การเพาะเห็ดในไม้ แค้นนี้ที่อยากชำระ ตอนที่ 3

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

การเพาะเห็ดในไม้ แค้นนี้ที่อยากชำระ ตอนที่ 3

ตั้งหัวข้อ  anonmush on Thu Sep 09, 2010 7:08 am

คุณประวัติ ช่วงนี้ผมแทบจะไม่มีเวลาเลย แต่ก็ยังอยากจะเล่าอะไรต่ออะไรให้คุณได้รู้ไว้ ผมยังกังวลในหลานผมที่แกเป็นคนดูแลเวปอยู่ว่า เราได้เข้าใจกันแต่ต้นว่า จะเป็นเรื่องเห็ดล้วนๆ นี่ผมชักจะออกนอกกรอบเสียแล้ว ก็เพราะเกรงใจหลานที่เคารพนี่แหละ เลยมาตั้งหัวข้อเรื่องเห็ดในไม้บังหน้า แล้วก็แอบพูดเรื่องอื่น ซึ่งถือเป็นการลักลอบโดยเจตนา แกก็คงไม่ว่าอะไร จริงๆแล้ว ผมยังอยากจะเล่าเรื่องอื่นๆอีกเยอะ อาทิเช่น สมัยเป็นนิสิตเกษตร ผมไม่ทราบว่า ทำไมผมจึงอาจหาญ พาคณะนิสิตไปเปิดอบรมเห็ดตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งถือว่า เป็นโครงการแรกของมหาวิทยาลัย ข้าราชการประจำเขายังไม่ทำกันเลย จนกระทั่งได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากมหาวิทยาลัย และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี 2518 ในฐานะเป็นผู้ริเริ่มโครงการนำเอาวิทยาการแผนใหม่ไปสู่ภูมิภาค ที่ตอนนี้ทุกมหาวิทยาลัยเขาก็เร่งทำกันอยู่ แต่คุณรู้ไหม ช่วงนั้น ต้องผ่านและฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย เพราะเราเป็นนิสิต ไม่มีเงิน ไม่มีองค์กรใดสนับสนุน จากการคำนวณ คาดการณ์ว่า มันจะต้องมีคนอบรม 80 คน เก็บคนละ 200 บาท จึงจะคุ้มค่าใช้จ่าย แต่พอใกล้จะถึงวันอบรมเข้าจริงๆ มีคนสมัครมาแค่ 4 คน ผมจึงโดนผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมเรียกไปต่อว่า ว่าผมเอาชื่อมหาวิทยาลัยไปเสียหาย เท่านั้นเองครับ เลือดขึ้นหน้า ผมกับน้องสาว(ผมเรียนปี 2 น้องสาวคนสุดท้องเรียนปี 1) จึงไปขอออกทีวีขาวดำช่อง 8 ที่ลำปาง ขณะที่ออกไป(เป็นครั้งแรกในชีวิต)ก็สั่นไป แล้วไปพูดอะไรเข้าไม่ทราบ วันรุ่งขึ้น คนสมัครเข้าอบรมมากกว่า 200 คน ทีนี้เอาล่ะสิ จะสอนได้อย่างไง ผมรู้เรื่องเห็ดอยู่คนเดียว แล้วกลายเป็นข่าวโด่งดังในหมู่ผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ใครๆก็อยากมีส่วนร่วม **** เรื่องนี้มันต้องเอามาพูดกันอีกยาว เพราะมันเป็นประวัติศาสตร์ และเรื่องอื่นๆที่อยากจะพูด เช่น