เรียนถามเรื่อง เอ็นไซม์ในเห็ดครับ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

เรียนถามเรื่อง เอ็นไซม์ในเห็ดครับ

ตั้งหัวข้อ  KaiOtoko on Sun Sep 19, 2010 9:31 pm

สวัสดีครับ อาจารย์,
ผม นายจิว เลขที่สมาชิก 2552/P91/2403 เจ้าเก่าครับ
วันนี้ผมหาคำถามมาขอความรู้จากอาจารย์อีกแล้วครับ
คือว่า ผมจำได้ว่า อาจารย์เคยบอกว่า เอ็นไซม์ทุกชนิดจะถูกทำลายไป เมื่อเจออุณหภูมิเกิน 45 องศาเซลเซียสอ่ะครับ ผมก็เลยสงสัยว่า แล้วอย่างนี้ เอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ต่างๆ ในเห็ดจะถูกทำลายไป เมื่อเราเอาเค้ามาทำเป็นอาหารที่ต้องใช้ความร้อน เช่น การต้ม การผัด ฯลฯ ด้วยมั๊ยครับ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะมีวิธีอะไรที่จะสามารถเอาเห็ดมาทำอาหารได้ โดยที่ยังคงได้ประโยชน์จากเอ็นไซม์เหล่านั้นมั๊ยครับ
วันนี้ผมถามแค่นี้ครับ เก็บเรื่องอื่นไว้ถามอาจารย์บ่อยๆ ดีกว่า อาจารย์จะได้ไม่ลืมผมไงครับ
รักและนับถืออย่างสูง
จิว (ศิษย์มีครู)
ป.ล. ผมได้อ่านที่อาจารย์ตอบคำขอร้องของคุณสุมาลีแล้วครับ (เห็นมั๊ยล่ะ ผมบอกแล้วว่า อาจารย์ผม เป็นผู้มีเมตตา และน่านับถือที่สุด เพียงแต่ผมรู้สึกเสียใจไม่น้อย ที่เป็นต้นเหตุให้อาจารย์มีงานเข้าครับ ทั้งจากคนรู้จักต่างๆ และไหนจะโดนที่บ้าน และลูกน้องบ่นเอา ผมกราบขออภัยด้วยครับอาจารย์) สำหรับเรื่องงานอุทยานเห็ด เอื้อตระกูล หรืองานอื่นใดก็แล้วแต่ ขอเพียงแค่อาจารย์สั่งมา ผมยินดีทำอยู่แล้วครับ เพื่ออาจารย์ที่รักและเคารพยิ่ง น้อยกว่านี้ได้ยังไง จริงมั๊ยครับ Very Happy

KaiOtoko

จำนวนข้อความ : 121
Join date : 11/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เอ็นไซม์ในเห็ดจะถูกทำลายไปด้วยความร้อนแน่นอน

ตั้งหัวข้อ  anonmush on Tue Sep 21, 2010 7:23 am

คุณประวัติ หรือนายจิว นี่คุณฉลาดแล้วแกล้งโง่หรือไง ก็อยู่ดี ดูเหมือนว่าคุณเข้าใจดีแล้วนี่ว่า ไม่ใช่เฉพาะเห็ดเท่านั้น อาหารอะไรก็ช่าง ที่ผ่านความร้อนเกิน 45 องศาเซลเซียสแล้ว เอ็นไซม์ที่มีประโยชน์จะถูกทำลายหมด คุณก็เข้าใจดีนี่ แล้วทำไมคุณมาถามอีกล่ะว่า แล้วเห็ดล่ะ ก็คำตอบมันอยู่ตรงนั้นแล้วนี้ แล้วทำไมต้องวกไปวกมาอีกเล่า ตกลงเอาไงแน่ คุณเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ผมว่า ในท่อนแรกนั้น คุณก็เข้าใจดีแล้วนี่ แล้วใครมาเหยียบหัวแม่ตีนคุณหรือไง ที่ยังงงๆว่า แล้วเห้ดจะมีข้อยกเว้นเช่นนั้นเหรอ ไม่หรอกครับ เห็ดอะไรก็แล้วแต่ เมื่อคุณนำเอามาปรุงอาหารด้วยการทำให้สุกที่อุณหภูมิเกิน 45 องศาเซลเซียสแล้วล่ะก้อ เป้นอันว่า ไม่มีเอ็นไซม์เหลืออยู่แล้วครับ นี่หมายรวมทั้ง การอบแห้ง ผ่านเตาไมโครเวฟ หรือการฉายรังสีด้วยน๊ะครับ ทีนี้คำถามต่อไปของคุณที่ในเมื่อคุณทำลายเอ็นไซม์ไปแล้ว แต่ก็อยากจะเอามันคืน มันจะไปยากอะไรเล่า คุณก็มาซื้อเอ็นไซม์ ที่ผมทำขายไปต่างประเทศ เอาไปทานร่วมกันไปก็หมดเรื่อง ง่ายๆ คุณก็จะสบาย ผมก็ได้ตางค์ ก็ง่ายๆแค่นั้น ไม่เห็นจะมีอะไรสลับซับซ้อน และจะให้มันง่ายกว่านั้น คุณก็โอนเงินมาก่อนสิ ผมจะให้เขาจัดส่งเอ็นไซม์ไปให้คุณถึงบ้านได้ครับ
โถ่คุณอีตาจิว เวลาคุณอ่านอะไร เรียนอะไร ดูเหมือนคุณจะซีเรียสไปหมด ทำไมทำมา ผมว่า ยิ่งคบกับคุณ คุณก็งงมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ผมกลายเป็นโรคเช่นเดียวกับคุณไปเลย ตอนนี้ ผมว่า คุณกำลังงงเรื่องของเอ็นไซม์เข้าแล้วล่ะ ผมขอกล่าวหาเอาเลยว่า คุณนั่นแหละ ที่ทำให้เมียคุณไม่สบาย(เห็นไหม ผลสุดท้าย ผมก็ยังหาเรื่องปกป้องเมียคุณ โดยโยนความผิดให้คุณจนได้) เพราะคุณไปสับสนเรื่องเอ็นไซม์นี่ไง เอางี้ก็แล้วกัน คุณค่อยๆพิจารณาตรงนี้ก็แล้วกันว่า
โดยปกติแล้ว กิจกรรมต่างๆของร่างกายมนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิต ล้วนแล้วแต่ดำเนินการไปด้วยเอ็นไซม์ จึงทำให้สิ่งมีชีวิต ดำรงชีวิตอยู่ได้ ภาษาอังกฤษเขาจึงเรียกว่า เอ็นไซม์คือ ชีวิต(Enzyme is life) แต่ละเซลของสิ่งมีชีวิต จะมีเอ็นไซม์อยู่นับหมื่นชนิด แต่ที่มนุษย์สามารถแยกแยะได้มีประมาณ 2,800 ชนิดเท่า่นั้น องค์ประกอบของเอ็นไซม์ส่วนใหญ่นั้น ก็คือ โปรตีน ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานเฉพาะอย่าง ยกตัวอย่าง เอ็นไซม์ย่อยแป้ง เอ็นไซม์ย่อยโปรตีน ซึ่งในโปรตีนนั้น ก็ยังมีหลายรูปแบบที่อยู่ในรูปของกรดอะมิโน เช่น ไลซิน ก็จะมีเอ็นไซม์เฉพาะย่อยไลซิน อย่างไรก็ตาม เอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยสารอาหารนั้น เขาเรียกว่า เอ็นไซม์ช่วยย่อย(Digestive enzymes) แล้วก็ยังมีเอ็นไซม์อีกพวกหนึ่งที่สำคัญมาก คือ เอ็นไซม์ที่นำเอาอาหารที่ถูกย่อยแล้ว นำไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และนำเอาสิ่งที่เป็นปฎิกูล หรือของเสียในร่างกายเอาออกมาทิ้ง เอ็นไซม์พวกนี้จะเป็นเอ็นไซม์ช่วยในการขับเคลื่อนการดำรงชีพ หรือที่เรียกว่า Metabolic enzymes ทีนี้พอคุณเข้าใจในหลักการแล้ว ผมขอรวบรัดให้มันสั้นเข้าไปอีกว่า โดยปกติแล้ว Metabolic enzymes นั้น ร่างกายของเราถูกสร้างขึ้นมา