การเพาะเห็ดในไม้ แค้นนี้ที่อยากชำระ ตอนที่ 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

การเพาะเห็ดในไม้ แค้นนี้ที่อยากชำระ ตอนที่ 2

ตั้งหัวข้อ  anonmush on Wed Sep 08, 2010 9:09 am

ใครที่อ่านตอนนี้ หากอยากจะประติดประต่อแล้วละก็ กรุณาไปอ่านเริ่มต้นเสียก่อน เพราะผมกำลังจะเอาตัวละคร จากเรื่องจริงในอดีต ที่ผ่านชีวิตมา ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น แต่พอใครสนใจแล้วติดตามเรื่องจริงแห่งชีวิตเรื่องนี้แล้ว มันอาจจะดูคล้ายๆนิยายน้ำเน่า แต่ขอรับประกันว่าเป็นเรื่องจริงทุกประการ(ก็ดี หากเป็นประเภทน้ำเน่า ก็อาจจะมีสักวันหนึ่ง มีคนเอาไปเขียนเป็นบทละครน้ำเน่า ก็เป็นไปได้) พอผมผ่านด่านแรกไปแล้ว โดยท่านศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์อุมาลี(ต่อไปจะพูดสั้นๆว่า ดร.อุมาลี) จัดแจงเรื่องงานแต่งงานให้ผม โดยท่านเป็นคนออกค่าใช้จ่าย และก็ถอดเอาสูทที่ท่านเพิ่งไปตัดมา เป็นผ้าขนสัตว์ ราคาแพงมาก(ใส่แล้วร้อนเป็นบ้า ยังกับมีใครเอาฮีทเตอร์เป่าเข้าไปด้วย ยังงั้น) ลืมบอกไปว่า เจ้าสาวของผมสมัยนั้น ก็คนเดิม และคนเดียวนั่นแหละ ที่เป็นกรรม เป็นเวร จำใจต้องอยู่ด้วยกันมาเป็นปลาท่องโก๋ โดยเขานั่นแหละ คือ ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เพราะเขาเป็นคนลงมือทำเอง ผมมีหน้าที่สั่งกับสั่ง แล้วเอาผลงาน(ไม่ได้ขโมยน๊ะครับ)อย่างถูกต้องตามกฎหมายของแกนั่นแหละมาสอนใครต่อใคร วันนี้จึงขอเปิดเผยชื่อเจ้าสาวคือ น.ส. เยาวนุช ตั้งสกุล เป็นลูกศิษย์อบรมเห็ดของกรมวิชาการเกษตร รุ่นที่ 3 ปี 2520(นี่ไงที่เขาว่า เลี้ยงช้าง ก็ต้องกินขี้ช้าง ผมก็ใช้ตำรานี่แหละ ที่สอนไป ก็พยายามหมายตาหาเมียจากคนอบรมเห็ดนี่แหละ แต่มีโอกาสดีๆเพียงครั้งเดียวเท่านั้นครับ ตอนนี้หมดสิทธิไปแล้ว) ตอนหลัง น.ส. เยาวนุช ตั้งสกุล ก็เปลี่ยนมาเป็น นางเยาวนุช เอื้อตระกูล ตราบทุกวันนี้ เอาล่ะด่านแรกผ่านไป ด่านที่สอง ที่ผมยืนยันนั่งยัน ที่ไม่อยากไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ด ที่ประเทศภูฎานก็เพราะ ผมพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น แล้วผมกลัว และอายมากที่จะพูด จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่จะให้ผมไปสอนคนต่างประเทศ เอาล่ะซิ ทางกษัตริย์ภูฎานก็ทรงเร่งให้รีบส่งผมไปไวๆ(ต้องขอโทษน๊ะครับ ผมใช้ราชาศัพท์ไม่เป็น ที่ถูกไม่รู้ว่า ทรงเร่ง ทรงพระเร่ง เอาเป็นว่า พวกเราสามัญชนเข้าใจก็แล้วกันว่า ท่านเร่งให้ส่งตัวผมไป) แต่ ดร.