พอไม่ชอบขี้หน้าอีตาสมบัติ ธำรงธัญญวงค์แล้ว ผมก็ไม่ร่วมกิจกรรมกับแก แต่พอแกถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ และแอบกลับบ้านอย่างเงียบๆ เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียงใหม่ แล้วก็ทำโครงการสวนป่าที่ภาคใต้ ร่วมกับคุณอวยชัย วีรวรรณ ผมกับแกก็เริ่มมาหวานกันใหม่ โดยแกต้องการที่จะเอาผลพลอยได้จากป่านี่แหละเอามาเพาะเห็ด ก็ช่วยแกสักพัก และก็พาแกไปดูฟาร์มเห็ดต่างๆ แต่พอแกตั้งหลักได้ แกก็กลับเข้าสู่การเมืองใหม่อีก โดยแกมีแนวคิดว่า ในเมื่อสู้โดยตรงไม่ได้ แกก็จะไปสู้ในสถานศึกษา เอาแนวคิดของแกไปปั่นสมองลูกศิษย์ให้คิดแบบแก และแกก็คำนวณว่า หากแกสอนไปสัก 30 ปี แกก็จะมีลูกศิษย์ทั่วประเทศ ที่แกได้ใส่แนวคิดของแกเข้าไป ตอนนี้แกก็ทำสำเร็จแล้ว ส่วนนี้ผมก็คงไม่อยากเขียนอะไรมากกว่านี้ เกรงใจหลาน ***** แต่เรื่องผมแต่งงานสิ เป็นเรื่องยุ่งเหยิงสลับซับซ้อนมาก เพราะช่วงนั้น ผมกำลังดังมากๆๆๆ เป็นนักเขียนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมภ์ "หากินบนผืนแผ่นดินไทย" โดยการชักชวนของคุณลุงประยูร จรรยาวงษ์ จัดรายการทีวี เรื่องชีวิตกับธรรมชาติ และเป็นอาจารย์หนุ่มสอนเรื่องเห็ด ก็เลยรู้จักคนเยอะ พูดง่ายๆก็สวยติดและติดสาวเยอะว่างั้นเถอะ เยอะถึงขนาดบางทีสับรางไม่ได้จริงๆ จนกระทั่งมี น.ส.เยาวนุชนี่แหละมาช่วยเป็นผู้จัดการคอยสับรางให้ เช่นเดียวกัน ยายคนนี่ก็ใช่ย่อย พอมาอบรมเห็ดเท่านั้น ทั้งไอ้หนุ่มไอ้แก่หัวงอกตามแกติดๆตั้งแต่วันแรกเลย บางรายเป็น อดีต สส.ที่สระบุรี ไปเอาเมียหลวงมาพร้อมรถเบนซ์ใหม่เอี่ยม จะมาขอแกไปเป็นเมียน้อย ผมก็เลยทำหน้าที่คอยสับรางให้แกเป็นการตอบแทน ในส่วนของผมเอง มีทั้งนักเขียนชื่อดัง ลูกมหาเศรษฐีจากภูเก็ต และอีกมากมาย ผลสุดท้ายไปๆมาๆผมก็เลยตัดสินใจเลือกเอาคนที่คอยสับรางนี่แหละมาเป็นเมีย เท่านั้นแหละครับ บ้านแตกเลยครับ ผมไม่มีญาติที่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่เดียวกันไปงานแต่งงานเลย แม้กระทั่งผมไปอยู่ภูฎาน ก็โดนคำสั่งฟ้าผ่า ห้ามเข้าบ้าน ห้ามใช้นามสกุล ห้ามสารพัด เพราะถูกกล่าวหาว่า ผมแต่งงานกับสาวญวน (โธ่ หากเป็นเช่นนั้นจริง ป่านนี้ ผมก็น่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือเป็น