รบกวนสอบถาม เรื่องการหมักน่ะครับ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

รบกวนสอบถาม เรื่องการหมักน่ะครับ

ตั้งหัวข้อ  tat_gun on Wed Sep 01, 2010 3:30 pm

สวัสดีครับ อาจารย์อานนท์
คือว่า เรื่องที่ผมถามมันอาจไม่ใหม่เท่าไร แต่ผมก็พยายามค้นหาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วครับ แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี
อึดอัดมากเลยมารบกวนอาจารย์น่ะครับ คือว่า

1.ผมเปรียบเทียบระหว่างวัสดุคือฟางและ/หรือวัสดุอื่นๆที่หมักจนเป็นสีน้ำตาลออกดำร่วนๆซุยๆเพื่อใช้เป็นหัวเชื้อเห็ดฟาง
กับฟางที่หมักเพื่อใช้เพาะเห็ดแชมปิญอง อันนี้สีดูคล้ำไปนิดหน่อย ไม่เห็นดำเเบบนั้นเลยครับ

คือไม่เข้าใจว่า ที่สีดำๆออกน้ำตาล ที่ใช้เป็นหัวเชื้อเห็ดฟาง แบบที่เขาขายกัน เรียกว่าปุ๋ยหมักรึเปล่าครับ
ส่วนเวลาเราหมักวัสดุเพื่อใช้เพาะเห็ดแชมปิญองและเห็ดอื่นๆ เราไม่ได้หมักจนเลยไปถึงขั้นเป็นปุ๋ยหมัก
แต่หมักพอมีกลิ่นหอมแบบเห็ดคือเเค่หมดกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย(ถ้าจำไม่ผิด)ใช่ไหมครับ
เพราะว่าดูมันไม่เละๆร่วนๆแบบหัวเชื้อเห็ดฟาง

2. ถ้าใช้จุลินทรีย์ ที่คนรวบรวมขึ้นเช่นUM92 แล้วนำไปหมักฟางเพื่อเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย
หลังหมักเสร็จ เราไม่ผ่านการอบไอน้ำเลย แบบนี้เชื้อเห็ดฟางมันจะสู้จุลินทรีย์ที่เราใส่เข้าไปได้ไหมครับ
ถ้าอบไอน้ำไม่ได้จริงๆ จะเอากองวัสดุที่หมักเสร็จแล้ว มาพึ่งลมให้พอหมาดๆ/แห้ง ก่อนเอาไปเพาะ
หรือว่าเอาที่หมักเสร็จแบบใหม่ๆไปเพาะเห็ดฟางได้เลยครับ

3.(แถม)ก้อนเชื้อที่เป็นหมันเหมือนของคุณมาลีและของผม จะสามารถนำไปปลูก
เห็ดฟางเหมือนก้อนเชื้อที่หมดรุ่นได้รึเปล่าครับ จะมีผลกระทบอะไรไหมครับ

ขอบคุณอาจารย์มากครับ
ธัชพงศ์


tat_gun

จำนวนข้อความ : 46
Join date : 11/07/2010
ที่อยู่ : กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดูเหมือนคำถามเรื่องปุ๋ยหมักกับการทำเชื้อเห็ดฟางมันงงๆอย่างไงชอบกล เหมือนกับที่คุณกำลังงงอยู่นั่นแหละ

