้คำนึงถึงคนในประชาคมว่าเห็นด้วยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้นี้รับได้แล้วหรือ ? ทุกคนไม่ได้ต้องการจะร่วมวงกับม็อบต้านระบอบประชาธิปไตยเหมือนที่คุณสมคิดต้องการเสมอไป

ประเด็นต่อมาที่เราจะพึงเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์นี้นั้นก็คือ กระแสของลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ธงชาตินิยม ไม่ผิดหรอกนะคะที่ท่านจะรักชาติ รักชอบ บูชาธงชาติแต่เช้าเย็น แต่ความรักที่มันกลายมาเป็นความคลั่งไม่ว่าจะไล่ตีคนอื่นที่คิดต่างด้วยธงชาติแบบที่ม็อปนายสุเทพได้เคยกระทำ หรือการอ้างว่าฆ่าผู้อื่นที่คิดต่างด้วยการอ้างชาติ อย่างนี้คำว่า "ชาติ" ของเรามันจะมีความหมายอีกเช่นใดคะ

ในเมื่อทุกวันนี้ธงชาติไทยนั้นได้สะท้อนจินตนาการของคนไทยได้ดีว่า ธงชาตินั้นเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ จับต้องไม่ได้ ทั้งที่มันก็เป็นแค่ผ้าผืนหนึ่งที่เราใส่คุณค่าและความหมายให้แก่มันภายหลัง แต่เรากลับอ้างมันในการสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่คิดต่างเสมอ ทุกวันนี้อั้มเห็นคนเพรียกหาความเป็น "ชาตินิยม" กันเสียมาก แต่ทุกคนก็ยังไม่เคยก้าวข้ามสิ่งๆ นี้ไปสู่คำว่า "มนุษยชาติ" หรือคนที่ไม่ได้รักในผืนผ้า เคารพกราบไหว้ผ้าแบบเดียวกับเราไม่ใช่ "มนุษย์" เช่นเดียวกับเราอย่างนั้นหรือ ??

แต่สิ่งที่อั้มและสหายกำลังจะสื่อและเน้นย้ำก็คือ ธงชาติไทยที่โบกสะบัดอยู่เหนือยอดโดมจะไม่มีความหมายใด ๆ เลย ในเมื่ออธิการบดีธรรมศาสตร์นั้นหักหลังนิยามคำว่า “ชาติของประชาชน” เมื่อนายสมคิดกลับไปร่าง ม.309 ล้างมลทินให้คณะรัฐประหาร นายสมคิดใช้ธรรมศาสตร์อย่างเป็นทางการเปิดเผยในการแสดงจุดยืนร่วมกับม็อปอนาธิปไตยไม่เอาเผด็จการที่ราชดำเนิน แถมยังหวังจะปิดมหาวิทยาลัยทุกวิทยาเขตโดยไม่มีเหตุผลที่จำเป็นอย่างเช่นที่ รังสิต และลำปาง

การกระทำเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ธรรมศาสตร์ที่นายสมคิดยืนอยู่ทุกวันนี้นั้นคือที่ๆ ถูกก่อสร้างร่างไว้ให้เป็นบ่อบำบัดความกระหายของราษฎรประชาชน แต่ทุกวันนี้อธิการกลับใช้สถานที่แห่งนี้มาดัดแปลงเป็นบ่อบำบัดความกระหายทางอำนาจของตน ดังนั้นธงดำนี้แหละค่ะที่เราจะเชิญขึ้นสู่ยอดโดมเพื่อไว้อาลัยแก่ความเป็นธรรมศาสตร์ที่สูญสิ้นไปแล้วด้วยน้ำมือของอธืการฯสมคิด ซึ่งการเชิญธงดำขึ้นสู่ยอดโดมนั้นเคยเกิดขึ้นในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เพื่อต่อต้านอำนาจไม่ชอบธรรมแม้ว่า อ.สัญญา ธรรมศักดิ์จะเสียใจต่อการกระทำในครั้งนั้น แต่นี้ก็ถือว่าเป็นการกระทำประท้วงเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองว่า กลุ่มนักศึกษาอิสระของพวกเราไม่เคยยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการ เหมือนที่อธิการบดีของเขากระทำ

