เห็ดพื้นบ้านไทยที่ใช้เป็นยา จากเอกสารประกอบการบรรยายในงานสัมนาหมอพื้นบ้าน กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2553

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

เห็ดพื้นบ้านไทยที่ใช้เป็นยา จากเอกสารประกอบการบรรยายในงานสัมนาหมอพื้นบ้าน กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2553

ตั้งหัวข้อ  anonmush on Fri Aug 06, 2010 1:25 pm

เห็ดพื้นบ้านไทยที่ใช้เป็นยา
ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส(เห็ด) องค์การสหประชาชาติ ปี 2524-2548

-----------------------------------------------

ตลอดเวลาที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการ ในระดับต่างๆ ทั้งระดับชุมชุน หมู่บ้าน ระดับจังหวัด ระดับชาติ หรือแม้กระทั่งระดับนานาชาติบ่อยครั้ง เกี่ยวกับการรักษาโรคของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิทยาการแผนใหม่ หรือแบบพื้นบ้าน ต่างฝ่ายต่างอ้างด้วยความมั่นใจในการที่ใช้วิทยาการ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และเหตุผลนานัปการ จนกระทั่งบางครั้งเกิดความสับสนว่า ตกลงแล้ว เราควรจะเชื่อกรรมวิธีการใดกันแน่ เราเองในฐานะที่เป็นเจ้าของชีวิต เราควรจะมีสิทธิที่จะเลือกว่า หากเราล้มป่วย หรือมีโรคขึ้นมา แล้วเราจะเลือกเอาวิธีไหนที่จะมาใช้ในการรักษาตัวเอง หรือไปแนะนำคนอื่น จริงๆแล้วแก่นแท้และสาเหตุของการเป็นโรคของมนุษย์นั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากการขาดสมดุลในร่างกายแทบทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จาก แรกเริ่มตั้งแต่เกิดมา ขณะที่ทารกยังต้องอาศัยนมมารดาอยู่นั้น ปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของเด็กทารกมีน้อยมาก ยกเว้นเกิดจากความผิดปกติทางร่างกายโดยกำเนิด เหตุที่เด็กทารกมีโรคน้อย เนื่องจากได้รับนมจากมารดาที่มีคุณค่าทางอาหารที่สมบูรณ์ ที่สำคัญคือ ได้รับเอ็นไซม์หรือน้ำย่อยสดๆจากน้ำนมย่อยอาหารแล้วนำไปหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่พอโตขึ้น การบริโภคอาหารแตกต่างกันไป บ้างก็เชื่อว่า วิธีการเลี้ยงลูกที่ดีที่สุด คือ ให้ทานนมหรืออาหารประเภทโปรตีนเยอะๆ บ้างก็เชื่อว่า อาหารที่ทานเข้าไปจะต้องผ่านขบวนการแปรรูปด้วยการฆ่าเชื้อปนเปื้อนให้สิ้นซากเสียก่อน และก็มีไม่น้อย เชื่อว่า อาหารที่ทานเข้าไปควรจะมีทั้งประเภทที่ทำให้สุก และของสดๆคละเคล้ากันไป วิธีการเลือกทางด้านการโภชนาการถือว่า เป็นสาเหตุสำคัญอันดับแรกที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆในมนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมเป็นพิษ พิษของสารพิษ สารกระตุ้น สารเพิ่มกลิ่น เพิ่มสี เพิ่มรสชาติ รวมทั้งความเครียด ก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อสาเหตุของการเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ เราไม่มีทางเลือกที่จะต้องมีชีวิตอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ แน่นอนที่สุด ปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ จึงเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงของมนุษย์และสังคม แม้ว่า เราไม่มีโอกาสที่จะเลือก ที่จำเป็นจะต้องอยู่ร่วมในสังคม ในบรรยากาศที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ แต่ทุกคน