ตั้งหัวข้อ  Anonmush on Wed Sep 01, 2010 9:23 pm

ผมไม่ทราบว่า คุณทำอะไรอยู่ ทำเชื้อเห้ดฟางขายหรือเปล่า หรือทำเห็ดแชมปิญอง เพราะคำถามคุณมันไขว้ไปมาชอบกล เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เรื่องของเห้ดฟางนั้น เขาจะทำกัน 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก เขาจะหมักปุ๋ยหมัก ที่เป็นหัวอาหารก่อน ส่วนใหญ่ สมัยก่อนจะใช้ขี้ม้ากับเปลือกเมล็ดบัว นี่คือ สมัยปี 2489-2518 จากนั้นเปลือกบัวและขี้ม้ามันแพง ขณะเดียวกันโรงงานปั่นนุ่นที่อ้อมใหญ่ไฟไหม้ รถดับเพลิงช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่ฉีดน้ำกันการลุกไปที่อื่น ผลสุดท้าย โรงงานถูกเผาวอดหมด น้ำที่รถดับเพลิงฉีดเข้าไปถูกนุ่น ไส้นุ่นบางส่วน ก็เปียกน้ำไปด้วย จากนั้นต่อมาอีกไม่กี่วัน ปรากฎว่า มีเห็ดฟางเกิดขึ้นเต็มไปหมด จึงมี นท.นรินทร์ บุหลั่น ทำเชื้อเห็ดฟางอยู่ที่หนองแค สู้กับราคาเปลือกบัวไม่ไหว ก็เลยลองเอาเปลือกนุ่น หรือไส้นุ่นหมักผสมเข้าไปด้วย โดยใช้ขี้ม้าสด 1 ส่วนโดยปริมาตร ผสมกับไส้นุ่นที่รดน้ำให้เปียก เมื่อบีปแล้ว จะมีน้ำเล็ดออกมาจากง่ามมือเล็กน้อย ใช้ 3-4 ส่วน ทำการหมักด้วยการกองให้สูงไม่เกิน 60 ซม. กลับกองทุกๆ 2-3 วัน ประมาณ 12-15 วัน ก็จะได้เป็นปุ๋ยหมักเอาไว้สำหรับทำหัวอาหาร แต่ถ้าเป็นขี้ม้า กับเปลือกเมล็ดบัว อาจจะต้องหมักนาน 22-30 วัน ทีนี้ปัจจุบัน ขี้ม้าก็แพง ไส้นุ่นก็หายาก จึงไม่มีใครใช้สูตรนี้กัน แต่หันไปใช้วัสดุอย่างอื่นแทน เช่น เปลือกหรือระแง้ข้าวฟาง ซังข้าวโพด ต้นถั่วเหลืองบด อะไรพวกนี้ มาผสมกันแล้วรดน้ำด้วยอาหารเสริมไบโอวัน แล้วใส่ปุ๋ยนาไป 1 กก.ต่อวัสดุแห้ง 100 กก. ทำการหมักเป็นกองสูงไม่เกิน 60 ซม. กลับกองทุกๆ1-2 วัน ประมาณ 10-15 วัน ก็จะกลายเป็นหัวอาหารสำหรับทำเชื้อเห็ดฟาง ทีนี้ การที่เราจะทำเชื้อเห็ดฟางนั้น เขาไม่ได้ใช้หัวอาหารที่เป็นปุ๋ยหมักทั้งหมด เขาใช้กันเพียง 10-20% เท่านั้น นอกนั้นจะเป็นขี้ฝ้ายข้าวตอกหรือขี้ฝ้ายดอก หรือผสมด้วยเปลือกถั่วเหลืองป่นละเอียดเข้าไปได้ยิ่งดี โดยนำเอาขี้ฝ้ายมาย่ำน้ำ หมายความว่า กระจายขี้ฝ้าย แล้วเอาน้ำรดผสมไบโอวัน กลับไปมา รดน้ำขนาดที่พอบีบหรือกำขี้ฝ้ายดู จะมีน้ำเล็ดออกมาจากง่ามมือเล็กน้อย แล้วก็เอาหัวอาหารที่เป็นปุ๋ยหมักที่หมักได้ที่แล้วนั่นแหละ โรยให้ทั่ว พร้อมทั้งกลับไปมา เพื่อให้หัวอาหารกระจายมากที่สุด จากนั้น จึงนำเข้าเครื่องตี แบบเครื่องตีน้ำแข็ง แล้วนำมากองให้สูงประมาณ 20 -30 ซม.ประมาณ 1-2 วัน จึงนำไปกรอกถุง แล้วนึ่ง เพื่อทำเชื้อเห็ดฟางขายกัน ก็มีเท่านี้แหละ เลยไม่ทราบว่า คุณไปเอาอะไรเกี่ยวกับเห็ดแชมปิญองมายุ่งอีรุงตุงนังไปหมด นี่ไง พอคุณไม่ทำเอง แล้วทำการค้นคว้ามากไป บางทีมันก็จะงงเช่นนี้แล ส่วนเรื่องการเพาะ ผมว่า คุณยิ่งงงไปใหญ่ เพราะคุณยังไม่เข้าใจ ธรรมชาติของธรรมชาติ และอุปนิสัยของเห็ดฟาง ไอ้ที่ว่า ไม่เข้าใจธรรมชาติของธรรมชาติ หมายความว่า ปกติแล้ว อะไรก็ชั่ง ที่เป็นเศษส่วนของพืช เมื่อมีความชื้น แล้วนำมากองไว้ มันจะถูกจุลินทรีย์ย่อยอาหาร ขณะที่จุลินทรีย์ย่อยอาหาร