อุมาลี ก็ยังไม่สามารถเจรจาผมได้ และท่านก็มีปัญหาในเรื่องของขั้นตอนการจ้างผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย เพราะอยู่ๆ ท่านจะจ้างผมไปเป็นผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาตินั้น ผมจะต้องมีผลงานทางวิชาการปรากฎให้เห็นทั่วไปเสียก่อน โดยจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส หรือ จีนเท่านั้น แต่ของผมไม่มีอะไรเลย เรื่องนี้แกจึงสั่งการให้ Dr. R.S Rao ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การดูแลประเทศภูฎาน เอาหนังสือเห็ดทุกอย่างที่ผมเขียนเป็นภาษาไทย ไปจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษาแปลจากไทยไปเป็นภาษาอังกฤษ มีด้วยกัน 3 เรื่อง คือ การเพาะเห็ดฟาง การเพาะเห็ดในขอนไม้ การเพาะเห็ดนางรมในถุง หมดค่าแปลและค่าพิมพ์ไปหลายแสนบาท ทำเป็นเล่มแจกไปทั่วโลก ใครอยากได้ ให้ไปหาเอาที่ห้องสมุด ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เจอแล้ว ถ่ายเอกสารมาเผื่อด้วย เพราะของผมก็เอาไปแจกคนอื่นเขาหมดเช่นกัน) ก็เงื่อนไขเรื่องผลงาน ถือว่าผ่าน ก็เหลือเรื่องภาษานี่แหละ และแล้ว ดร.อุมาลี ท่านก็เชิญผมไปทานข้าวที่บ้าน ที่ซอย 23 ถนนสุขุมวิท แล้วท่านก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านจะส่งผมไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศภูฎานเสียก่อนสัก 6 เดือน แล้วผมค่อยเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งท่านได้ว่าจ้างอาจารย์สอนไว้แล้ว สวยด้วย โดยขณะที่เรียนภาษาอังกฤษนั้น ผมก็จะได้รับเงินเดือนเป็นเงินดอลลาร์เท่ากับเงินเดือนของผู้เชี่ยวชาญเริ่มต้น คือ 3,500 ดอลลาร์ เท่านั้นเอง พอท่านเอาเงินเข้าล่อ รับเลย เพราะคำนวณดูแล้ว ตอนนั้น ผมเงินเดือนแค่ 1,6667.63 บาทเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า นี่ขนาดเขาเกณฑ์ไปเรียนภาษาอังกฤษ แค่เดือนเดียว เท่ากับเรารับราชการ 2 ปี แล้ว 6 เดือนมันจะเท่าไหร่ แล้วเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วมันต้องได้มากกว่านั้น ผมดีใจจนวันนั้น ท่านภรรยาท่าน ซึ่งก็เป็นลูกศิษย์ผมทำอะไรมาให้ทาน ผมฟาดเรียบหมด และด้วยความดีใจนี่แหละ ก็รีบขับรถปิ๊กอัพสีเขียวของกรมกลับบ้านอย่างรวดเร็ว โดยจำไม่ได้เลยว่า ขับรถผ่านถนนสายไหน แต่ก็ถึงบ้านโดยปลอดภัย แต่หลังจากนั้นอีกสัก 2 สัปดาห์เห็นจะได้ ภรรยาของ ดร.อุมาลี โทรมาบอกผมว่า วันที่ผมขับรถกลับนั่นแหละ ผมอาจจะขับรถออกจากบ้านท่านไวไปหน่อย ผมเลยเหยียบลูกสุนัข(หมา) ที่ท่านรักมาก ท่านเพิ่งเอามาจากประเทศภูฎานทางเครื่องบิน ผมก็เลยถามท่านว่า แล้วทำไมไม่บอกผมตั้งแต่ผมทับมันแบนติดกับพื้นเลยล่ะ ท่านบอกว่า ดร.