มีสิทธิที่จะเลือกในการที่จะบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยสามารถรักษาสมดุลในร่างกาย เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้โรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นในเวลาอันควร ดังนั้น ก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อนว่า ธรรมชาติของมนุษย์หรือสัตว์ทั่วๆไปนั้น เมื่อได้รับอาหารเข้าไปในร่างกาย ด่านแรกที่ทำการย่อยอาหารให้เล็กลง คือ ฟัน ที่ช่วยในการขบเคี้ยวและบดอาหารให้มีขนาดเล็กลง ก่อนที่จะกลืนลงไปในกระเพาะ อาหารจะอยู่ในกระเพาะของคนเราประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยกระเพาะจะทำการย่อยอาหารโดยอาศัยน้ำย่อยที่ติดมากับอาหาร หรือน้ำย่อยที่ร่างกายสร้างขึ้นมา ที่ส่วนใหญ่สร้างมาจากตับอ่อน มาถึงตรงนี้แหละ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ ที่เป็นเจ้าของชีวิตไม่ค่อยจะให้ความสำคัญ หรือไม่มีความรู้ที่แท้จริง การย่อยอาหารตรงนี้แหละ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ตัวเราเอง จะช่วยประคองรักษาชีวิตของตัวเองให้แข็งแรง เกิดภาวะสมดุลได้อย่างไร พอมาถึงตรงนี้ จึงเกิดคำถาม อันก่อให้เกิดมีการค้นคว้า ศึกษาวิจัยกันว่า ในอดีต ทำไมพวกเอสกิโม พวกมองโกเลีย รวมทั้งชาวพื้นเมืองที่จังหวัดปิอาด๊อท ประเทศบราซิล ส่วนใหญ่มีอายุยืนมาก ผลสรุปก็เป็นเพาะว่า มนุษย์กลุ่มนี้ ล้วนแล้วแต่ทานอาหารสดๆเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากอาหารสด จะมีน้ำย่อยหรือเอ็นไซม์ย่อยตัวมันเองในกระเพาะอาหารของคนได้ดีกว่า จากวิทยาการปัจจุบันได้ทำการพิสูจน์ออกมาแล้วว่า อาหารที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกายนั้น หากผ่านขบวนการแปรรูปด้วยความร้อนสูงเกิน 42 องศาเซลเซียสไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการอบ การทอด การตากแดดโดยตรง การหุง การต้ม การฉายแสง ล้วนแล้วไปทำลายเอ็นไซม์ที่ติดมากับอาหารโดยสิ้นเชิง ดังนั้น การที่เราทานอาหารสุกเข้าไปในร่างกาย ที่ไม่มีเอ็นไซม์ธรรมชาติติดเข้าไปเลยนั้น ถือว่า เป็นภาระที่ตกหนักที่สุดของร่างกาย เพราะตับอ่อน ที่มีความยาวเพียง 14 ซม.นั้น จะต้องทำงานเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว กล่าวคือ แทนที่ตับอ่อน จะสร้างเอ็นไซม์ไว้ใช้สำหรับนำเอาอาหารที่ถูกย่อยแล้วในลำไส้เล็กไปหล่อเลี้ยงร่างกาย(Metabolic enzymes) แต่ตับอ่อนจำเป็นจะต้องทำหน้าที่สร้างเอ็นไซม์อีกประเภทหนึ่ง(Digestive enzymes) ไปทำการย่อยอาหารเสียก่อน ซึ่งถือว่า เป็นการบังคับตับอ่อนทำงานหนักเกินไปในการสร้างเอ็นไซม์ย่อยอาหาร ทั้งๆที่เอ็นไซม์เหล่านี้ น่าจะมาจากอาหารที่เราบริโภคเข้าไป แต่เราไปทำลายมันเสียก่อน หากจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นในเชิงเปรียบเทียบ ก็เปรียบเสมือนว่า เรามีรถเก๋งราคาแพง กับรถปิ๊กอัพที่มีไว้บรรทุก เรากลับเลือกเอารถเก๋งไปบรรทุกของฉันใด ในเมื่อตับอ่อนถูกบังคับให้ทำงานหนัก ให้สร้างเอ็นไซม์สำหรับย่อยอาหารไปด้วย หากตับอ่อนไม่สามารถสร้างเอ็นไซม์ย่อยอาหารบางอย่างไม่เพียงพอ กล่าวคือ บางครั้งตับอ่อน อาจจะสร้างเอ็นไซม์ย่อยอาหารพวกแป้งให้เป็นน้ำตาลในร่างกายได้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน มันต้องสร้างเอ็นไซม์อีกประเภทหนึ่ง ที่จะต้องนำเอาน้ำตาลที่ถูกย่อยแล้วในเลือด เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย หากมันสร้างไม่ทัน หรือสร้างในปริมาณน้อยกว่าความต้องการ ก็จะเกิดการสะสมของน้ำตาลในเส้นเลือดมากยิ่งขึ้น บางครั้งอาจจะมากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ จึงถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ผู้นั้นก็จะเป็นโรคเบาหวาน โดยไตจะต้องรับงานหนักต่อในการที่จะทำหน้าที่กรองน้ำตาลออกจากระบบเลือด ก็จะก่อปัญหาเกี่ยวกับไตขึ้นอีก นี่เป็นการแค่ยกตัวอย่างว่า สาเหตุของการเกิดโรคเบื้องต้นสำคัญอยู่ที่โภชนาการและวิธีการบริโภค เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้เขียนเองในฐานะที่เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอยู่ 2 ชนิด คือ โรคภูมิแพ้ และเบาหวาน ในส่วนของภูมิแพ้นั้น จะเป็นอย่างรุนแรงทุกวันหลังจากตื่นนอน จนกระทั่งถึงสายๆ โดยมีน้ำมูกไหลและจามตลอดเวลา เคยเลือกทำการรักษาทางวิทยาการแผนใหม่ ด้วยการจี้เซลที่หลั่งสารฮีสตามีนที่โพรงจมูก ควบคู่กับทานยาแอนตี้ฮีสตามีนไปด้วย อาการค่อยบรรเทาไปได้ระยะหนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นแบบเดิม จะต้องเพิ่มยาแอนตี้ฮีสตามีนมากยิ่งขึ้น ซึ่งยาดังกล่าวสามารถยับยั้งอาการน้ำมูกไหล ไอ จามได้ แต่มันไปกดประสาท ง่วงนอน ไม่สดชื่น หงุดหงิดง่าย ผู้เขียนฝืนทนทำการรักษาด้วยวิธีนี้มานานกว่า 10 ปี จึงเปลี่ยนมาเป็นวิธีการเลือกการโภชนาการที่ถูกต้องและก็ได้ผลดีจนถึงทุกวันนี้ ส่วนปัญหาเรื่องเบาหวานนั้น ถือว่า เป็นเรื่องที่ได้รับถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์ ที่ฝ่ายแม่เป็นเบาหวานอย่างรุนแรง ญาติบางคนต้องถูกตัดแขนขาออก เมื่อเกิดแผลเป็นรักษาไม่หาย ผู้เขียนจึงมีปัญหาทั้งปริมาณน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์ในเส้นเลือดสูงมาก และต้องอาศัยการฉีดเอ็นไซม์อินซูลินเข้าช่วย เพื่อลดปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดลง แต่ยิ่งฉีดอินซูลินเข้าไปบ่อยครั้งเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนร่างกายยิ่งเสื่อมโทรมไปเรื่อยๆ และเกิดโรคแทรกซ้อนอีกหลายชนิด แต่พอทำการศึกษาเป็นที่เข้าใจแล้วว่า สาเหตุของการเป็นโรคเรื้อรังของเรานั้น แม้ว่าจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ก็สามารถบรรเทาความทุกข์ทรมาน และโรคแทรกซ้อนได้ด้วยวิธีง่ายๆ หลังจากที่ได้เข้าใจถึงสาเหตุดังกล่าวแล้ว ด้วยการทานอาหารสดๆ ที่มีเอ็นไซม์เข้าไปช่วยย่อยอาหารเอง โดยแบ่งเบาภาระไม่ให้ตับอ่อนเราทำงานหนักเกินไป นับว่าได้ผลดีมาก และปัจจุบันผู้เขียนไม่จำเป็นจะต้องใช้ยาแอนตี้ฮีสตามีน และฉีดอินซูลินเข้าไปอีกเลย และความรู้ดังกล่าวนี้แหละ ที่ได้นำมาประยุกต์กับสิ่งที่ผู้เขียนถนัด คือ เห็ด ที่หลายท่านอาจจะเข้าใจว่า เห็ดนั้น เป็นเพียงแค่อาหารเช่นเดียวกับผักธรรมดาเท่านั้น โดยไม่น่าจะมีประโยชน์สำคัญอันใดต่อร่างกาย ตลอดชีวิตที่ผู้เขียนอยู่ในวงการเห็ด นับตั้งแต่ทางครอบครัวมีอาชีพทำการเพาะเห็ดฟางเป็นอาชีพเสริม หลังฤดูเก็บเกี่ยว ที่จังหวัดแพร่ และเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับเห็ดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมา ตลอดจนได้รับเชิญจากองค์การสหประชาชาติ ให้ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดในประเทศต่างๆของเอเซียและแปซิฟิก