มันจะมีผลพลอยได้จากการย่อยหลายอย่าง เช่น ธาตุไนโตรเจนถูกย่อยให้มีขนาดเล็กลง น้ำตาลเชิงซ้อนถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลที่มีโมเลกุลเล็ก หรือขนาดเล็กลง ขณะเดียวกัน ในขบวนการย่อยของจุลินทรีย์ ก็จะมีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ หลักในการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยนั้น คุณจะเอาวัสดุเพาะไปฆ่าเชื้อไม่ได้ เราจะต้องอาศัยจุลินทรีย์ธรรมชาตินี่แหละทำการย่อยอาหารให้เห็ดฟาง และความร้อนที่ได้จากการย่อยนี่แหละ ที่จะไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อเห็ดฟาง ทำให้เห็ดฟางได้อาหาร ได้ความร้อนจากขบวนการย่อยของจุลินทรีย์ เมื่อเส้นใยเห็ดเจริญเป็นจำนวนมากและอาหารน้อยลงแล้ว มันก็จะมารวมตัวกันเป็นดอก หากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กล่าวคือ ต้องมีแสง อากาศ ความชื้นที่พอเหมาะ ผมว่าคุณสับสนไปหมด คุณกำลังคิดเรื่อง การเพาะแบบกองเตี้ยที่คาดว่า ง่าย ต้นทุนต่ำ โดยคุณไปเอาหลักการเพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือนมาใช้ มันคนละเรื่องครับ เพราะแบบโรงเรือนนั้น เราจะต้องให้จุลินทรีย์ย่อยอาหารให้แก่เห็ดให้หมดเสียก่อน แล้วเราก็ขอบคุณจุลินทรีย์ที่มันอุตส่าห์ปรุงอาหารให้ ด้วยการฆ่ามันเสีย จากนั้น เราก็ใส่เชื้อเห็ดเข้าไป แต่เป็นการทำในห้องที่ควบคุมสภาพแวดล้อมหรือในโรงเรือน ตรงนี้ เราต้องควบคุมบรรยายกาศที่เชื้อเห็ดต้องการเอง ไม่ใช่อาศัยผลพลอยได้จากจุลินทรีย์อีกต่อไป นี่คือ ความแตกต่างของ 2 ระบบ โดยแบบกองเตี้ย อาจจะดูง่ายจริง แต่โอกาสเสี่ยงสูงมาก เพราะเราไม่รู้ว่าจุลินทรีย์ที่ย่อยอาหารหรือปุ๋ยนั้น เป็นพวกที่มีประโยชน์ หรือเป็นเชื้อคู่แข่งเชื้อเห็ดกันแน่ ยิ่ง หากเป็นการเพาะซ้ำที่เดิม เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น ปัจจุบัน การเพาะเห็ดฟางเป็นอาชีพ จึงใช้การเพาะในโรงเรือนจะดีกว่า ผมว่า คุณลองทบทวนดีๆ ใจเย็นๆ บอกแล้วไงว่า เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่ใช้เวลาเพาะสั้นมาก เพียงไม่กี่วันก็ได้ดอกแล้ว แต่ทุกระยะการเจริญเติบโตของมัน หากคุณไม่เข้าใจ โอกาสที่จะไม่ได้ดอกเห็ดมีสูงมาก เขาจึงถือกันว่า เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่เพาะยากที่สุด ซึ่งเหมาะสำหรับนิสัยคนไทย ที่ชอบเสี่ยง และชอบลุ้น ครั้งไหนที่ทำการเพาะแล้วได้ผลดี ก็จะนั่งคุยนอนคุย เดินไปคุย ขับรถไปคุย เดี๋ยวนี้ โทรศัพท์ไปคุยว่า ตัวเองแน่ที่สุดในโลกแล้ว แต่พอบางครั้ง ทำทุกอย่างแบบเดียวกันหมด แต่กลับไม่ได้ผลเลย พอเป็นอย่างนี้ ก็จะหัวหดอยู่กับบ้าน คอยดูเพื่อนบ้านว่า ใครเพาะออกดีกว่า ก็ไปลอกเลียนแบบกันมา มันมีลุ้นดีครับ มาถึงตรงนี้ หากยังงงอยู่ ก็ค่อยๆพิจารณาดู หากคิดไม่ออกก็ถามมาได้เลย
ส่วนเรื่อง เห็ดนางรมเป็นหมัน เชิญมันออกมาจากโรงเรือนได้แล้ว แล้วเอามาเพาะเห็ดฟางได้ดีเลยครับ มันจะได้หาแค้นเสียที ช่วยบอกคุณสุมาลีด้วย ของแกเจอเชื้อเห็ดนางรม เป็นหมันพันเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ

Anonmush
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

เอ่ยชื่อผิดคน ไม่ใช่คุณสุมาลี ที่มีปัญหาเห็ดเป็นหมัน ที่ถูก คือ คุณมาลี

ตั้งหัวข้อ  Anonmush on Wed Sep 01, 2010 9:31 pm

ที่อ้างถึงว่า ฝากบอกคุณสุมาลีด้วยที่เพาะเห็ดนางรมเป็นหมันพันเปอร์เซ็นต์นั้น ที่ถูกต้อง คือ คุณมาลี ไม่ใช่คุณสุมาลี แต่ทั้ง 2 คนนี้มักจะส่งคำถามมาไล่เลี่ยกัน เลยผิดพลาด ต้องขอโทษในความผิดพลาด แล้วต้องขอโทษในการสะกดบางครั้งอาจจะผิดไปบ้าง เช่น คำว่า เห็ด พอพิมพ์เร็ว มักจะกลายเป็น เห้ด ไปก็ขออภัยด้วย

Anonmush
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

พอเข้าใจมากขึ้นเเล้วครับ

ตั้งหัวข้อ  tat_gun on Thu Sep 02, 2010 7:26 pm

ขอบคุณอาจารย์มากครับ ที่ช่วยให้ความกระจ่างเลยล่ะครับ

คือ ผมสนใจที่จะลองเพาะเห็ดฟางดู เลยทำแบบง่ายๆเพราะพื้นที่ในบ้านมีน้อยมาก เลยทำแบบตะกร้า
ทีนี้ด้วยอยากให้มันออกมาดีที่สุดเลยจับเอาหลายตำรามายำรวมกัน
เพราะว่าเวลาที่ผมดูสูตรอาหารในเน็ต เเล้วเอาส่วนที่เราคิดว่าดีมารวมกันก็จะได้อาหารรสชาติดีออกมา
แต่ดูเหมือนว่าเห็ด โดยเฉพาะตอนนี้คือเห็ดฟางมันจะไม่ใช่แบบนั้น

และ ที่เอาเห็ดแชมปิญองมาเทียบกับเห็ดฟาง ก็เพราะว่า มันต้องใช้ฟางมาหมักเหมือนกัน
ที่นี้เรื่องหมักก็มี
1.หมักวัสดุทำหัวเชื้อเห็ดฟาง ตอนแรกก็งง อยู่ดีๆสูตรก็บอกว่าใสนั่นโน่นี่
ไปเท่านั้นเท่านี้ แต่ก็ไม่รู้ที่ไปที่มา แต่พออ่านที่อาจารย์เขียนก็เข้าใจเลยครับ

2.หมักวัสดุเพื่อเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าในตะกร้าก็หมักแบบโรงเรือนได้
และจะได้ผลผลิตมากขึ้น แต่จริงๆคือไม่น่าจะใช่


วิธีแก้คือ ต้องทดลองต่อไปครับ โดยใช้วิธีในเวปที่เขียนโดยอ.อานนท์ เพิ่งค้นเจอครับ(http://www.ifarm.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=65:2009-10-31-06-05-26&catid=51:2010-02-04-11-29-35&Itemid=199)
ผสมกับวิธีที่น่าจะใช้ได้ แล้วถ้าได้ผลยังไงจะมาบอกครับผม ผมอยากทำอะไรให้มันดีเท่าที่จะทำได้น่ะครับ ตอนนี้ยังพอมีเวลาก็ลองผิด ลองถูก หาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เพราะว่าอ่านจากหนังสือแล้วมาทำจริง มันไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไรเลยครับ
ผมก็บ่นให้เพื่อนฟังบ่อยๆ Very Happy

สรุป ผมก็เขียนบรรยายไม่ค่อยถูก แต่ว่าตอนนี้เข้าใจมากขึ้นแล้วครับ

ส่วนตัวผมตอนนี้ กำลังเรียนอยู่ครับ ยังไม่ได้ปลูกเห็ดฟาง เห็ดแชมปิญองและ
ยังไม่ได้ทำหัวเชื้อเห็ดฟางและเห็ดต่างๆเพื่อค้าขายครับ แต่ศึกษาเป็นงานอดิเรก หาประสบการณ์ ความรู้ไปเรื่อยๆ
เรียนก็เครียดแล้ว เลยลองหาอะไรที่น่าสนใจแต่ก็มีความรู้และไม่เครียดจนเกินไปมาทำดู

ผมสนใจเรื่องเห็ดมานานมากแล้ว พอมีโอกาสลงมือทำ กับมีครูที่ดี ก็เลยช่วยให้ผมไปถูกทางได้ไวมากขึ้นครับ
ตอนนี้ที่บ้าน มีเเค่เชื้อเห็ดนางรมเป็นหมัน 12 ก้อน, เห็ดแครง 3 ถุง ที่ยอมออกดอกให้กินแค่ครั้งเดียว
(ปัญหาที่มันไม่ยอมออกดอกเพราะความชื้นครับ แต่แก้ยาก ที่มันน้อย เอาไปวางเห็ดนางรมที่เป็นหมันหมดแล้ว แต่น่าจะแก้ได้ไวๆนี้) และ เห็ดฟาง 1 ตะกร้า