และในประเด็นสุดท้ายที่พึงสังเกตได้นั้นก็คือ เรื่องการแต่งกาย ขอบอกนะคะการกระทำของอั้มนี้แหละค่ะที่เป็นตัวสแกนหรือคัดกรองระดับของผู้รับสารว่าจะอ่านในเนื้อหา การกระทำ เหตุผล มากกว่าสิ่งที่เป็นอาภรณ์นอกกายได้หรือไม่ ? ชี้ให้เห็นได้ว่าคนไทยนั้นรับสารได้เพียงแต่เปลือกนอกเสียมาก

แต่ประเด็นจริงๆ ที่ต้องการจะสื่อคือ การแต่งกายเช่นนี้เป็นการแสดงออกทางการเมืองว่า สิ่งที่มองดูแล้วผิดปรกติมันไม่ใช่เพราะมันไม่ปกติ แต่ "มันถูกทำให้มองว่ามันผิดปรกติ" ด้วยความที่สังคมเรายังมีความคิดที่คับแคบและไม่เปิดรับต่อความแตกต่างหลากหลาย ทุกวันนี้สังคมไทยเราเลยยังเป็นสังคมที่บูชาคนกราบไว้ผ้าที่เรียกว่า "ธงชาติ" เรากราบไหว้อย่างไม่ลืมหูลืมตา และหากใครไม่กราบไหว้ตามก็จะถูกมองว่าบ้า

รวมทั้งสิ่งที่อั้มพยายามจะชี้ให้เห็นตลอดถึงการแหวกนิยามของการรับรู้แบบเดิมๆ ว่าทำไมคนแต่งตัวเหมือนกะหรี่จึงเป็นสิ่งที่ผิด ? เขาเลยไม่ใช่คน ? และทำไมหากเขาไม่ใช่กะหรี่แต่แต่งกายไม่ถูกใจ ถูกจริตคนไทยเขาจะกลายเป็นคนเลวเลยหรือ ? และนักศึกษาจำเป็นด้วยหรือที่ต้องแต่งกายให้ถูกใจ ถูกจริตสังคมไทย เพราะดิฉันใช้สมองมาเรียน ดิฉันจะแต่งกายอะไรมันไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครเหมือนที่นายสมคิด อธิการฯ ไปใช้ชื่อธรรมศาสตร์สนับสนุนอำนาจนอกระบบ

ดังนั้นค่ะการกระทำที่ผ่านมาของอั้มและเพื่อนจึงเป็นทั้งการแสดงออกซึ่งมุมมองของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจต่อการปิดเรียนมหาวิทยาลัยอย่างไม่มีเหตุผล และไม่พอใจต่อพฤติกรรมของนายสมคิดที่ไม่เคยมีความละอายอายต่อสิ่งที่ตนเองกระทำ ทั้งนี้หากจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนดิฉัน อั้มคิดว่าสมคิดควรจะต้องสอบสวนตัวเองให้ได้เสียก่อน และละอายใจต่อสิ่งที่ตนเองกระทำทุกสามวินาทีได้ก็ยังดี

จึงขอกล่าวท้ายเพียงแต่ว่า ธรรมศาสตร์ได้ถือกำเนิดมาในวันที่ 27 มิถุนา 2477 ให้ตรงกับวันที่สยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก หน้าที่ของนักศึกษา มธก. จึงต้องปกปักรัฐธรรมนูญของประชาชน(ที่ไม่ใช่แบบศาลรัฐธรรมนูญกับการรัฐประหารในปัจจุบัน) แต่สมคิดละคะเขาได้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้บ้างหรือเปล่า ? อั้มจึงอยากจะขอแสดงความอาลัยแก่อธิการบดีผู้ที่ไม่เคยสำนึกต่อการกระทำที่ขัดขวางต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยในธรรมศาสตร์ของนักศึกษาและประชาชนทุกคนเลย

ขอบคุณค่ะ

Aum Neko

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "นิติราษฎร์" ชำแหละคำวินิจฉัยตุลาการศาล รธน. หวั่นกลายเป็น "รัฐตุลาการ"

ตั้งหัวข้อ  chakkaran on Mon Apr 21, 2014 4:37 pm

เห็นด้วยการอาจารย์ทุกอย่างเลยครับ

ช่างบังเอิญจริงๆ หลายคนที่ผมชมชอบนับถือ ส่วนมามีความเห็นเหมือนผมทุกคนเลย
หรือว่ามันจะมาจากความเห็นที่เรายึดตามหลัก ไม่เชื่อใครง่ายๆ เสพข้อมูลหลายด้านๆ ละกระมังครับ

chakkaran

จำนวนข้อความ : 5
Join date : 08/08/2013
Age : 38

ดูข้อมูลส่วนตัว http://thaitumweb.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