อันได้แก่ ประเทศภูฎาน อินเดีย ศรีลังกา เนปาล ฟิลิปปินส์ และทวีปแอฟริกาอีกหลายประเทศ ตั้งแต่ ปี 2524-2548 ประกอบกับได้เห็นประเทศที่เจริญแล้ว ที่เคยทำการเพาะเห็ดได้ในปริมาณมาก เพื่อการส่งออก กลับหันไปเพาะเห็ดบางชนิดที่ง่ายกว่า ปริมาณน้อยกว่า แต่ทำเงินได้มากกว่า โดยแทนที่จะใช้เห็ดเป็นอาหารแทนผัก กลับเปลี่ยนไปทำการผลิตเห็ดเป็นยาแทน ซึ่งปัจจุบัน มีหลายประเทศ เช่น อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ได้ทำการผลิตเห็ดเป็นยาสำหรับรักษาโรคมนุษย์มากมายหลายชนิด ที่สำคัญที่สุด คือ ยาป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง และโรคเกี่ยวกับภูมิต้านทานบกพร่อง
แม้ว่าเราจะยอมรับว่า ต่างประเทศ เช่น จีน บราซิล เม็กซิโก หรือยุโรปตะวันออก ได้ค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับการใช้เห็ดเป็นยามาหลายพันปีแล้ว สำหรับประเทศไทยก็มิได้น้อยหน้าประเทศอื่นใดเลย เพราะเรามีการใช้เห็ดเป็นยามานานแสนนานเช่นเดียวกัน เพียงแต่หลักฐานเก่าแก่เช่นเดียวกับต่างประเทศยังหาไม่เจอ อาจจะเป็นเพราะสภาพดินฟ้าอากาศของเราร้อนชื้น หลักฐานที่มีการบันทึกในกระดาษหรือใบลานไม่สามารถเก็บไว้นานๆได้ อย่างไรก็ตาม มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานและมีการถ่ายทอดวิชาการในการใช้เห็ดเป็นยา เป็นมรดกตกทอดกันมานั้น พบว่า ปราชญ์พื้นบ้านในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ได้ใช้เห็ดพื้นบ้านมากกว่า 50 ชนิด ในการรักษาโรคของมนุษย์ ดังรายชื่อเห็ดบางส่วนในตารางข้างล่างนี้

รายชื่อเห็ดไทยพื้นบ้านเป็นยา
ชื่อเห็ด ชื่อวิทยาศาสตร์ ใช้รักษาโรค
เห็ดพิมาน เห็ดกระถินพิมาน เห็ดเกือกม้า เห็ดตีนหมี Phellinus rimorus มะเร็ง ฝีหนอง เสริมภูมิคุ้มกัน หูเป็นหนอง เริม
เห็ดจวักงูเห่า เห็ดหูช้าง เห็ดหลินจือแดง Ganoderma applanatum แก้พิษสารพัด ฝีหนอง ตับพิการ มะเร็ง ลดไขมัน
เห็ดบก Ganoderma sp. มะเร็ง ฝีหนอง แก้ฟกช้ำภายใน
เห็ดหิ้งเกือกม้า Heterobasidion annosum รักษาบาดแผล แก้พิษงู แผลจากงูกัด
เห็ดกลางตอ เห็ดหูช้างใหญ่ Ganoderma sp. มะเร็ง แก้พิษจากพืชและเห็ด
เห็ดหิ้งลาย เห็ดขอนหลากสี เห็ดหางไก่งวง Coriolus versicolor เอดส์ มะเร็ง สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ อัลซายเมอร์
เห็ดช้อนซ้อน Grifola frondosa มะเร็ง เอดส์ หนอง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ลดไขมัน
เห็ดเผาะ เห็ดถอบ Astraeus hygrometricus รักษาบาดแผล
เห็ดตาควาย Bulgaria inquinans รักษาบาดแผล
เห็ดตะปู้ลาย Calvatia lyathiformis รักษาบาดแผล
เห็ดจาวมะพร้าว Calvatia gigantean, Calvatia bovista รักษาบาดแผล ห้ามเลือด
เห็ดขาช้าง Sarcosoma mexicana รักษาบาดแผล
เห็ดลม เห็ดบด เห็ดกระด้าง Lentinus polychros แผลผุพอง มะเร็ง บำรุงเลือด พิษงู แมลงป่อง
เห็ดขอนขาว เห็ดมะม่วง Lentinus squarrosulus มะเร็งมดลูก ภูมิคุ้มกัน(เอดส์)
เห็ดต่งฝน เห็ดต่วงฝน Lentinus gigeateus บำรุงเลือด หัวใจ แผลผุพอง มะเร็ง
เห็ดร่างแห เห็ดเยื่อไผ่ Dictyophora duplicata บำรุงร่างกาย เสริมพลังทางเพศ บำรุงเลือด
เห็ดหูหนู เห็ดหูลั๊วะ Auricularia polytricha ไข้หวัด บำรุงเลือด แก้ไอ ริดสีดวง
เห็ดหูลั๊วะจีน เห็ดหูหนูจีน Auricularia auricular-judae ไข้หวัด บำรุงเลือด แก้ไอ ริดสีดวง
