สอบถามเกี่ยวกับการฟื้นฟูโรคไตค่ะ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

สอบถามเกี่ยวกับการฟื้นฟูโรคไตค่ะ

ตั้งหัวข้อ  narutoii on Thu Dec 05, 2013 12:28 am

กราบสวัสดีอาจารย์อานนท์ค่ะ หนูเป็นสมาชิกใหม่ขอฝากตัวด้วยค่ะ หนูมีความหนักใจอย่างมากอยากจะขอความรู้ รบกวนอาจารย์กรุณาสละเวลาตอบหนูให้หายข้องใจด้วยนะคะ หนูร้อนใจมากเพราะแม่หนูต้องฟอกไตภายในเดือนนี้แล้วค่ะ

แม่ของหนูอายุ 50 เป็นโรคความดัน เลือดจางมาหลายปี จนบัดนี้ลามมาถึงโรคไตซึ่งทั้งสองข้างนี้หดเล็กเท่าเมล็ดถั่วแต่หมอยังไม่ได้บอกให้ฟอก แต่ได้ทำการเข้ายาอย่างสม่ำเสมออยู่หลายเดือนอาการก็ทรง ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร จนเมื่อไม่นานมานี้แม่ล้มข้อเท้าแพลง แต่มันกลับอักเสบจนทำให้ปวดขาจนเดินไม่ได้ ทรมานมากจนต้องไปหาหมอ หมอฉีดยาและได้ให้ยามากินได้ไม่ถึงเดือน ครั้นพอถึงวันไปตรวจไตอีกครั้ง หมอบอกของเสียเยอะแล้วต้องฟอกด่วน หนูเลยอยากจะปรึกษาอาจารย์ว่า

1. ต้องทานเห็ดเป็นยาสูตรไหนดีคะที่จะสามรถฟื้นฟูปัญหาโรคไตให้ดีวันดีคืนได้ และต้องทานควบคู่กับอะไร หมอห้ามของหมักดองทุกชนิด แต่การหมักให้ได้เอนไซม์และยาสูตรที่อาจารย์สอนนั้นทานได้มั๊ยคะ เพราะหนูหมักไว้หลายอย่างเลยแต่แม่ไม่กล้ากิน กินได้แต่ um 55 กับแคปซูลเห็ด

2. อาการปวดขาของแม่หนูจะหายได้ด้วยวิธีไหนค่ะ ท่านปวดตั้งแต่ข้อเท้าลามมาถึงเข่าจนเดินไม่ไหว ซึ่งไม่แน่ชัดว่าโรคเก๊าต์หรือเปล่าหมอมาตรวจก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เคยมีคนมานวดให้ครั้งนึง มันยุบและหายปวดไปเยอะเลยค่ะแต่เพราะไม่ได้นวดอีกก็เลยกลับมาปวดเหมือนเดิม หนูสงสารแม่มากค่ะจะไปที่ไหนในบ้านทีก็ต้องไถก้นเอาเพราะปวดจนเดินไม่ได้ ลืมบอกไปว่าแม่หนูอยู่ลพบุรีกับพ่อสองคนส่วนหนูอยู่กรุงเทพ เพราะต้องทำงานหาเงินรักษาและคอยซื้ออาหารเสริมไปให้ไม่ค่อยได้มีเวลาไปดูแลท่านด้วยตนเองค่ะ

3. ตอนนี้ um55 กับ แคปซูลเห็ดหมดแล้วกะว่าจะสั่งใหม่ รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำวิธีกินให้ได้ผลดีที่สุดด้วยค่ะ หรือถ้าหากอาจารย์มีสูตรที่ปรุงเฉพาะที่ใช้ได้ผลดีกับอาการของแม่หนูก้แนะนำมาได้เลยค่ะ อ้อ หนูเพิ่งสั่งชาพิชิตกำแพงมาถ้าให้ท่านทานจะช่วยได้เยอะมั๊ยคะ และต้องทานอย่าไร