อุมาลีเสียใจมาก ที่ลูกหมาท่านตาย แต่ก็ไม่อยากจะบอกให้ผมทราบทันที เพราะกลัวผมจะตกใจ และจะไม่รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ นี่ไงคุณประวัติ คุณธัชพงค์(ขอยืมคุณทั้งสองมาเป็นลูกบอลในเนื้อเรื่องหน่อย เพราะเขียนและเหงาเหลือเกิน เล่ามาตั้งนาน มีผู้ชมอยู่แค่ 2 คน ก็ไม่เป็นไร ก็จะพยายามฝืนเล่าต่อก็แล้วกัน) ทีนี้ผมก็เตรียมตัวที่จะไปภูฎาน แต่ก็ห่วงมากๆว่า นี่เราเพิ่งแต่งงาน แล้วเราจะปล่อยให้เมียเรานอนเหงาอยู่คนเดียวได้ไง มันกังวลไปหมด กังวลแม้กระทั่งเราจะกินอะไร และหากเราไปอยู่หลายปี แล้วเราจะอยู่ จะกินอาหารไทยอย่างไร แต่กฎขององค์การสหประชาชาติ หากเราไปประจำประเทศไหนใหม่ เขาจะอนุญาตให้นำของไปได้ 1,800 กก.ทางเครื่องบิน หรือ 7,000 กก.ทางเรือ ผมเลือกทางเรือครับ เพราะผมกำลังจะเตรียมเสบียงกรังออกรบเต็มอัตราศึกเลยครับ ไม่ว่าเตาอั่งโล่ เตาแก๊ส โต๊ะ เตียง หม้อหุงข้าว ข้าวเหนียว 1 ตัน มาม่า ยำยำ ซื้อจนหมดร้านเลยทีเดียว แล้วอาหารกระป๋องอีกประมาณ 1 ตัน จำเป็นจะต้องเช่าโกดังต่างหากเก็บ เอาล่ะเรื่องนี้เก็บไว้ก่อน เอาเรื่องตอนเดินทางไปเป็นผู้เชี่ยวชาญครั้งแรกดีกว่า เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆที่ต้องเดินทางออกนอกประเทศ นั่งเครื่องบินครั้งแรก ผูกไท ใส่สูท ที่จะต้องผูกไทเอง เพราะสมัยเป็นนิสิต ก็ให้เพื่อนเป็นคนผูกให้ แต่ช่วงนั้นยังไม่มีเครื่องบินบินตรงไปภูฎาน ต้องบินโดยสายการบินไทย ไปลงเมืองกัลกัตตา แล้วต่อสายการบินแอร์อินเดียไปลงสนามบินในประเทศที่เมือง Bagdoga ที่อยู่ห่างจากประเทศภูฎาน 160 กม. ต้องเดินทางโดยรถยนต์ต่อไปอีก 3-4 ชม. การเดินทางครั้งนี้ ได้มีการซักซ้อมและวางแผนกันอย่างดีว่า เมื่อถึง Bagdoga แล้ว จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้อาวุโส ชื่อ Prof. Dr. Romesh Chandra มารอรับ ถือว่าสบายมาก เพราะเราไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งเครื่องบินไปถึงก็จะมีคนมารับอยู่แล้ว แต่พอไปถึงประมาณ สี่โมงเย็นเกือบห้าโมงอยู่แล้ว รออยู่พักหนึ่งก็ไม่เห็นใครมารับเลย แล้วเครื่องบินก็ออกไปเสียแล้ว ดูรอบๆมันช่างแสนสกปรกเหลือเกิน แล้วยังไม่พอได้กลิ่นแกงกระหรี่คลุคลุ้งไปหมด ผมรอแล้ว รออีก ก็ยังไม่มีใครมารับ จนกระทั่งเขาจะปิดสนามบินแล้ว พนักงานสนามบินเลยพาผมไปส่งสถานีตำรวจ เพราะผมไม่รู้จักใคร พูดภาษาอังกฤษก็ไม่เป็น แล้วยุงแขกมันร้ายกว่ายุงไทยเสียอีก โอยชีวิตมันช่างลำบากอะไรเช่นนี้ หรือว่า เราจะต้องมาตายเพราะยุงแขกหรือไง พอไปถึงโรงพัก ก็ไปเจออีตาคนหนึ่งอายุมากแล้ว หัวขาว หน้าตาออกแขก ก็มาที่สถานีตำรวจ เพื่อมาแจ้งหาผู้เชี่ยวชาญที่ชื่อ Anon Auetragul อ้าวอีตานี้เอง ที่ผมเจอที่สนามบิน แต่เราก็ไม่คิดว่า คนที่มารับเราจะเป็นแขก คิดว่า เป็นฝรั่ง แล้วแกเองก็ไม่คิดว่า ผมคือ ผู้เชี่ยวชาญ แกคิดว่า ผมเป็นเด็กนักเรียน เพราะสมัยนั้น คนไทยนิยมส่งลูกหลานไปเรียนที่เมือง Darjiling ที่เป็นโรงเรียนของคนอังกฤษที่นั่น