เห็ดหูหนูขาว Tremella fuciformis แก้ร้อนใน บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ
เห็ดพุงหมู เห็ดกรวย Clitocybe maxima บำรุงเลือด มะเร็ง แก้หวัดใหญ่
เห็ดตับเต่าเทาดำ เห็ดผึ้งดำ Boletus griseus ไข้หวัด วัณโรค
เห็ดตับเต่าทอง เห็ดตับเต่าดอย เห็ดผึ้งทอง Boletus edulis วัณโรค ยับยั้งมะเร็ง
เห็ดผึ้งทาม Boletus colossus ยับยั้งมะเร็ง วัณโรค เสริมภูมิคุ้มกัน
เห็ดขาแข็ง หรือเห็ดหูช้าง Amauroderma sericatum Wakef. ใช้ฝนทา และกินแก้โรคขาอ่อน
เห็ดจวักงู Amauroderma rogusum ใช้ฝนทา และกินแก้โรคขาอ่อน
เห็ดซิ่น หรือเห็ดหูช้าง หลินจือ Ganoderma applanatum แก้พิษจากพืชและเห็ด ฟกช้ำ มะเร็ง
เห็ดซิ่นเหลี่ยม เห็ดหลินจือ Ganoderma lucidum มะเร็ง เอดส์ เสริมภูมิต้านทาน บำรุงประสาท ลดความดัน
เห็ดหิ้งขนแข็งฟันสีม่วง Trichaptum abietinum มะเร็ง แผลผุพอง น้ำเหลืองอักเสบ
เห็ดหิ้งครีบ Lenzites betulina มะเร็ง แก้อาการอักเสบและหนองภายใน
เห็ดหิ้งชั้นน้ำตาลเทา Fomes formentarius มะเร็ง เสริมภูมิคุ้มกัน เอดส์
เห็ดหิ้งเทา Bjerkandera adusta มะเร็งปากมดลูก แผลเน่าเปื่อย บำรุงเลือด
เห็ดหิ้งหนาขนหยัก Inonotus hispidus ยาระบายอย่างแรง มะเร็ง
เห็ดขอนขน Coriolus hirsutus มะเร็ง เอดส์ แผลเน่าเปื่อย
เห็ดขอนรวงผึ้ง Polyporus mori มะเร็ง
เห็ดโคน หรือเห็ดปลวก Termitomyces albiceps แก้ร้อนใน ปวดท้อง บำรุงกำลัง
เห็ดหิ่งห้อย Coprinus atramentarius โรคมะเร็งผิวหนัง
เห็ดจิก Lopharia papyracea ถ่ายพยาธิ
เห็ดแครง เห็ดตับแก หรือเห็ดแก้น Schizophyllum commune ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด มะเร็งปากมดลูก
เห็ดหังลิง Hericium erinaceus บำรุงเลือด บำรุงสมอง อัลซายเมอร์
เห็ดทาทุ่ง เห็ดกระดุมทุ่งหญ้า เห็ดแพรก เห็ดหอมดิน Agaricus campestris ลดไขมัน หัวใจ มะเร็ง
เห็ดชานหมาก เห็ดแหวนสองชั้น Agaricus arvensis บำรุงร่างกาย หัวใจ มะเร็ง
เห็ดตับไก่ เห็ดผึ้งหวานแหวน Suillus luteus มะเร็ง แผลเน่าเปื่อย
เห็ดทัง เห็ดตะปู้ Calvatia craniformis แผลสด บำรุงเลือด มะเร็ง
เห็ดชงโค Lepista nuda or Tricholoma nuda สร้างภูมิต้านทาน บำรุงเลือด มะเร็ง
เห็ดตีนแฮด เห็ดตีนแรด เห็ดจั่น Tricholoma crussum สร้างภูมิต้านทาน บำรุงเลือด มะเร็ง
เห็ดหอยขม Panellus stipticus บำรุงเลือด หัวใจ ลดไขมัน
เห็ดหอยนางรม Pleurotus ostreatus ลดคอเรสเตอรอล หัวใจ มะเร็ง
เห็ดนางฟ้าภูฎาน Pleurotus eous ลดคอเรสเตอรอล หัวใจ มะเร็ง
เห็ดเป๋าฮื้อ Pleurotus cystidiosus ลดคอเรสเตอรอล หัวใจ มะเร็ง
เห็ดถ้วยน้ำตาล เห็ดจอกน้ำตาล Peziza versiculosa มะเร็ง บำรุงเลือด บำรุงสมอง
เห็ดถ้วยส้ม เห็ดจอกส้ม Peziza aurantia มะเร็ง บำรุงเลือด บำรุงสมอง
เห็ดหาดนม เห็ดฟานน้ำตาลอ่อน Lactarius volemus มะเร็ง ฝีหนอง
เห็ดพันปี เห็ดหิ้งขอบเหลือง Phaeolus schweinitzii บำรุงร่างกาย บำรุงเลือด มะเร็ง
เห็ดขอนหิน Polyporus tuberuster หอบ หืด แก้แพ้ ปวดหู หูอื้อ
เห็ดหิ้งแดง Pycnoporus cinnabarinus ลดไขมัน เลือดหมุนเวียนดี โรคหัวใจ แผลหนองภายใน
เห็ดเบี้ย Cryptoporus volvatus หยุดห้ามเลือด แผลสด ริดสีดวง
เห็ดขอยกรวยก้านขน Coltricia cinnamomea ริดสีดวง บำรุงเลือด
เห็ดปลวกขี้ไก่ Termitomyces microcarpus แผลเป็นหนอง หนองใน
