ผมได้รับความอนุเคราะห์จากหลวงตาปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี เจ้าอาวาสวัดคำประมง จังหวัดสกลนคร

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ผมได้รับความอนุเคราะห์จากหลวงตาปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี เจ้าอาวาสวัดคำประมง จังหวัดสกลนคร

ตั้งหัวข้อ  Anonmushroom on Sat Oct 16, 2010 8:26 am

ใครที่ติดตามฟอรั่มนี้ช่วงต้นๆ ที่ผมบอกว่า ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายให้แก่หมอพื้นบ้านทั่วประเทศ จัดโดยสำนักงานแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ ื29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก่อนที่จะถึงคิวที่ผมบรรยาย ก็มีพระรูปหนึ่งขึ้นบรรยายก่อน โดยเล่าให้ที่ประชุมทราบถึงประวัติความเป็นมาของวัดคำประมงว่า เกิดจากท่านเองที่เป็นมะเร็งในโพรงจมูก บ้านของท่านมีฐานะค่อนข้างดี พี่สาวของท่านเป็นคุณหญิงหมอ ก็เลยทำการรักษามะเร็งในโพรงจมูกของท่านด้วยกรรมวิธีแพทย์แผนใหม่ จนกระทั่งมะเร็งแพร่กระจายไปจนอยู่ในขั้นสุดท้าย คือ ขั้นที่ 4 ในเมื่อการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน ที่สร้างความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แต่ก็ไม่ได้ทำให้อาการของมะเร็งทุเราดีขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแทบจะต้องขายบ้านขายช่อง ในเมื่อไม่มีทางที่จะรักษาได้แล้ว ประกอบกับท่านสนใจและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้ตัดสินใจบวชและฝึกสมาธิ พร้อมทั้งฉันอาหารมังสวิรัตและยาสมุนไพรไปด้วย ปรากฎว่า อาการป่วยของท่านเริ่มดีขึ้น จนกระทั่ง ท่านได้นั่งสมาธิ และเกิดปัญญาขึ้นมาให้ท่านศึกษาค้นคว้าตำราสมุนไพรไทย และได้นำเอามาทำเป็นสูตรยารักษาโรคของท่านจนหายขาด ท่านจึงตั้งจิตอันแน่วแน่ที่จะ แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่ท่านมีให้แก่ญาติโยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้าย ที่หมดหวังแล้ว ท่านจึงตั้งโครงการ อโรคยาศาล ขึ้น ที่วัดของท่าน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้าย ที่หมดหวังในชีวิต และหมดที่พึ่งแล้ว มารักษาที่วัดของท่านฟรีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ที่หลับที่นอน ยา และมีบรรดาแพทย์อาสาจากหลายโรงพยาบาล อาสามาช่วยดูแลผู้ป่วยเป็นประจำอีกทางหนึ่งด้วย หลวงตาทำให้แม้กระทั่งผู้ป่วยที่ถึงวาระสุดท้ายที่จะต้องจากโลกไป ก็จะจากโลกไปด้วยรอยยิ้ม(ท่านบอกว่าศพยิ้ม) และจัดงานศพให้อย่างดี ทำให้ปัจจุบัน กิจกรรมดังกล่าวของวัดนี้ โด่งดังไปทั่วโลก มีคนป่วยที่อยู่ในความดูแลของท่านนับพันราย หลังจากผมได้ฟังหลวงตาท่านบรรยายเสร็จแล้ว ได้มีโอกาสสนทนากัน จึงทราบว่า ท่านคือ นิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รุ่นเดียวกับผม หรือเป็นเพื่อนผมนั่นเอง เมื่อเราทราบเช่นนั้น ผมจึงได้รับความอนุเคราะห์ด้วยดีเสมอมาในการส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้ผมตลอดเวลา หลวงตาเป็นคนขยันมาก ท่านออนไลน์เมล์ของท่านตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อไหร่ที่มีความคืบหน้า ท่านจะแจ้งให้ผมทราบทันที ที่ผ่านมา เฉลี่ยข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆที่ผมได้รับเฉลี่ยวันละ 4-6 เรื่อง ผมคิดว่า บางเรื่อง ผมน่าจะนำเอามาเล่าให้สมาชิกฟังบ้าง เพื่อจะได้มีโอกาสรับรู้เท่าๆกัน จึงขอเริ่มจากเรื่องของคนตาบอด ที่ส่อหรือบ่งบอกถึง ความคลาสสิคของการใช้สำนวนภาษา ซึ่งถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของ การตลาด ที่เคยบอกนายจิวและสมาชิกไปแล้ว ว่า สุดยอดของการตลาด คือ การสร้างสายสัมพันธ์ แต่การซื้อขาย และการใช้สำนวน ทักษะภาษาก็เป็นส่วนหนึ่งของการตลาด จึงขอให้สมาชิกดูเรื่องคนตาบอดที่อยู่ข้างล่างนี้


J .....เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน..... J

A blind boy sat on the steps of a building with a hat by his feet.
He held up a sign which said: "I am blind, please help." There were only a few coins in the hat.