ขอบคุณมากครับ
ธัชพงศ์

ปล. ขออนุญาติถามต่อครับ แต่ขอแยกไว้อันข้างล่าง จะได้ชัดเจนมากขึ้น


แก้ไขล่าสุดโดย tat_gun เมื่อ Thu Sep 02, 2010 8:55 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

tat_gun

จำนวนข้อความ : 46
Join date : 11/07/2010
ที่อยู่ : กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อาหารในวัสดุ หลังจากการหมัก

ตั้งหัวข้อ  tat_gun on Thu Sep 02, 2010 8:42 pm

ตามที่ผมเข้าใจ ปกติ การหมักมีเพื่อทำให้จุลินทรีย์เปลี่ยนสารอาหารให้อยู่ในรูปที่เล็กลง เห็ดสามารถนำไปใช้ได้ง่ายมากขึ้น
ที่ผมงงคือ ระดับของการหมัก ว่าหมักมากน้อยแค่ไหนและเป็นผลให้เหลือสารอาหารมากแค่ไหน

การหมักที่ผมแยกเองและยังไม่เข้าใจมี 3 แบบ คือ

1.การหมักฟางเพื่อปลูกเห็ดฟางในโรงเรือน เราจะไม่หมักจนเปื่อยยุ่ยเหมือนการหมักวัสดุต่างๆเพื่อทำเป็นหัวเชื้อเห็ดฟาง
แต่จะหมักแค่พอประมาณ เหมือนกับการหมักขี้เลื่อยเพื่อปลูกเห็ดในถุง เพื่อไม่ให้สารอาหารสลายมากจนเกินไป

2.การหมักวัสดุต่างๆเพื่อทำเป็นหัวเชื้อเห็ดฟาง
ที่ผมเห็น สังเกตุว่าจะหมักวัสดุต่างๆจนมันเปื่อยยุ่ยมากๆเป็นปุ๋ยหมักไปเลย แล้วผสมกับขี้ฝ้ายอีกทีเพื่อใช้เพาะเห็ดฟาง
ดังนั้นสารอาหารน่าจะสลายหายไปมากๆ แต่ก็น่าจะไม่เป็นไรเพราะว่าไม่ได้ใช้ทำให้เห็ดฟางออกดอก
แต่แค่ใช้เดินเส้นใยเฉยๆ

3.การหมักขี้เลื่อยเพื่อปลูกเห็ดในถุง จะไม่หมักถึงขั้นเปื่อยยุ่ยเป็นปุ๋ยหมัก แต่จะหมักแค่พอหอม
เพราะที่อาจารย์บอกว่าถ้าหมักมากไป มันจะสลายอาหารที่มีให้หายมากเกินไป และจะส่งผลไม่ดีต่อปริมาณเห็ด

คำถามคือ
1.การหมักฟางเพื่อปลูกเห็ดฟางในโรงเรือนและหมักขี้เลื่อยเพื่อปลูกเห็ดในถุง เหมือนหรือคล้ายกันใช่ไหมครับ
และ จะมีสารอาหารเหลือมากกว่าการหมักวัสดุต่างๆเพื่อทำเป็นหัวเชื้อเห็ดฟาง

2.ผมเห็นว่าการหมักทั้งสามแบบ เขาว่าก็หมักให้หอม(แบบเห็ด)เหมือนกัน
คือ ไม่มีกลิ่นเปรี้ยวแล้ว หมดกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย(ถ้าจำไม่ผิด)
เลยไม่เข้าใจว่า ถ้ามันหมักต่างระดับกัน ระดับสารอาหารที่เหลือก็ต่างกัน แล้วทำไมมันหอมแบบเห็ดเหมือนกันครับ

3.ตอนนี้ ผมหมักฟางเพื่อทำเป็นหัวเชื้อเห็ดฟางอยู่ แต่ปกติเห็นคนอื่นเขาไม่ทำกัน
ดังนั้น ถ้าผมจะใช้ฟางหมักเพื่อทำเป็นหัวเชื้อเห็ดฟางจะได้ไหมครับ