เห็ดขาช้าง Sarcosoma mexicana สมานแผล ห้ามเลือด บำรุงร่างกาย
เห็ดปากหมู เห็ดจมูกหมู Sarcosoma javanicum สมานแผล ห้ามเลือด บำรุงร่างกาย
เห็ดตามด เห็ดคันหมี Daldinia concentrica ชักกระตุก ตะคริว
เห็ดนิ้วดำ Xylaria polymorpha บำรุงเลือด บำรุงน้ำนมหลังคลอด
เห็ดรังนก Cyathus stercoreus ตาบวม ตาอักเสบ แผลเน่าเปื่อย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมีความหลากหลายทางด้านชีวภาพ เป็นเหตุให้เรามีเห็ดที่มีคุณสมบัติเป็นยาที่ดีมากมายเช่นกัน แต่การใช้เห็ดเป็นยาในประเทศไทย ใช้กันในวงค่อนข้างจำกัดมาก ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ส่วนใหญ่มักจะถูกมองว่า เป็นกรรมวิธีของคนที่ไม่มีอันจะกิน อยู่ห่างไกลความเจริญ หรือไม่มีปัญญาที่จะหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว บางรายแม้จะมีประสบการณ์ในการใช้เห็ดเป็นยา แต่ก็ใช้แบบกล้าๆกลัวๆ ไม่ค่อยแน่ใจ ยิ่งมีข่าวเห็ดพิษเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ก็ยิ่งทำให้เกิดความสับสนมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขอถือโอกาสทำความเข้าใจในที่นี้ว่า เห็ด ก็คือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่ถือว่า เป็นพืช แต่เป็นพืชชั้นต่ำ เพราะมันไม่สามารถสังเคราะห์แสงหรือสร้างอาหารที่เป็นพลังงานได้เอง มันจึงจำเป็นต้องอาศัยเศษซากพืชเป็นอาหาร คำถามที่จำเป็นจะต้องอธิบายให้เข้าใจมีอยู่ว่า ในเมื่อเห็ดมันไม่มีฟัน มีแต่เส้นใย แล้วมันกินเข้าไปในเนื้อไม้ที่แข็งๆเข้าไปได้อย่างไร ตรงนี้ต่างหาก ที่จะนำท่านให้เข้าใจถึงความสุดยอดของเห็ดที่จะนำเอาไปเป็นอาหาร หรือผลิตเป็นยารักษาโรคต่างๆแก่มนุษย์ได้ กล่าวคือ การที่เห้ดย่อยอาหารที่แข็งๆได้ ก็เพราะมันสร้างเอ็นไซม์หรือน้ำย่อยออกมา(Extra-cellular enzymes)ขึ้นมาหลายชนิด เพื่อมาย่อยอาหารนั้นให้มีขนาดเล็กเสียก่อน แล้วมันจึงดูดเอาอาหารที่ย่อยสลายเข้าไปในเซลหรือเส้นใยของมัน สิ่งที่เส้นใยของเห็ดต้องการในปริมาณค่อนข้างมาก คือ พลังงาน มันมีความสามารถในการย่อยเซลลูโลส ลิกนิน ฮิมิเซลลูโลส แป้ง น้ำตาลได้อย่างง่ายดายโดยอาศัยเอ็นไซม์ดังกล่าว แต่ก็ปรากฎว่า มีน้ำตาลบางชนิด ที่เห็ดไม่สามารถย่อยได้ทั้งหมด แต่มันจะดูดซึมเข้าไปเก็บไว้ในเส้นใยของมัน เพื่อใช้เป็นฐานสร้างภูมิต้านทานในตัวของมัน น้ำตาลดังกล่าว คือ น้ำตาลเพ็นโตส(Pentose) ที่จับกันเป็นโมเลกุลจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Polysacharide of pentoses เห็ดส่วนใหญ่แทบทุกชนิด มีกลุ่มของน้ำตาลเพ็นโตสอยู่ สารสำคัญนี่แหละ ที่หากเราบริโภคเห็ดเข้าไป มันจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นได้ เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค หรือเสริมสร้างส่วนต่างๆที่สึกหรอ เพื่อให้เกิดสมดุลแก่ร่างกายได้ แต่การที่เห็ดมีกลุ่มของน้ำตาลเพ็นโตสอยู่นั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ด ที่บางเห็ด อาจจะเก็บกลุ่มของน้ำตาลเพ็นโตสในลักษณะที่ต่างกัน ทั้งในด้านของแข็น(Bond) ที่ต่างกัน ปริมาณหรือจำนวนของน้ำตาลที่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม สารดังกล่าวถูกยึดเหนี่ยวกันอย่างเหนียวแน่น แม้กระทั่งความร้อนในระดับน้ำเดือด ยังไม่สามารถที่จะทำลายได้ ดังนั้น การนำเอาเห็ดไปต้ม หรือสกัดด้วยสารช่วยสกัด เช่น แอลกอฮอล