วอลเปเปอร์ของรัฐบาลนายกเชื้อสายญวนไปแล้ว) แล้วผมยังมีเรื่อง หลังรับเสด็จในหลวง ในช่วงที่ผมเข้าเบญจเพสพอดี จากนั้นอีก 5 วัน ผมพารุ่นน้องและกิ๊กจากภูเก็ตไปเที่ยวดอยอินทนนท์ ขากลับเหนื่อยมาก แล้วก็อยากจะนั่งใกล้สาวหลังรถ ก็เลยเปลี่ยนให้รุ่นน้องชื่อ ยรรยง กาญจนรัตน์เป็นคนขับ จำไม่ได้ว่าแกขับอีท่าไหน ลงเหวไปเลย ก่อนหน้านั้น 8 วัน รถชลประทานก็ตกที่นั่น โดยรถไปค้างที่โขดหิน ลึกประมาณ 20 เมตร ตายเรียบ 8 ศพ แต่ของผมสุดยอดกว่านั้น ลงไปลึก ทำลายสถิติคณะผีตายโหงจากกรมชลประทานไปอีก 56 เมตร ไม่ตายสักคน มีทั้งหมด 4 คน สามคนขาหักหมด ยกเว้นผมไม่เป็นอะไร และก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันตามมาอีกเยอะแยะ ต้องเล่าอีกนาน เอาไว้ว่างๆก็แล้วกัน นี่แค่ตัวอย่างน๊ะครับ นี่ยังไม่รวมเมื่อไม่นานมานี้ ก็โดนลูกชาย เมล์มาหาว่า แกโชคร้ายที่เกิดเป็นลูกของนายอานนท์ เอื้อตระกูล ชาติหน้าหากมีจริงขออย่าได้เจอกันอีกเลย ทั้งหลายคือ ละครชีวิตจริง และเดี๋ยวนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง มีความสุขดีแล้ว ใครต่อใครที่มุ่งร้าย คิดไม่ดีอะไร ก็รู้สำนึกแล้ว และอีตาที่ขับรถลงเหวก็กลายเป็นเศรษฐีใหญ่ทางด้านขนส่ง จู่ๆมาสัปดาห์ที่แล้ว แกรู้ว่า ผมกำลังซื้อที่ แกก็แจ้งความประสงค์ว่า แกจะขอช่วย โดยจะซื้อรถแบคโฮ รุ่นใหญ่ รถสิบล้อ และรถไถให้ แกบอกว่าเพื่อตอบแทนพระคุณ(ซึ่งผมลืมและให้อภัยไปนานแล้ว ไม่เคยคิดอาฆาตมาดร้ายใครอยู่แล้ว) โอ้ย ยังมีอีกเยอะครับคุณประวัติ เอาเป็นว่า ต่อจากตอนที่ 2 ดีกว่า
หลังจากทราบว่า จะต้องไปบรรยายต่อหน้าพระพักตร์ ผมก็เป็นลมต่อไปจนถึงเช้า พอตื่นขึ้นมาตั้งสติได้ว่า นี่เขาส่งเรามาให้เป็นตัวอย่าง เป็นผู้นำ เราจะอ่อนแอไม่ได้ และมีอะรไ เราก็ต้องเอาออกมาใช้ให้หมด เผอิญโชคดีเหลือเกิน ที่ก่อนไปภูฎาน ผมได้รับเชิญจากสำนักงาน การศึกษานอกโรงเรียน ก่อนที่จะมาเป็นกรมปัจจุบัน โดยเชิญให้ผมแสดงหนังสั้น เรื่อง เพลิน (นี่เห็นไหม หนังก็แสดงมาแล้ว) ผมรับบทเป็นตัวเอกในเรื่อง แล้วมีพี่โอ่ง จำชื่อจริงแกไม่ได้แล้ว คงจะเกษียณไปแล้วมั้ง โดยแกเป็นนางเอก ซึ่งเป็นหนัง 16 มม. ผมเอาไปด้วย ก็เลยตัดสินใจขอให้เขาเอาหนังนี้ฉาย ผมจะได้อาศัยความมืดแล้วบรรยายไปด้วย โดยปกติ เวลากษัตริย์เสด็จ ไฟฟ้าจะต้องเปิดเพื่อความปลอดภัย