ส่วนใหญ่จากตับอ่อน ที่มีจำนวนปรือปริมาณที่จำกัดมาก เพื่อนำเอาสารอาหารที่ถูกย่อยไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และเอาของเหลือ หรือของเสียออกจากระบบของร่างกายเท่านั้น ทีนี้ หากคุณทานอาหารเข้าไป โดยอาหารที่คุณทานเข้าไปไม่มีเอ็นไซม์ช่วยย่อยเหลืออยู่เลย เพราะเราไปดัดจริต ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกเขาล้างสมอง จนเรามีสมองที่เต็มไปด้วย คนเขาบอกมา เราก็ต้องทานอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนสูงๆ มันเท่ากับเป็นการทำลายเอ็นไซม์ช่วยย่อยไปโดยปริยาย แล้วไง ในเมื่อคุณทานอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์ช่วยย่อยเข้าไป แล้วใครจะทำหน้าที่ย่อยอาหารให้คุณล่ะ ก็นี่ไง คุณก็ต้องไปยืมเอ็นไซม์ Metabolic enzymes ที่มีน้อย มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้ว เอามาทำการย่อย มันก็เหมือนกับลูกชายผมไง แกขับรถเบนซ์ราคาแพง ไปทำไร่ ที่ต้องผ่า่นถนนขรุขระ ผ่านป่าผ่านเขา ที่จะถูกกิ่งไม้ก้านไม้ข่วนเอาได้ และยังสิ้นเปลืองน้ำมันเหลือเกิน เป็นการนำเอาสิ่งที่มีค่า เอาไปทำในสิ่งที่มีค่าน้อยกว่า จริงๆแล้ว ลูกชายผม แกควรจะขับรถเบนซ์คัยหรูไปหาลูกค้าที่มีฐานะ ดีกว่าเอาไปไถนาใช่ไหม ฉันใด เรากลับเอา Metabolic enzymes ที่มีน้อย และทรงคุณค่าเหลือเกิน เอาไปย่อยอาหารหรือเอาไปไถนาแทน เอาล่ะเขาทำได้ เขาย่อยอาหารได้ แล้วไง เมื่ออาหารถูกย่อยแล้ว แล้วใครล่ะจะเอาอาหารที่ถูกย่อยไปหล่อเลี้ยงร่างกายเล่า ในเมื่อคุณไปยืมเขามาเป็นจับกังเสียแล้ว ทำให้ร่างกายคุณขาดเอ็นไซม์ที่จะเอาอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย พอร่างกายขาดอาหาร คุณก็ไม่มีกำลังวังชา ง่วงนอน ทำงานก็ไม่กระฉับกระเฉง ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่เร็ว ความจำเริ่มเสื่อม เท่านั้นยังไม่พอ แล้วใครล่ะ จะเอาสิ่งปฎิกูลหรือของเหลือใช้จากร่างกายไปทิ้ง หรือทำลายล่ะ ในเมื่อคุณเอา Metabolic enzymes ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ของเสียบางอย่างก็จะถูกสะสม หมักหมมอยู่ในร่างกาย เช่น น้ำตาล ถูกสะสมในเส้นเลือด ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน กรดยูริคสะสมตามไขข้อ ก็เป็นไขข้ออักเสบแบบเมียคุณ โรคเหน็บชา โรคอัลไซม์เมอร์ ก็ล้วนแล้วแต่ความบกพร่องของเอ็นไซม์เท่านั้น ปัจจุบัน การรักษาโรคนั้น เป็นการรักษาที่ปลายเหตุทั้งสิ้น น้อยนักที่จะมีใครเข้าใจว่า สาเหตุเบื้องต้น