ขออภัยที่หนูถามซะยืดยาวแต่ยังไงก็ขอความกรุณาจากอาจารย์ด้วยนะคะ หรือถ้ามีพี่ ๆ สมาชิกท่านใดอยากช่วยแนะนำหนูก็ยินดีค่ะ ขอขอบคุณท่านอาจารย์อานนท์ล่วงหน้าด้วยและขอให้อาจารย์มีสุขภาพที่แข็งแรงอายุยืนเกิน 100 ปี เพื่อจะได้ถ่ายทอดความรู้อันทรงคุณค่าแก่คนรุ่นหลังสืบไป เพราะอาจารย์คือบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทยค่ะ

narutoii

จำนวนข้อความ : 2
Join date : 28/09/2013

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คนไทยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Thu Dec 05, 2013 9:56 am

สมัยเมื่อครั้งที่ไปทำงานอยู่ในทวีปแอฟริกา ตั้งแต่ปี 2532-2548 ก็คิดว่า คนแอฟริกาช่างโชคร้ายเหลือเกิน ที่อายุโดยเฉลี่ยของคนแอฟริกาบางประเทศต่ำกว่า 45 ปี ยกตัวอย่างเช่น ประเทศบอสวานา ทั้งๆที่เป็นประเทศที่มีเพชรชั้นดีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเงินให้องค์การนานาชาติกู้หรือทุนสำรองของประเทศสูงมาก แต่คนกลับส่วนใหญ่กลับจนมาก เพราะหากินไม่เป็น รอแต่ขอให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือ ที่สำคัญ การทานอาหารที่เอาความชอบของปากมากกว่าที่จะคิดถึงผลต่อสุขภาพ ดังจะเห็นจาก คนแอฟริกา ทานพวกเกลือและผงชูรสเยอะมาก อาหารทุกอย่างของคนแอฟริกา ต้องใส่ผงชูรสเป็นกำๆ ขาดผงชูรสไม่ได้เลย(ดูจากบริษัทผลิตผงชูรสไทยหลายราย ผลิตส่งแอฟริกาแทบไม่ทัน) บางคนแม้ว่าจะไม่มีอาหารทน ก็ขอทานผงชูรสละลายน้ำทานกับข้าวหรือขนมปังก็โอเคแล้ว ผลสุดท้าย คนแอฟริกาตับไตไส้พุงพังหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไต ที่รับภาระทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ของเสียบางอย่าง ที่มีมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุทำให้ไตมีปัญหาได้ เช่นเดียวกันกับการทานอาหารที่เผ็ดจัด เค็มจัด อาหารที่มีสารกันบูด อาหารที่มีสารพิษเช่น ยาฆ่าแมลง หรือการทานยามากเกินไปก็ล้วนแล้วแต่ไปสร้างปัญหาทำให้ไตถูกทำลายได้ ปัจจุบัน พอเรารู้ว่า เรามีปัญหาเรื่องไต ก็มักจะไปหาหมอหรือซื้อยารักษาโรคไตมารักษา โดยคิดว่า ยาที่ทำจากสารเคมี จะเป็นสิ่งที่จะบันดาลให้โรคไตหายไปได้ ใช่ อาจจะบรรเทาและมีความรู้สึกว่าดีแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ระยะยาว จะเห็นว่า ผู้ที่ใช้ยาแผนปัจจุบันรักษาโรคไตติดต่อกันไปนานๆ ผลสุดท้าย ก็ไม่สามารถหนีจากไตเสื่อมหรือไตวายไปได้ จริงๆแล้ว ไตก็เหมือนกับอวัยวะอื่นๆในร่างกาย ที่พอรับงานหนักแล้ว ก็ย่อมเกิดปัญหาทั้งสิ้น สาเหตุของการทำให้เกิดโรคส่วนใหญ่ เกิดจากของที่เข้าปากของเราแทบทั้งสิ้น เพราะอาหารปัจจุบัน แม้จะดูสีสันและรสชาติน่าทาน แต่มันแฝงความร้ายกาจจากการใช้สี