แต่จำเป็นจะต้องดูหนัง เลยได้รับอนุญาตให้ปิดไฟเกือบหมด พอหนังเริ่มฉาย ในฐานะที่ผมอ่านตำราฝรั่งมาเยอะ ก็พอพูดตามไปได้บ้าง และแล้วเหตุการณ์ก็ผ่าไปด้วยดี ได้รับการตบมือแสดงความยินดีนานมาก พร้อมทั้งได้สัมผัสพระหัตรอีกครั้งหนึ่ง(ตอนหลัง พอเริ่มๆคุ้นกับคนที่ไปฟังบรรยายครั้งนั้นว่า ถามจริงๆเถอะ ที่ผมอธิบายวันนั้น รู้เรื่องไหม แกบอกว่า รู้เรื่องตามรูป แต่งงตามคำบรรยาย เพราะผมออกเสียงไม่ถูก เช่น การเพาะเห้ดฟางนั้น ต้องคลุมด้วยผ้าพลาสติก Covering with plastic sheet แต่ผมออกเสียงเป็น plastic cheese เขาจึงงงว่า โอ้ยเห็ดฟางเมืองไทยน่าจะแพงมากน๊ะ ถึงขนาดใช้แผ่นเนยคลุมเลยเชียว แล้วยิ่งพอพูดถึง เจ้าหน้าที่ภูฎาน 2 คนไปฝ฿กงานกับผม และผมก็เอ็นดูเขา ให้เขาพักที่บ้าน ผมก็พูดแบบหน้าตาเฉยเลยว่า These two guys from Bhutan being trained by me and also slept with me เขาก็งงสิว่า อีตานี้มันบ้าหรือไง เอาคนไปฝึกงานแล้ว ยังดันเอาเขาไปนอนด้วย จริงๆแล้ว ผมต้องการจะสื่อว่า ผมนี้ใจกว้าง นอกจากจะอนุญาตให้เขาฝึกงานแล้ว ก็ยังให้เขาอาศัยพักที่บ้าน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเขา นี่เป็นตัวอย่างแค่สัปดาห์แรกที่ภูฎานน๊ะครับ แล้วอยู่ที่นั่นตั้ง 4 ปี มีเรื่องเล่าอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเก็บเห้ดนางฟ้าภูฎานได้ที่เมือง Gedu สัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นกับครอบครัวจีน ซึ่งเป็นครอบครัวเดียวที่นั่น ทำให้ต้องกลายเป็นการสร้างความเจ็บปวดให้แก่ ลุงกษตริย์ที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงที่นั่น *** เรื่องที่พาลูกไปเมืองที่อยู่ตะวันออก ต้องข้ามน้ำข้ามเขาไป เกือบจะพาลูกไปตายกลางทาง เพราะเขาถล่มปิดหน้าปิดหลัง ในดงหมีหิมาลัยและเสือโคร่งอันร้ายกาจ **** เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตอนนี้ลูกชายประกาศพร้อมรบ และเป็นตัวแทนของพ่อแบบเต็มร้อยแล้ว จึงจะขอยกยอดเรื่องราวต่างๆไปลงในเวปของแกที่จะเปิดตัวเร็วๆนี้ ชื่อว่า ,
เอาล่ะ จากนี้ไป ก็จะเป็นเรื่องการเพาะเห็ดในไม้ล้วนๆแล้ว แต่ก็จะต้องไปส่งหลานรักไปโรงเรียนเปรมฤทัยก่อน แล้วก็จะไปทำหัวเชื้อตามคำสั่งลูกน้องต่อ เสร็จแล้วว่างๆ จะมาพูดเข้าเรื่องเห็ดในไม้เลย บ๊ายๆ