ถ้าผมเข้าใจผิดอย่างไร ขอรบกวนอาจารย์ช่วยแก้ไขให้ด้วยครับผม

ขอบคุณมากครับ
ธัชพงศ์

ปล. ผมใช้เวลาในการเขียนส่วนนี้นานมากๆเลยครับ ต้องแก้ไขหลายครั้ง เพื่อพยายามสื่อคำถามในใจผม ให้ออกมาตรงตามที่สงสัยมากที่สุดและเขียนให้สื่อได้เข้าใจง่ายมากที่สุดครับ

tat_gun

จำนวนข้อความ : 46
Join date : 11/07/2010
ที่อยู่ : กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ดูเหมือนว่า คุณเริ่มเข้าใจแล้ว และมีความงงหรือมั่วน้อยลง

ตั้งหัวข้อ  Anonmush on Fri Sep 03, 2010 5:59 am

นี่แหละ คือ ลักษณะของคนรู้มาก รู้จากการอ่าน รู้จากการค้นผ่านเน็ต ที่เป็นแหล่งความรู้ ที่สามารถเข้าได้ง่าย แต่เป็นความรู้ที่เขาบอกมาทั้งสิ้น นี่คุณอายุยังน้อย ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตที่ได้จากสนามรบจริง มันองต้องใช้เวลาอีกสักพัก แล้วคุณจะพิสูจน์ความจริงได้เอง เหมือนผมนี่แหละ ขนาดหัวหงอกเกือบเต็มหัวแล้ว ก็ยังจะต้องเรียนรู้มันไปอีกเรื่อยๆ ดูสิอย่างไม่นานมานี้ ประมาณ 3-4 ปี เห็นจะได้ ผมเพลินกับการผลิตหัวเชื้อเห้ดวันละหลายพันขวด และก็ผลิตหัวเชื้อเห้ดเป็นยา เช่น เห็ดถั่งเช่า เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดฮุนชิ เห็ดหลินจืออีกเดือนละหลายหมื่นขวด พร้อมกันนั้น ผมก็เปิดโอกาสให้คนมาพบ มาปรึกษา พอคนเขารู้ว่า อ.อานนท์กลับมาแล้ว ก็เฮโลมาหามาคุยในฐานะที่รู้จักกัน บางคนมีปัญหา แกก็เอาตัวอย่างของปัญหา เช่น ถุงเห็ดที่เป็นรา เป็นแมลง เป็นไรมาให้ดู แล้วเป็นไง ผลสุดท้าย ผมต้องใช้เวลาร่วมปีในการแก้ปัญหา คือ วันๆหนึ่งทำเชื้อ 3-4 พันขวด เชื้อมันก็เสียประมาณนั้นแหละ ทีแรกเส้นใยเดินดี เดินสวย แต่พอส่งไปถึงลูกค้า มันเสียหมด รวมๆกันแล้วเสียไปหลายแสนขวด เกือบหมดตัว ส่วนวิธีแก้ปัญหา ก็ตั้งสมมุติฐานกันร้อยแปดพันอย่าง เริ่มตั้งแต่กล่าวหาว่า ข้าวฟ่างซึ่งเป็นวัสดุหลักในการใช้ไม่ดี ก็เปลี่ยนเจ้าไปซื้อของคนอื่น มาทดสอบความงอก ส่งไปวิเคราะห์หาสารตกค้าง พนักงานบางคนก็บอกว่า หม้อนึ่งไม่ดี ก็เปลี่ยนหม้อนึ่งความดันใหม่ แบบตั้งใช้ไม่ได้ ก็เอาแบบนอน บางคนก็บอกว่า ล้างข้าวฟ่างไม่ดี แช่ไม่ดี เขี่ยเชื้อไม่ดี แม่เชื้อไม่ดี คือ อะไรก็ไม่ดีหมด ก็รื้อกันยกใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ วันๆหนึ่ง จะต้องเอาหัวเชื้อออกไปทำลายจนอายเทศบาลเขา ผลสุดท้าย มาเจอสาเหตุของปัญหาว่า ไอ้ที่เชื้อมันเสียจนเราจะเจ๊ง ต้องไปบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิที่ไหนใครว่าดี นั้น สาเหตุมาจากไอ้หรืออีไรไข่ปลานี่เอง ก็เพราะเราใจดีเกินไป ใครมาหา มาคุยเราก็รับหมด ดูสิที่ฟาร์มผม อุตส่าห์ทำให้ดูบรรยากาศร่มรื่น แล้วยังไม่พอกะว่า จะสร้างแพให้สวย เพื่อรองรับลูกศิษย์ลูกหา โดยหารู้ไม่ว่า บางคนอาจจะนำพาเอาเชื้อโรค ไร เข้ามาให้เราโดยเขาไม่เจตนา นี่แหละเป็นสาเหตุที่ผมได้ทำฟังแบคคิวขึ้นมา เพื่อปราบไรตัวร้ายโดยเฉพาะ และผลสำเร็จดังกล่าว มันก็กลายเป็นอานิสสงส์ให้แก่ผู้เพาะเห็ดรายอื่นๆ โดยเฉพาะ ผู้เพาะเห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดลม ที่มักมีปัญหาเรื่องไรไข่ปลา แล้วเกษตรกรส่วนใหญ่ ก็จะแก้ปัญหาด้วยการใช้สารเคมีแรงๆ และสุดท้าย เกษตรกรได้ตัดสินใจที่ผิดที่สุด คือ ส่วนมาก ไปใช้สารดูราแทร์หรือฟูราดานผสมเข้าไปกับวัสดุเพาะเห้ดเลย ซึ่งสารเคมีดังกล่าว มีความเป็นพิษต่อคนอย่างรุนแรง ไม่มีประเทศไหนเขาอนุญาตให้ใช้ แต่บ้านเราใช้กันจนสารเคมีนี้ขาดตลาด ที่พูดมาเสียยาวเหยียดก็เพราะอยากให้คุณรู้ว่า บางอย่าง คนจะต้องเจอด้วยตัวของคุณเอง ผมเจอแล้ว ผมเลยเข็ดเลยไง แล้วกลายเป็นว่า ตอนนี้ต้องระวังที่สุด แล้วพยายามที่จะงดไม่ให้ใครไปหา งดรับแขก งดรับโทรศัพท์ มุ่งแต่งานผลิตและงานวิจัยอย่างจริงจังเท่านั้น ส่วนสิ่งที่คุณบรรยายมานั้น แสดงว่า คุณก็เริ่มเข้าใจอะไรแล้วบางอย่าง
แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงอยู่ก็คือ คุณก็ยังสับสนอยู่ดีนั่นแหละ เพราะคุณไปเอาหลายเห็ดมาผูกกัน มันก็ทำให้คุณงงไปกันใหญ่ ผมว่าตอนนี้ คุณไม่ควร Delete แนวความคิดบางอย่างของคุณออกไป ผมว่าคุณน่าจะ Format มันใหม่เสียน่าจะดีกว่า ก็เหมือนเขาทำสมาธินั่นแหละ การทำสมาธิให้แน่วแน่และถูกต้องนั้น ให้เพ่งพินิจพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น อยากให้คำถามของคุณ ถามเป็นเรื่องๆ อย่าพยายามมั่วเอาเรื่องเห็ดนั้น มาอ้างใส่เห็ดนี้ ผลสุดท้ายคุณก็กลับไปมึนเหมือนเดิม เอาเป็นว่า วันนี้ที่คุณถามมาทั้งหมด เพื่อแก้ความมืนงงของคุณ ก็ขอตอบคำถามคุณข้อเดียว คือ ข้อสุดท้ายก็แล้วกันว่า ฟางนั่นแหละ คือ วัสดุที่ใช้เพาะและทำเชื้อได้ดีที่สุดอันหนึ่ง ก็ไม่แปลกเหรอ ที่เขาเรียกว่า เห็ดฟางไง ก็เพราะในอดีต เจ้าเห็ดนี้มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติบนกองฟาง แล้วระยะต้นๆที่มีการเพาะเห็ดฟางกัน เขาก็ใช้ฟางเป็นวัสดุเพาะ จำไว้เลยว่า ใสนตัวเห็ดหรือเส้นใยเห็ดทุกชนิดในโลกนี้ มันไม่มีฟันที่จะกินหรือเคี้ยวอาหาร มันจะต้องสารน้ำย่อย ที่เขาเรียกว่า Extracellular enzymes ซึ่งมีนับพันๆชนิด เอามาย่อยวัสดุเพาะ แต่เห็ดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเห็ดฟาง มันมีเอ็นไซม์เฉพาะที่เรียกว่า Adaptive enzymes ทำการย่อยอาหารเฉพาะที่มันกำลังกินอยู่ ดังนั้น หากคุณทำเชื้อที่มีฟางเป็นส่วนผสม เชื้อเห็ดฟางคุณก็จะมีเอ็นไซม์ย่อยฟาง เวลาคุณเอาเชื้อเห็ดฟางไปเพาะในฟาง เอ็นไซม์ในเส้นใยเห็ดมันมีอยู่แล้ว มันก็กินเข้าไปในฟางได้ง่าย ได้เร็ว และเชื้อเห็ดก็จะไม่อ่อน ไม่เสื่อม ไม่ชะงักง่าย แล้วคำถามของคุณมันก็ลงเอยว่า แล้วทำไมคนอื่นไม่ใช้หล่ะ ผมก็จะถามกลับว่า แล้วคุณจะไปแคร์ หรือไปยุ่งกับคนอื่นทำไม เขาไม่ใช้ก็เป็นเรื่องของเขาสิ อย่าเอามาเป็นสาระเลย ไม่เช่นนั้นคุณก็ไปไหนไม่ได้ มัวแต่ห่วงอยู่นั่นว่าทำไมคนอื่นเขาไม่ใช้ นี่แค่ยั่วอารมย์คุณเท่านั้น จริงๆแล้ว ขณะตอบเมล์นี้มันยังเช้ามาก กับบรรยากาศฝนตกหนักทั้งคืน น้ำกำลังจะท่วมฟาร์มผม คนงานก็กำลังวุ่นที่นานๆจะถึงวันนี้เสียที เพราะปลาผมมันกำลังจะนอกใจผม เมื่อคืนคนงานผมได้ปลาหมอเต็มถังเลย ผมจึงพยายามปลุกตัวผมเองให้หายงัวเงีย ที่นี้กลับมาตรงที่ว่า ทำไมเราจึงไม่เคยเห็นใครเอาฟางทำเชื้อเห็ดล่ะ ก้เพราะมันไม่สะดวกที่จะเอามาใช้ เพราะคุณจะต้องไปเสียเวลาเอาฟางมาสับ ต้นทุนมันอยู่ตรงนั้น แล้วนิสัยลูกค้าอีก เมื่อไหร่ เขาเห็นเชื้อเห็ดฟาง และมีฟางผสม เขาก็จะบอกว่า นี่เชื้อเห็ดไม่ดี เอาของถูกมาใช้ ด้วยเหตุนี้ คนทำเชื้อเห็ด เขาจึงไปเอาวัสดุอย่างอื่นมาผสมจนคนที่รู้มากอย่างคุณดูไม่ออกว่า ที่เขาผสมกันนั้นมันมีอะไรบ้าง ทีแยกไม่ออก ก็สรุปว่า นี่แหละคือ ของดี นั่นแหละครับมนุษย์ ทางยุโรปและญี่ปุ่นเขาถึงบอกว่า ค่าของสินค้าจริงๆแล้วมันแค่ 30% เท่านั้น ที่เหลือเป็นการปะแป้งแต่งหน้า แล้วโฆษณาดีๆเท่านั้น อะไรก็ขายได้ แต่หากคุณทำเชื้อเห็ดฟาง ที่ใครๆก็รู้ว่ามันธรรมดาๆ แม้ว่า เชื้อเห็ดของคุณจะดี จะแรง เขาก็ไม่ซื้อของคุณ เพราะเขารู้ทันคุณว่า คุณใช้อะไรทำ แต่ของที่เขาไม่รู้ จนปัญญาแบบนั้นขายได้ครับ สวัสดียามรุ่ง