แล้วกลายเป็นสาเหตุหลักของโรคต่างๆของเรานั้น เกิดจากการขาดหรือความบกพร่องของเอ็นไซม์แทบทั้งสิ้น ผมเองเกิดมาจากครอบครัวที่มีกรรมพันธุ์เป็นเบาหวาน แม่ผมก็ตายเพราะเบาหวาน อาผมก่อนตาย ก็ต้องตัดนิ้ว ตัดขาออก เพราะเป็นแผลเรื้อรัง เนื่องจากเบาหวาน ผมเองแต่ก่อน เป็นทั้งน้ำตาลในเส้นเลือดสูง และไตรกลีเซอร์ไรด์ก็สูง เตี่ยผมก็เป็นโรคไขข้ออักเสบ และก็ตายเพราะมะเร็งต่อมลูกหมาก ผมเองจึงรับเต็มๆจากกรรมพันธุ์และเป็นโรคภูมิแพ้อากาศในเมืองไทย แต่พอผมมาศึกษาเรื่องเอ็นไซม์ จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เราทานอาหารผิดมาตลอดชีวิต เพราะบรรพบุรุษเรา สอนให้เราทานอาหารสุกเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้ว สัตว์ทุกชนิดในโลกนี้ ยกเว้น มนุษย์ล้วนแล้วแต่กินอาหารสดเข้าไปทั้งนั้น ทั้งนี้ เนื่องจากอาหารสด มีเอ็นไซม์ช่วยย่อยตัวเองอยู่แล้ว เมื่อถูกกินเข้าไป เอ็นไซม์เหล่านี้ก็จะทำการย่อยตัวเอง เป็นการแบ่งเบาภาระ Metabolic enzymes ที่ร่างกายสร้างขึ้น ทำให้ระบบการย่อย และการนำเอาสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายสมดุลย์ยิ่งขึ้น คุณลองพิจารณาสัตว์เลี้ยงข้างตัวคุณสิ เช่น หากคุณมีสุนัข(หมา) แล้ว คุณลองเอาอาหารที่ต้มสุกให้มันกินติดต่อกันสิ ไม่กี่วันเท่านั้น ปากมันจะเหม็น ขนจะหลุด เป็นขี้เรื้อนง่าย อ่อนแอ ไม่แข็งแรง ฟันก็จะหลุดง่าย อายุสั้น หากมันมีสนามหย็า มันจะรู้ตัวมันเองว่าร่างกายมันขาดเอ็นไซม์ มันจะกินพวกของสดไปตามสัญชาติญาณ แต่หากไม่มีของสด มันจะอายุสั้นมาก ฉันใด หากคุณคิดว่า คุณมีเงิน และชอบไปกินอาหารที่มีราคาแพงๆ ที่แค่ลวกก็ไม่กิน เพราะมันไม่สุก ต้องตุ๋นจนเหลือแต่ซากแล้วจึงกิน พวกนี้ถือว่า เป็นพวกที่ไม่ขาดความรู้ที่แท้จริงทางด้านโภชนา(หากเป็นภาษาที่ผมกับคุณคุยกัน ผมก็จะบอกว่า พวกโง่ ที่อวดรวย แต่ไร้สมอง แต่นี่เราพูดในที่สาธารณะ ผมจึงไม่พูดสิ่งที่ไม่สุภาพไง) ทีนี้ มันเป็นไปแทบไม่ได้เลย ที่จะทำให้คนเรากลับไปกินของสดเหมือนเดิม จิวคุณลองดูสิ หากคุณคลั่งเอ็นไซม์จริงๆ คุณลองเอาเห็ดสดๆมาเคี้ยวสิ (หากคุณได้ความรู้อะไรจากการปฎิบัติจริง ก็โปรดช่วยรักษาหน้าผมหน่อย โดยปฎิเสธว่า ผมไม่ได้แนะนำให้คุณกิน ผมเพียงแต่แนะนำให้คุณลอง เพราะคุณมันชอบลองไม่ใช่เหรอ) แล้วคุณจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ในเมื่อมนุษย์ถูกล้างสมองให้เดินมาแนวนี้เสียแล้ว เราจึงไม่มีทางเลือกครับ ที่จำใจจะต้องทานอาหารที่เราทำลายเอ็นไซม์ไปหมดแล้ว