anonmush
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

เห็นมั๊ยครับ อาจารย์ ว่ามีคนติดตามอ่านเยอะจริงๆ

ตั้งหัวข้อ  KaiOtoko on Thu Sep 09, 2010 12:04 pm

เห็นมั๊ยครับ อาจารย์ เริ่มมีคนโพสต์มาวิงวอนอาจารย์ว่า อย่าปิดฟอรั่มนี้เลย เพราะคนติดตามเยอะจริงๆ เพียงแต่หลายๆ คน (ส่วนมากเสียด้วยครับ) อาจจะชอบอ่านอย่างเดียว ไม่ค่อยชอบเขียน ก็เลยไม่ได้แสดงออกเท่าไหร่ เพราะเรื่องราว ประสบการณ์อันมากมาย แล้วก็รวมถึงวิธีการเล่าเรื่องของอาจารย์ ผมยืนยัีนไ้ด้เลยครับว่า อ่านสนุกมากๆๆๆๆ เรียกว่าอ่านแล้วติดทันที เพราะอ่านไปหัวเราะไป แถมยังได้ความรู้ ได้สาระอีกต่างหาก ผมคิดว่าถ้าอาจารย์เอามารวมเล่มขาย ก็ขายหมดครับ ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง ผมขอควักกระเป๋าจองเล่มแรก พิมพ์ครั้งที่ 1 (1st Edition) เลยนะครับ จะเก็บเป็นของสะสม เพราะคาดว่า ต่อไปต้องราคาขึ้นแน่นอนครับ (เก็งกำไรซะงั้น) แต่ผมไม่ขายหรอกครับ จะเก็บไว้อย่างดี เป็นหนังสืออ้างอิง (Reference)
ผมยิ่งอ่านไปๆ ก็ยิ่งแน่ใจว่า คงเป็นเพราะอาจารย์เป็นผู้ที่ใจบุญสุนทาน ทำบุญอยู่เสมอ โดยเฉพาะให้ความรู้เป็นทาน อาจารย์จึงได้เป็นผู้ที่โชคดีมากๆ มาโดยตลอด อย่างตอนที่รถอาจารย์ตกเหว แล้วมีแต่อาจารย์คนเดียวที่ไม่เป็นอะไรเลย แล้วยังการที่อาจารย์ได้รับตำแหน่ง หน้าที่การงาน และโอกาสต่างๆ ในงานที่อาจารย์รัก ซึ่งน้อยคนนักที่จะได้รับโอกาสดีอย่างอาจารย์อ่ะครับ ผมก็ยิ่งมั่นใจว่า ผมติดตามไม่ผิดคนแน่นอนครับ และผมก็ดีใจที่ได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์ เพราะอาจารย์เป็นผู้ที่มีเมตตามาก สั่งสอนลูกศิษย์อย่างไม่เคยปิดบัง และความรู้ กับประสบการณ์ของอาจารย์นั้น มากมายจริงๆ ปัญหามีเพียงอย่างเดียวคือ ใครจะสามารถรับการถ่ายทอดจากอาจารย์ได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง ผมเองยังรู้สึกอิจฉาลูกชายอาจารย์ (คุณไผ่ ซึ่งต่อไปต้องเรียกว่า อาจารย์ไผ่) เลยครับ ที่ได้เกิิดเป็นลูกอาจารย์ เพราะจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดอาจารย์มากที่สุด สามารถได้รับการสอนสั่ง และความรู้จากอาจารย์มากที่สุด ที่อาจารย์บอกว่า อาจารย์ไผ่จะมารับช่วงเรื่องการสอนต่อจากอาจารย์ ผมก็ดีใจมากเลยครับ เพราะเท่ากับว่าอาจารย์จะได้มีเวลาทำงานวิจัยที่อาจารย์ชอบมากขึ้น อาจารย์จะได้มีความสุขมากขึ้นอีก และวงการเห็ดก็จะได้มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกเยอะๆ ครับ
ผมจะรีบ ให้ภรรยาผมถ่ายรูปที่คิดว่า ดูดีที่สุด ของผม แล้วจะรีบส่งให้อาจารย์นะครับ แต่ขอส่งทางอีเมล์นะครับ กลัวเพื่อนๆ เห็นแล้วจะตกใจ คิดว่า เคน ธีรเดช เข้ามาเป็นสมาชิกเวปนี้ด้วย Razz
รักและนับถืออย่างสูง
ประวัติ (ศิษย์มีครู)

KaiOtoko

จำนวนข้อความ : 121
Join date : 11/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: การเพาะเห็ดในไม้ แค้นนี้ที่อยากชำระ ตอนที่ 3

ตั้งหัวข้อ  tat_gun on Thu Sep 09, 2010 5:00 pm

อาจารย์อานน์ครับ
ผมคิดว่าอาจารย์คุยกับหลายคนมากเลยครับ ไม่ใช่เเค่คนกลุ่มเล็กๆหรอกครับ
เจตนารมณ์ของอาจารย์ที่ต้องการจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ชนรุ่นหลัง
เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากครับสำหรับผม
หวังว่าสักวันผมคงใจกว้างพอจะทำแบบอาจารย์ได้บ้างครับ ตอนนี้ยังค่อนข้างขี้งกอยู่ครับ
ถึงแม้ความรู้จะมีแค่ขี้ตามดก็ตาม Smile

รักและเคารพอาจารย์เสมอ
ธัชพงศ์

tat_gun

จำนวนข้อความ : 46
Join date : 11/07/2010
ที่อยู่ : กทม.

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: การเพาะเห็ดในไม้ แค้นนี้ที่อยากชำระ ตอนที่ 3

ตั้งหัวข้อ  ood on Thu Sep 16, 2010 2:28 pm

ผมคนนอก แอบ(ไม่ใช่ขโมย)อ่านเอาความรู้ ชอบมากครับ

อู๊ด

ood
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