Anonmush
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอบคุณมากครับ

ตั้งหัวข้อ  tat_gun on Fri Sep 03, 2010 5:15 pm

ที่อาจารย์แนะนำว่า อย่าให้จับเห็ดหลายๆชนิดมายำรวมกัน ผมจะลองทำดูครับ
เพราะว่า ตอนนี้พอยำกันมันก็เละจริงๆด้วย เละอยู่ในหัวผม
ผมคงต้องลองนั่งสมาธิบ้างแล้ว ไม่ได้นั่งมาซะนาน
จะได้สงบ รอบคอบมากขึ้น และจะได้format(จัดรูปแบบ) สิ่งที่อยู่ข้างในหัวใหม่ด้วย

ส่วนที่ว่าผมยังไม่ค่อยได้ลงมือทำจริงนั้น ถูกต้องอย่างมากเลยครับ
ผมสังเกตุตัวเองว่า ผมพยายามอ่านหนังสือให้มากๆเพื่อพอไปทำจริงจะได้ไม่เกิดปัญหามาก
แต่พอทำจริงๆก็ต้องแก้ไข และปรับปรุงหลายอย่าง
ซึ่งมันก็คล้ายเรื่องที่อาจารย์เล่าเรื่องไรไข่ปลาน่ะครับ
ว่าต้องเจอกับตัวเอง แล้วมันจะจำไปอีกนานแสนนาน
หรืออาจจำไปจนวันตายเลยครับ เป็นประสบการณ์ที่มีค่าอีกชิ้นหนึ่งในชีวิตผม

ขอบคุณอาจารย์มากครับ
ธัชพงศ์

tat_gun

จำนวนข้อความ : 46
Join date : 11/07/2010
ที่อยู่ : กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