เด็กตาบอดคนหนึ่งนั่งที่ขั้นบันไดของตึกโดยมีหมวกวางหงายไว้ข้างๆ
มีป้ายเขียนไว่ข้างตัวว่า “ผมตาบอด กรุณาช่วยด้วย” มีเหรียญเพียงสองสามอันในหมวก



A man was walking by. He took a few coins from his pocket and dropped them into the hat. He then took the sign, turned it around, and wrote some words. He put the sign back so that everyone who walked by would see the new words.

Soon the hat began to fill up. A lot more people were giving money to the blind boy. That afternoon the man who had changed the sign came to see how things were. The boy recognized his footsteps and asked, "Were you the one who changed my sign this morning? What did you write?"

ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขาหยิบเงินสองสามเหรียญจากกระเป๋าแล้วหย่อนลงในหมวก เขาหยิบป้ายข้างเด็กตาบอดมาเขียนที่ด้านหลัง แล้ววางลงที่เดิม
เพื่อให้คนเดินผ่านได้เห็นข้อความใหม่บนป้าย

ในไม่ช้า...หมวกก็เต็ม ผู้คนมากมายให้เงินแก่เด็กตาบอด บ่ายวันนั้นชายที่เขียนป้ายให้ใหม่กลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กชายจำเสียงฝีเท้าเขาได้ก็ถามขึ้นว่า “คุณใช่คนที่เขียนป้ายให้ผมใหม่เมื่อเช้าใช่ไหมครับ” “คุณเขียนว่าอะไรครับ”



The man said, "I only wrote the truth. I said what you said, but in a different way."
I wrote: "Today is a beautiful day, but I cannot see it."

Both signs told people that the boy was blind. But the first sign simply said the boy was blind. The second sign told people that they were so lucky that they were not blind. Should we be surprised that the second sign was more effective?


ชายคนนั้นพูดว่า “ฉันแค่เขียนความจริง ฉันเขียนสิ่งที่เธอพูดแต่เขียนด้วยคำพูดที่แตกต่าง”
ฉันเขียนว่า “วันนี้ช่างเป็นวันที่สวยงาม แต่ผมไม่สามารถชื่นชมมันได้”
ทั้งสองข้อความบอกกล่าวผู้คนว่าเด็กชายนั้นตาบอด ทว่าข้อความแรกเพียงบอกธรรมดาว่าเด็กชายตาบอด ในขณะที่ข้อความหลังบอกผู้คนว่าพวกเขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ตาไม่บอด แปลกใจไหมที่ข้อความหลังให้ผลดีกว่า



Moral of the Story: Be thankful for what you have. Be creative. Be innovative. Think differently and positively.

When life gives you a 100 reasons to cry, show life that you have 1000 reasons to smile. Face your past without regret. Handle your present with confidence. Prepare for the future without fear. Keep the faith and drop the fear.

The most beautiful thing is to see a person smiling.
And even more beautiful is knowing that you are the reason behind it!!!

If you like, share.
ข้อสอนใจจากเรื่องนี้ จงขอบคุณในสิ่งที่คุณมี ขอให้มีความคิดสร้างสรรค์ ปฏิรูปจิตใจของคุณ และคิดแตกต่างในแง่บวก
ยามเมื่อชีวิตมีเหตุผลเป็นร้อยให้คุณอยากร้องไห้ จงทำให้ชีวิตดูว่ามีเหตุผลเป็นพันให้คุณยิ้มได้ เผชิญหน้ากับอดีตโดยไม่สลดใจ จัดการกับปัจจุบันอย่างมั่นใจ เตรียมการเพื่ออนาคตโดยไม่หวาดกลัว มีศรัทธาและโยนความหวาดหวั่นทิ้งไป
สิ่งที่งดงามที่สุดคือการได้เห็นคนยิ้มแย้ม และยิ่งงดงามกว่านั้นที่ได้รู้ว่าเราเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น

Anonmushroom

จำนวนข้อความ : 352
Join date : 05/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics
» นัดบัณฑิตรุ่นที่ 36 รอบบ่าย ทานข้าวเช้าก่อนเข้าซ้อมพิธีซ้อมย่อยครับ
» Facebook ของกลุ่มนักศึกษาวิชาเอกอังกฤษ
» อยากทราบอีเมล เฟสบุ้ค ช่องทางการติดต่อ ของเืพื่อนๆสื่อสาร มนุษศสาตร์หน่อยค้าบ มาเป็นเื่พื่อนกันนะครับ
» เด็กสื่อสารปี 1 พรุ่งนี้มีเรียนตัวไหนหรอ เรียนที่ราม 1 หรือราม 2 หรอค่ะ
» บัณฑิตรุ่นที่ 36 ใครว่างบ้างครับ เรามานัดทานข้าวกันก่อนดีกว่า

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