ดังนั้น คุณต้องหาทางทานเอ็นไซม์เข้าไปเสริมครับ นี่ไงผมถึงอยู่ดีกินดี มีเงินก็เพราะ ผมรู้จุดอ่อนคุณไง ทีแรกคุณก็สบายๆใช่ไหม แต่พอคุณมีเอ็นไซม์ไม่พอ แล้วคุณมีปัญหา คุณก็ต้องวิ่งมาหาผมแน่นอน ตอนนี้ คุณยังแข็งแรง แต่คุณใช้เมียคุณมาก แล้วคุณดูแลเมียคุณไม่ดี(โดนอีกแล้ว) ทำให้เมียของคุณต้องล้มป่วยก่อนคุณ แต่โชคดีน๊ะที่คุณได้มาเข้าอบรมเห็ด และรู้จักเอ็นไซม์ อย่างน้อยก็ยังช่วยชีวิตเมียคุณทัน จริงๆแล้ว จิวเอ๋ย เอ็นไซม์มันมีอยู่รอบๆตัวเรานี่แหละ เช่น ในส้มตำไง ในผักสดแกล้มส้มตำ หรืออะไรที่คุณพอทานสดได้ ยกเว้น ผลไม้ ที่ผ่านการฉายรังสี เช่น แอปเปิล สาลี่ พวกนี้ อย่าทานนน๊ะครับ เพราะเขาฉายรังสีฆ่าเอ็นไซม์ไปหมดแล้ว ทานพวกนี้ไปเยอะๆ แล้วคุณไม่ต้องมาซื้อเอ็นไซม์จากผมหรอก แต่หากมาซื้อจากผมไป ปริมาณที่ทานเพียงนิดเดียวก็พอ เพราะผมทำการผลิตเอ็นไซม์ด้วยการนำเอานม แป้งข้าวสาลี รำจากจมูกข้าวสาลี นำมาฆ่าเชื้อเสียก่อน แล้วจึงใช้จุลินทรีย์ญุเอ็มใส่เข้าไปเพาะเลี้ยงเพียงไม่กี่ชั่วโมง จุลินทรีย์พวกนี้ มันจะสร้างเอ็นไซม์ภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่มีปริมาณเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์เป็นแสนๆเท่าที่ร่างกายเราเพาะได้ จากนั้น ผมก็เอาไปทำให้แห้งด้วยขบวนการแห้งด้วยความเย็นต่ำ ที่เขาเรียกว่า Freeze dry ขนาดของเครื่อง ที่มีความสามารถทำแห้งได้ครั้งละ 10 กก.(ของสด) ที่สร้างโดยสถาบันวิจัยฯ ราคาที่คนไทยสร้าง ก็เครื่องละประมาณ 3 ล้านบาท ถ้าของนอกแพงกว่าหลายเท่า ผมไม่มีปัญญาซื้อ ก็เลยไปจ้างเพื่อนที่มีเครื่องนี้ทำแห้งให้ (พอแล้ว อย่าถามมากกว่านี้ เหลือให้ผมเอาไว้เป็นความรู้ทำมาหากินบ้าง) นี่แหละจิว ที่ผมตอบให้คุณช้า ก้เพราะมันเป็นเรื่องสลับซับซ้อน หากคุณต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ เขาไปเปิดในเวป เรื่องเอ็นไซม์สิ ตรงนั้น มีรายละเอียดหลายร้อยหน้าพิมพ์ แล้วพอคุณอ่านแล้ว ไม่เข้าใจตรงไหน ที่ีจะให้ผมขยายต่อ หรือย่อให้คุณเข้าใจ คุณช่วยเป็นหน้าม้า ถามมาหน่อยสิ แล้วเมื่อไหร่คุณจะถามเรื่อง การกำจัดยุง หนอน แมลง ปลวก มด ด้วง ที่ผมเกริ่นและอ่อยเหยื่อให้คุณถามสักทีสิ เดี๋ยวจะเสียตำแหน่งหน้าม้า แล้วผมก็อาจจะหาหน้าม้ารายใหม่ ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าคุณ เพราะเขาทานอาหารที่มีเอ็นไซม์มากกว่าคุณก็ได้ ถามสิ แน่จริงถามมาสิ อารมย์กำลังค้างอยู่

anonmush
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