ขอปรึกษาเห็ดเป็นยากับการรักษามะเร็งเต้านม

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ขอปรึกษาเห็ดเป็นยากับการรักษามะเร็งเต้านม

ตั้งหัวข้อ  เนาวรัตน์ on Wed Nov 17, 2010 2:29 pm

เรียน ท่านอาจารย์อานนท์ที่เคารพ

เนื่องจากดิฉันได้เข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ เห็ดกับมะเร็ง จึงได้บังเอิญพบข้อมูลเรื่องเห็ดเป็นยา เห็ดกระดุมบราซิลในเวบไซต์ของท่าน ซึ่งอ่านแล้วน่าสนใจและมีประโยชน์มาก ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ใหม่สำหรับดิฉันว่า นอกจากเห็ดหลินจือแล้ว ยังมีเห็ดต่างๆ อีกหลายชนิดที่นำมาเป็นยาได้ ดังนั้น ดิฉันจึงใคร่ขอปรึกษาวิธีการกินเห็ดเป็นยาดังนี้

1. คุณแม่ของดิฉันมีอายุย่าง 91 ปี เดิมเป็นโรคความดันโลหิตสูง หัวใจโตเล็กน้อย และมีปัญหาโรคกระเพาะอาหาร เมื่อพฤศจิกายน 2552 พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมข้างซ้าย ด้านซ้ายตรงจุด 2 นาฬิกา ขนาดประมาณ 2 ซม.(เป็นปริมาตร แต่จำไม่ได้ค่ะ) เป็นมะเร็งขั้นที่ 1-2 หมอจะให้ผ่าตัด แต่ลูกเห็นว่าแม่อายุมากแล้ว จึงไม่อยากให้ผ่าตัด (ถ้าหากผ่าตัดแล้ว ยังจะต้องฉายแสง และทำคีโม) ไม่อยากให้แม่ต้องทรมาน เพราะเกรงว่าแม่จะฟื้นตัวลำบาก (หรืออาจจะไม่ฟื้นกลับมาก็ได้) และไม่สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นปัจจุบันได้ (ขณะนี้ยังช่วยตัวเองได้เกือบทุกอย่าง เดินเหินได้ แต่ไม่ไกลเนื่องจากมีปัญหาเรื่องเข่า) และจากการตรวจชิ้นเนื้อนั้น ชิ้นเนื้อไวต่อฮอร์โมน receptor จึงขอกินยาต้านฮอร์โมนแทน(แต่ยาต้านฮอร์โมนจะมีผลข้างเคียง ที่อาจทำให้เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งที่มดลูก รังไข่อีก) ในขณะเดียวกันดิฉันได้ศึกษาแนวธรรมชาติบำบัด และได้ปรึกษาแพทย์ธรรมชาติบำบัด ซึ่งแนะนำให้แม่กินวิตามินเสริมต่างๆ ซึ่งเป็น antioxidant เช่น BIO C, Selenium, Vitamin E, Beta carotene, Coenzyme Q10 รวมทั้งให้กิน Multi B, Folate, Omega 3 (เนื่องจาก HDL ต่ำอยู่ที่ 33) และเห็ดหลินจือแคปซูล และผงสปอร์ (ได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้านายเป็นครั้งคราว)

ส่วนเรื่องอาหารนั้น งดการกินทั้งโปรตีนจากพืชและสัตว์ (รวมทั้งถั่ว งา เต้าหู้) งดไขมัน ห้ามกินเค็ม หวาน เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่เลี้ยงมะเร็ง กินได้เฉพาะผักผัดกับน้ำซุปโพแตสเซียม (ประกอบด้วยมะเขือเทศ มันฝรั่ง กะหล่ำปลี แครอท หัวหอมใหญ่) กินน้ำคั้นจากผักและผลไม้ ซึ่งการกินลักษณะนี้ค่อนข้างกินยาก เนื่องจากแม่เป็นคนจีนที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ และอยู่ในสังคมคนจีน จึงไม่คุ้นกับอาหารไทย เช่น แกง น้ำพริก ผักสด ดังนั้น แม่จึงกินข้าวกล้องกับผักผัดกับน้ำซุปทุกมื้อ แต่ถ้าแม่บ่นกินไม่ไหวแล้ว ก็จะอนุโลมให้เต้าหู้ 1 ชิ้น หรือปลา 2-3 ชิ้น (ขนาดเท่า 2 นิ้วมือ)

หลังจากรักษาทั้งแผนปัจจุบันและธรรมชาติบำบัด(ไม่ได้บอกหมอแผนปัจจุบัน เกรงว่าหมอจะต่อว่า และไม่ยอมรักษาให้) ได้ประมาณ 5 เดือน หมอให้ทำ Ultrasound ก้อนเนื้อนั้น ปรากฎว่าลดลงเล็กน้อยประมาณ ครึ่งเซนติเมตร แต่หมอไม่ให้ความสำคัญ ถือว่าลดลงน้อยมาก และยังยืนยันจะให้ผ่าตัดอีก และไม่ทราบว่า ผลจากการกินยาต้านฮอร์โมน และการกินอาหารแบบนี้ ทำให้ความดันของแม่ต่ำกว่าก่อนที่เป็นมะเร็งหรือไม่ โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 110/50 (บางที 98/44) หัวใจเต้นระหว่าง 45-52 ครั้ง/นาที