เพื่อแยกเอาสารดังกล่าวออกจากตัวเห็ดได้โดยไม่เสียคุณภาพ ดังจะเห็ดได้จาก ส่วนใหญ่ การใช้เห็ดเป็นยานั้น มักจะนำเอาเห็ดไปต้ม หรือตุ๋นเพื่อให้ตัวยาถูกแยกหรือสกัดออกมาได้ คำถามและปัญหาต่อมาจึงเกิดขึ้นว่า ในเมื่อกลุ่มของน้ำตาลเพ็นโตสที่เกาะกันอย่างเหนียวแน่ ไม่ว่าจะเป็นเอ็นไซม์ของเห็ด หรือนำไปต้ม ก็ไม่สามารถที่จะสลายตัวมันได้ แล้วร่างกายของมนุษย์จะนำเอาสารดังกล่าวไปใช้ได้หรือ? นี่คือ ปัญหาที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์มึนงง และต้องหาคำตอบให้ได้ และคำตอบที่ออกมา คือ ไม่มีอวัยวะส่วนไหนของร่างกาย ที่จะมีความสามารถพิเศษที่จะย่อยสารดังกล่าวได้ เมื่อเจอคำตอบเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ร่างกายของเราย่อยมันไม่ได้ แล้วมันจะเข้าไปในระบบต่างๆแก่ร่างกาย เพื่อไปกระตุ้นภูมิต้านทานได้อย่างไร คำตอบก็คือ เป็นเพราะว่า ในลำไส้ของมนุษย์นั้น มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากมายหลายชนิด มันจะทำหน้าที่ย่อยสารดังกล่าวเสียก่อน แล้วจึงจะถูกดูดเข้าไปในร่างกาย ด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่จะทานเห็ดเป็นยา เพื่อไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทานต่อต้านโรคต่างๆได้นั้น ต้องอาศัยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบย่อยอาหารเข้าช่วยด้วย
ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เป็นเพียงตัวอย่างของสารต่างๆที่มีอยู่ในเห็ดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จริงๆแล้ว เห็ดแทบทุกชนิดยังมีสารอีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ที่มีคุณสมบัติทางยา เช่น สารไตรเตอร์ปิน(Triterpene) เป็นสารประกอบกรดไขมัน สารเบต้ากลูแคน(B-glucans) วิตามินดี เกลือแร่ ซึ่งล้วนแล้วแต่ชาวยบำรุงร่างกาย และเสริมสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ขอให้ติดตามในรายละเอียดของเห็ดเป็นยาแต่ละชนิดได้จากเวปไซด์ ที่ได้นำเอาคุณสมบัติทางยาของแต่ละเห็ดกล่าวอย่างละเอียดในเวปนี้
สำหรับเห็ดกับการรักษามะเร็งก็เช่นกัน ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจว่า มะเร็ง ก็คือส่วนหนึ่งของเซลในร่างกาย ที่เกิดการสร้างขึ้นมาจากความผิดปกติของร่างกาย ที่อาจจะเกิดจากรรมพันธุ์หรือได้รับการกระตุ้นจากสารกระตุ้นต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง รังสี ควันบุหรี่ หรือมลภาวะทางอากาศ ในบรรดาเซลของร่างกายที่มีมากถึง 76,000 ล้านเซลนั้น แต่ละเซลมีขบวนการทางเคมีที่สลับซับซ้อนมาก แต่ละเซลมีชีวิตค่อนข้างจำกัดแล้วก็จะตายไป พร้อมทั้งมีเซลใหม่ถูกสร้างขึ้นทดแทน แต่เมื่อใดเซลใหม่ที่ถูกสร้าง เกิดมีอาการผิดปกติ ไปแย่งอาหารจากเซลอื่น ทำให้เซลอื่นตายไวกว่ากำหนดและมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว นั่นแหละคือ เซลมะเร็ง โดยปกติเซลมะเร็งจะมีความสามารถพิเศษในการแย่งชิงอาหารและอ๊อกซิเจนจากเซลดี ผ่านระบบเส้นเลือดฝอย มีการแตกตัวลุกลามอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การรักษาโรคมะเร็งในวิทยาการแผนใหม่นั้นทำอยู่ 2 วิธี คือ หาทางฆ่าหรือทำลายเซลมะเร็ง และหาทางตัดท่อลำเลียงอาหารที่เข้าไปเลี้ยงเซลมะเร็ง ซึ่งวิธีการฆ่าหรือทำลายเซลมะเร็งนั้น เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยการใช้สารเคมี หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า การทำคีโม(Chemotherapy) หรือการฉายแสง หรือทำการผ่าตัดเอาชิ้นส่วนของเนื้อร้ายออก กรรมวิธีดังกล่าว จะเห็นผลได้เร็วและสามารถยับยั้งเซลมะเร็งได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ผลข้างเคียงของการใช้สารเคมีหรือฉายแสงนั้น กลับกลายเป็นปัญหา สร้างความทุกข์ทรมาณแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง บางรายและเป็นส่วนใหญ่มักเสียชีวิตในระหว่างทำการรักษา ทั้งนี้เพราะกรรมวิธีดังกล่าว นอกจากจะไปฆ่าเซลมะเร็งแล้ว สารเคมีหรือรังสี ก็จะไปทำลายเซลที่ดีบางส่วนไปด้วย ทำให้เกิดผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรง ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้น กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่อย่างแพร่หลาย คือ การหาทางสกัดไม่ให้มีการนำส่งอาหารและอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงเซลมะเร็ง ซึ่งโดยปกติเซลมะเร็งจะมีคุณสมบัติพิเศษ ในการส่งสัญญานไปยังผนังของเส้นเลือด เพื่อกระตุ้นให้เส้นเลือดสร้างเส้นเลือดฝอย เพื่อเป็นท่อลำเลียงอาหารและอ๊อกซิเจนเข้าไปเลี้ยงเซลมะเร็ง ขบวนการสร้างเส้นเลือดฝอยด้วยการกระตุ้นของสัญญานนี้เรียกว่า ขบวนการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่(Angiogenesis) จากผลของการทดลองพบว่า มีเห้ดหลายชนิด สามารถสร้างเอ็นไซม์เข้าไปยับยั้งสัญญานคำสั่งของเซลมะเร็งได้ เช่น เห็ดกระดุมบราซิล ซึ่งมีสาร Pyroglutamate และ Ergosterol ที่ไปช่วยยับยั้งขบวนการนี้ได้ เห็ดช้อนซ้อน(Grifola frondosa) สร้างสารต่อต้านขบวนการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ด้วยการสร้างสาร VEGF เห็ดหิ้งพิมาน(Phellinus linteus) เห็ดหิ้งลาย (Coriolus versicolor) ก็ล้วนแล้วแต่มีความสามารถในการยับยั้งขบวนการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ดังกล่าวได้ ทำให้ปัจจุบัน ทั่วโลก หันมาทำการผลิตเห็ดหลายชนิดเป็นยา เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งเนื้อร้าย ด้วยอาศัยความเข้าใจในขบวนการทำงานของสารประกอบที่มีอยู่ในเห็ดต่างๆ ที่มีผลต่อการยับยั้งขบวนการสร้างเส้นเลือดฝอยไปสู่เซลมะเร็ง จะทำให้เซลมะเร็งฝ่อตายไปในที่สุด หรือนิ่งอยู่กับที่ ไม่เจริญลุกลามจนเป็นอันตรายแก่ชีวิต แม้ว่า การใช้เห็ดรักษาโรคมะเร็งผ่านขบวนการดังกล่าว อาจจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งจึงจะเห็นผล ไม่สามารถมองเห็นผลได้รวดเร็วเหมือนการใช้สารเคมี แต่เป็นวิธีการที่ปลอดภัยกว่า ไม่มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย จริงอยู่วิธีดังกล่าวอาจจะไม่สามารถถอนรากถอนโคนเซลมะเร็งเนื้อร้ายได้ แต่ก็ไม่ทำให้เซลมะเร็งเจริญเติบโตแพร่กระจายอย่างรวดเร็วอีกต่อไป อย่างน้อยก็สามารถยืดอายุผู้ป่วยโรคมะเร็ง ให้มีอายุยืนยาวขึ้นได้ และอาศัยอยู่ร่วมกับมะเร็งไปแบบต่างคนต่างอยู่
สำหรับท่านที่ต้องการสูตรยารักษาโรคต่างๆ ที่ใช้เห็ดเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ผสมสมุนไพรที่ถูกต้องและได้ผลนั้น ท่านสามารถติดตามได้จากเวปไซด์ดังได้กล่าวข้างต้น หรือติดต่อผู้เขียนได้โดยตรงที่อีเมล์ ที่ tbcbiotec@yahoo.com


[center]

anonmush
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