แล้วผมดันตัดผมเกรียนเหมือนนักศึกษาเสียด้วย นี่เป็นการรอดตายยกแรกในชีวิตของการเดินทางไปต่างประเทศ เราก็นั่งรถไปด้วยกัน โดยแกก็พยายามเล่าอะไรต่ออะไรให้ฟังอย่างสนุกสนาน(ดูจากสีหน้าแก) แต่ผมไม่รู้เรื่องเอาเลย เพราะแกเป็นแขก ลิ้นแกรัวมาก ผมก็ได้แต่ Yes แล้วก็ Yes ไปตลอด ไม่กล้า No เพราะเราไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ขนาดผมงั่วจะตายอยู่แล้ว แกก็คุยๆๆๆๆๆๆอยู่นั่นแหละ ผมก็หลับไป พร้อมทั้ง Yes ไปด้วย โอ้ยต้องใช้เวลากว่า 4 ชม. แม้ว่า ระยะทางแค่ 160 กม.เท่านั้น เนื่องจากรถบรรทุกเยอะมาก และแต่ละคันมันจะเขียนข้างหลังว่า Please blow horn ผมก็แปลออกว่า กรุณาเป่าเขา(ตอนนั้นแม้ว่า ผมพูดไม่เป็น แต่ก็ถือว่า ผมไม่แพ้ใครเรื่องแกรมม่าและศัพท์ ดังนั้นพอแปลได้) ที่แท้จริง เขาหมายความว่า หากเจ้าอยากจะแซง ให้กดแตรบอกเขา ก็ไปถึงเมืองชายแดน ที่เมืองพุนชูลิ่ง(Phuntsholing) ครับ โดยเขาจัดให้เข้าพักห้องรับรองอย่างดี ของโรงแรมชั้นหนึ่งที่นั้น เป็นโรงแรมในเครือ Weicome Group ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย โดยลุงกษัตริย์ที่มาเชิญผมนั่นแหละเป็นเจ้าของ พอผมเข้าไปในห้อง ต้องตกตะลึงถึงความสวยงามของห้อง ที่เพรียบพร้อมไปด้วยสิ่งบริการชั้นดีครบครัน แต่ก็ด้วยความเพลียแบบสุด เลยแผ่ถลาอยู่บนเตียงแบบดับเครื่องเลยล่ะ น้ำก็ไม่อาบ ข้าวก็ไม่กิน มาสะดุ้งตื่นอย่างแรงอีกที ก็ตอนได้ยินเสียงเคาะประตู แล้วมีคนพยายามไขกุญแจเข้ามา พอเปิดประตูออกมาตกใจแทบช๊อค เพราะเป็นทหารรักษาพระองค์มาขอเข้าพบ (หลังจากเข้าห้องไม่ถึงชั่วโมง) แล้วเขาบอกว่า เขาพยายามเคาะประตูนานมากแล้ว ตอนแรกก็เคาะเบาแบบให้เกียรติกัน ตอนหลังเพิ่มความหนักขึ้น ก็ยังไม่มีใครมาเปิดประตู จนกระทั่งเขาคงคิดว่า เราคงแน่นิ่งแน่ๆ จึงไปขอให้ผู้จัดการไปเอากุญแจสำรองมาเปิดให้ พอผมงัวเงียเปิดประตูแล้วเจอทหาร เขาบอกว่า พรุ่งนี้ตอน 10 โมงเช้า ให้ผมไปเข้าเฝ้า แล้วให้ไปบรรยายเรื่องเห็ดต่อหน้ากษัตริย์พร้อมทูตานุทูตอีกประมาณร่วมร้อย เท่านั้นแหละครับ จึงถึงบางอ้อว่า ผมโดน ดร.อุมาลีหลอกเสียแล้ว ไหนว่าจะให้ผมไปเรียนภาษาอังกฤษ พอเอาเข้าจริงๆ เล่นเอาผมไปชกรุ่นแฮฟวี่เวทเลย ผมก็เลยขออนุญาตเป็นลมต่อ แล้วเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เอาไว้ว่างๆจะเล่าต่อ และก็จะเข้าเรื่องเห็ดในขอนไม้ด้วย ขอให้ใจเย็นๆ เพราะเรื่องนี้ มันอัดอั้นมานานแล้ว ไม่รู้จะไปเล่าให้ใครฟัง ลูกมันก็ไม่อยากฟัง ก็พอดีมีคุณ 2 คนนี้แหละที่ยังทนฟังผมอยู่ ขออนุญาตไปทำหัวเชื้อต่อ เพราะทำไม่ทัน ลูกน้อง ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้านายผม มันมาตามให้ไปทำงานตามหน้าที่แล้ว บ๊ายๆๆๆๆ