ใช้สารปรุงแต่ง ดังนั้น สิ่งที่เราจะต้องดูแลสุขภาพที่สำคัญก็คือ ต้องรู้จักทานของที่ช่วยไปแก้พิษ แก้สิ่งที่จะทำให้ร่างกายมีผลกระทบ หรือที่เรียกว่า ล้างพิษเสียบ้าง แต่ก็อย่าลุ่มหลงไปกับการโฆษณาบ้าเลือดตามสื่อต่างๆที่อ้างโน่นอ้างนี้ บางที่พิเรนถึงขนาดเอานั่นเอานี่ไปสวนไปเสียบที่รูทวารก็มี แล้วก็อ้างสารพัดว่า ของที่สอดที่เสียบ จะช่วยไปล้างสารพิษออกจากทวารหนัก เป็นต้น ซึ่งจริงๆแล้ว ที่ปลายลำไส้ใหญ่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นของเสีย เป็นอุจาระที่ร่างกายจะต้องเอาออกทิ้งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปสอดไปสวนมัน ของที่เข้าไปทางปากต่างหาก ที่บางทีเต็มไปด้วยสารพิษ ตรงนี้ต้องระวังให้ดี และยาล้างพิษที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นยาที่ผลิตมาจากต่างประเทศ ขอเรามีดีกว่า และหาได้ง่าย ปลูกเองใช้เองได้ เช่น รางจืด ย่านางแดง เห็ดกระถินพิมาน เห็ดหลินจือ ต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอด ในการที่จะช่วยกำจัดสารพิษ แบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งให้แก่อวัยวะต่างๆของร่างกายให้รอดจากพิษภัยของสารพิษต่างๆที่ไม่พึงปราถนา ขณะเดียวกัน ในกรณีของแม่คุณ ที่มีปัญหาทั้งโรคไต และความดันโลหิตสูง แถมยังเดินลำบากอีกนั้น ควรต้องทานอาหารพวกที่เสริมไต ลดการอักเสบที่ได้ผลเช่น เห็ดถั่งเช่าสีทอง เห้ดกระดุมบราซิล เห็ดกระถินพิมาน เห็ดหลินจือ หากเป็นไปได้ใช้ส่วนที่เป็นเส้นใยผสมเข้าไปด้วยดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ท่านอาจารย์ ดร.ฤกษ์ ศยามานนท์ รองผู้อำนวยการโครงการเกษตรที่สูงดอยตุง ท่านมีปัญหากรวยไตอักเสบ ทางสถาบันอานนท์ไบโอเทค ในฐานะที่ ดร.อานนท์ เคยทำงานกับท่านมาก่อน จึงได้ส่งเห็ดถั่งเช่าสีทองผสมสุมนไพรสำหรับโรคไตไปให้ท่านทาน จากนั้นไม่นาน การอักเสบของโรคไตของท่านกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยไม่จำเป็นต้องไปฟอกไต ทีนี้พอพูดถึงเรื่องของเห็ดถั่งเช่าสีทอง ดูเหมือนว่า กลายเป็นกระแสโด่งดังอย่างรวดเร็ว มีการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเพาะกันมากมาย ก่อให้เกิดปัญหาว่า เพาะขึ้นมาแล้ว จะเอาไปขายที่ไหน หรือเพาะเอามาแล้ว จะนำเอาไปผลิตเป็นยาได้อย่างไร ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว การที่ได้ยินว่า เห็ดถั่งเช่าก็ดี เห็ดกระถินพิมานก็ดี เห็ดกระดุมบราซิลหรือเห็ดหลินจือก็ดีนั้น แม้ว่ามันมีสารที่มีฤทธิ์เป็นยาหลายชนิด แต่สภาพของสารต่างๆเหล่านั้น ร่างกาย ไม่สามารถที่จะนำเอาไปใช้ได้โดยตรง ดังนั้น การเอาไปต้ม หรือเอาไปบดให้ละเอียดแล้วทานนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ประการใด