anonmush
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

สนุกและน่าติดตามมากครับ

ตั้งหัวข้อ  KaiOtoko on Wed Sep 08, 2010 10:17 am

สนุกมากๆ ครับ อาจารย์ เหมือนอ่านนิยาย บวกกับสาระคดีนำเที่ยว แล้วก็กำลังจะบวกกับหนังสือวิชาการด้วย อ่านแล้วไม่มีเบื่อเลยครับ แถมได้ความรู้อีกด้วยครับ อาจารย์มาเล่าต่อเร็วๆ นะครับ ผมรออ่านอยู่ Very Happy
ประวัติ

KaiOtoko

จำนวนข้อความ : 121
Join date : 11/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: การเพาะเห็ดในไม้ แค้นนี้ที่อยากชำระ ตอนที่ 2

ตั้งหัวข้อ  sekwachara on Wed Sep 08, 2010 11:27 am

You're my IDOL,Professor....
What's a wonder history!
Funniest>>>WoWWW... sunny cheers farao

sekwachara

จำนวนข้อความ : 4
Join date : 22/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านด้วยคนค่ะ

ตั้งหัวข้อ  sumalee on Wed Sep 08, 2010 1:44 pm

สวัสดีค่ะอาจารย์อานนท์ที่เคารพ
ดิฉันติดตามอ่านบทความของอาจารย์มาโดยตลอด แม้ว่าตอนนี้อาจไม่มีปัญหามาถาม อะไรเอ่ยอาจารย์ ฮิฮิ
แต่อาจารย์ได้โปรดทราบไว้เลยว่า เป็นสิ่งที่วิเศษมากที่สมาชิกทุกท่านสามารถเข้ามาอ่านเพื่อเป็นการสั่งสมประสบการณ์
เพื่อจะได้นำมาประกอบอาชีพต่างๆ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับบัญชีมาเกือบครี่งทาง ไม่มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ
การเกษตรเอาเสียเลย ก้อมีอาจารย์นี่แหล่ะค่ะที่เป็นที่พึ่งทาง email ให้กับดิฉันได้ยามที่ดิฉันมีปัญหา(เรื่องเห็ดค่ะ)
เป็นแรงใจให้อาจารย์กับอาจารย์เยาวนุชนะคะ รบกวนอาจารย์ประชาสัมพันธ์ผ่าน webboardได้ไหมคะเรื่องรายละเอียด
เกี่ยวกับแรลลี่เห็ดค่ะ
ด้วยความเคารพค่ะ
สุมาลี คล้ายเกตุ (สมาชิกP92/2439)

sumalee

จำนวนข้อความ : 46
Join date : 12/07/2010
Age : 47

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ใครๆก็ติดตามอ่านเรื่องของอาจารย์ครับ สนุกดีครับ

ตั้งหัวข้อ  tat_gun on Wed Sep 08, 2010 6:51 pm

เรียน อาจารย์อานนท์ครับ
ผมคิดว่า ใครๆเขาก็มาติดตามดูกระทู้ในนี้ทั้งนั้นล่ะครับ ก็มีโพสต์บ้าง ไม่โพสต์บ้าง
แต่ผมสังเกตุว่า เดี๋ยวนี้คนถามเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนนะครับ
ผมไม่อยากให้อาจารย์ปิดบอร์ดหรอกครับ ผมว่าทุกคนก็เช่นกัน จะได้เจออาจารย์ได้บ่อยๆน่ะครับ

แล้วก็เรื่องที่อาจารย์ต้องบรรยายเรื่องเห็ดต่อหน้ากษัตริย์พร้อมเหล่าทูตานุทูตอีกประมาณร่วมร้อย เท่านั้น
ทั้งที่เพิ่งมาถึงแป๊บๆ ผมว่าคงต้องมีสาเหตุมากจากที่อาจารย์ไปบังเอิญเหียบลูกหมาของดร.อุมาลี แน่เลยครับ
ดร.เขาเลยแอบอุบเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
(ผมปล่อยมุขที่ไม่ค่อยฮาน่ะครับ ถ้าไม่สุภาพต้องขออภัยด้วยครับผม)

ปล.ตอนแรกเขียนมุข ก็นึกอยู่อันไหน มุขที่ฮาๆ อันไหนที่เป็นไข่มุก
ถ้าเขียนผิดเดี๋ยวไปลำบากอาจารย์ต้องไปเปิดพจนานุกรมให้อีกVery Happy

ขอบคุณอาจารย์มากครับผม
ธัชพงศ์

tat_gun

จำนวนข้อความ : 46
Join date : 11/07/2010
ที่อยู่ : กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