เพราะสารบางอย่าง อยู่ในรูปสารประกอบขนาดใหญ่กว่าที่ร่างกายจะดูดเอาไปใช้ได้ เว้นเสียแต่มีจุลินทรีย์ในระบบย่อย ทำการย่อยสลายให้อยู่ในรูปหรือขนาดที่ร่างกายเอาไปใช้ได้เสียก่อน ในกรณีที่บางคนทานอาหารหรือเครื่องดื่ม(น้ำอัดลมแทบทุกชนิดใส่สารกันบูดทั้งสิ้น)ที่มีสารกันบูดเข้าไป สารกันบูดจะไปทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกาย ดังนั้น การทานเห็ดเป็นยาที่ผ่านขบวนการต้มหรือบดเข้าไป ร่างกายจึงเอาสารดังกล่าวไปใช้ไม่ได้ นอกจากนี้ การใช้เห็ดแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทางที่ดี ควรใช้ร่วมหรือผสมกับสมุนไพรเข้าไปด้วย สามารถดูได้ในหนังสือ เรื่องเห้ดเป็นยา ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ ดร.อานนท์ เขียนให้ไว้ หรือ ในการอบรมเห้ดเป็นยาที่จะถึงนี้ คือ ในวันที่ 14-15 ธันวาคม ที่จะสอนเรื่องเห็ดเป็นยาสำคัญๆหลายชนิด เช่น เห็ดกระถินพิมาน เห็ดถั่งเช่าสีทอง เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดหลินจือ เห็ดหัวลิง เห็ดไมตาเก๊ะ เห็ดแครง เป็นต้น ซึ่งการสอน จะมีทั้งภาคทฤษฎีและปฎิบัติ ตั้งแต่ การทำเชื้อบริสุทธิ์ การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดในอาหารเหลว การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห้ดในอาหารแข็ง การเพาะเห็ดเป็นยาให้เกิดดอก โดยจะมีภาคปฎิบัติจากของจริงด้วย ที่สำคัญ เมื่อเพาะได้แล้ว จะนำเอาไปใช้เป็นยาอย่างไร การทำเอ็นไซม์จากเห็ด และการนำเอาเห็ดมาเข้าสูตรร่วมกับสมุนไพรสำหรับรักษาโรคต่างๆ สำหรับแม่ของคุณช่วงนี้ คงต้องใช้สูตรพิเศษ ที่มีการผสมเห้ดถั่งเช่าเพิ่มขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อรักษาไต ส่วนเรื่อง อาการเจ็บปวดของแม่คุณ ที่ปวดทรมาน ถึงขนาดที่เดินลำบากนั้น ขอแนะนำว่า ให้นำเอาเมล็ดของลำใยมาทำการหมักยูเอ็ม55ร่วมกับกำยานโอมาน(หากไม่มีกำยานโอมาน ก็ยังพอใช้ได้) แต่ในกรณีเร่งด่วน เพราะคุณแม่คุณจะต้องรีบรักษา ให้เอาเมล็ดลำใยโขลกให้ละเอียด หมักกับเหล้าขาวประมาณ 3 เท่าโดยปริมาตร(หมายความว่า เมล็ดลำใยโขลก 1 ถ้วยตวง ใส่เหล้าขาว 35-40 ดีกรี เข้าไป 3 ถ้วยตวง หมักในขวดหรือชามเซรามิกไว้อย่างน้อย 5-7 วัน แล้วเอาน้ำหมักทาบริเวณที่ปวด โดยเฉพาะ ปวดกระดูกภายใน แม้นวดภายนอกก็ไม่ทำให้ทุเลาลงได้ น้ำหมักเมล็ดลำใยจะช่วยได้ หากจะให้ดี ควรใส่กำยานโอมานเข้าไปด้วยประมาณ 5-10% (มีแบ่งขายให้ที่ร้านค้าของสถาบันอานนท์ไบโอเทคที่ตลาดไท หรือหน้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร.029083308 และ 0860830202 ที่เกษตร โทร.025799200 และ 025797759)

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