จึงอยากเรียนถามอาจารย์ว่า คุณแม่จะกินเห็ดเป็นยาได้หรือไม่ และจะต้องกินขนาดเท่าไหร่ ซึ่งปกติกินวิตามิน และเห็ดหลินจืออยู่แล้ว จะต้องลดปริมาณวิตามิน หรือเห็ดหลินจือที่กินเป็นประจำหรือไม่ (ปกติกินเห็ดหลินจือวันละ 4 เม็ด เช้า 2 เย็น 2) และจะมีผลข้างเคียงหรือไม่ เช่น อาการร้อนใน มึน/เวียนหัว เป็นต้น

2. สำหรับตัวดิฉัน ดิฉันได้รับการผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูก จึงตัดทั้งมดลูกและรังไข่ออกทั้งหมดตั้งแต่ปลายปี 2551 ปัจจุบันยังคงรู้สึกว่าแผลที่ผ่าตัดมันไม่เหมือนเดิม มีอาการเซียว หรือเจ็บแป็บๆ เป็นครั้งคราว และเนื่องจากต้องดูแลแม่ที่ชรา และป่วย อีกทั้งต้องทำงานหาเลี้ยงชีพด้วย จึงทำให้เกิดความเครียด พักผ่อนไม่พอ เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วเคยเป็นภูมิแพ้(ลมพิษ) รักษาอยู่หลายปี โดยการฉีดภูมิเข้าไป แต่ปัจจุบันหายแล้ว แต่เป็นภูมิแพ้อากาศแทน มีอาการคันตา (เกาตาจนเส้นเลือดฝอยตาแตก) จาม น้ำมูกไหลทุกวัน บางวันจามและคันตาในขณะที่เราหลับอยู่ บางวันจาม/น้ำมูกไหลตั้งแต่ยังไม่ลุกจากที่นอน จนถึงช่วงบ่ายๆ ถึงจะดีขึ้น มีความรู้สึกว่าทรมานมาก จึงอยากเรียนถามอาจารย์ว่า ถ้าดิฉันจะทานเห็ดเป็นยาควรทานในปริมาณเท่าไหร่ค่ะ

ต้องขอโทษอาจารย์ที่เขียนยึดยาว และขอความเมตตาจากอาจารย์ช่วยกรุณาตอบคำถามให้ด้วย และหากท่านจะมีอะไรแนะนำดิฉันก็น้อมรับค่ะ ขอบคุณค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงคุ้มครองอาจารย์และครอบครัวให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และซาบซิ้งในบุญกุศลที่อาจารย์ได้ทำและเผยแผ่ต่อมนุษยชาติด้วยค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

เนาวรัตน์ เหล่าวรวิทย์

เนาวรัตน์

จำนวนข้อความ : 2
Join date : 08/11/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เห็ดเป็นยากับมะเร็งเต้านม รวมทั้งมะเร็งอื่นๆด้วย

ตั้งหัวข้อ  Anonmushroom on Sun Nov 21, 2010 7:12 am

หมู่นี้ มีสมาชิกและผู้มาเยืนอหลายท่านได้เข้ามาถามเรื่องเห็ดเป็นยากันค่อนข้างบ่อย และผมทราบดีว่า แต่ละท่านที่ถามมา ก็ร้อนใจอยากได้คำตอบทันที และรวดเร็ว เฉกเช่น ผมตอบเรื่องเกี่ยวกับการเพาะเห็ด ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมเองไม่ใช่หมอ ไม่เคยเรียนหรือจบมาทางด้านการรักษาโรคมนุษย์เลย เพียงแต่ ผมมีโรคประจำตัวที่หมอรักษาให้หายขาดไม่ได้ 2 อย่าง คือ โรคเบาหวานเรื้อรัง และโรคภูมิแพ้อากาศ ที่แพ้ทุกอย่างที่มีอยู่ในอากาศบ้านเรา สำหรับเรื่องเบาหวานนั้น มันเป็นสิงที่ติดหูติดตาผมไปชั่วชีวิต ที่ผมเห็ดญาติทางคุณแม่ของผมเป็นเบาหวานกันแทบทุกราย รวมทั้งคุณแม่ผมด้วย ก่อนที่ญาติผมจะเสียชีวิต มีหลายราย เกิดแผลเน่าเปื่อยจำเป็นจะต้องตัดเอาอวัยวะส่วนนั้นทิ้งไป เช่น แขน ขา นิ้ว มันเป็นภาพที่เสียวสยองจริงๆ ผมเองก็มีโอกาสที่จะโดนเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะทั้งน้ำตาลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์ผมสูงมาก นอกจากผมเป็นโรคเบาหวานแล้ว ผมยังเป็นโรคภูมิแพ้อย่างรุนแรง โดยรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำรวจสมัยนั้น คือ พล.ต.ต. นพ. ชูชาติ อุตโรทัย ที่มาอบรมเห็ดกับผม และตอนหลังเป็นคนที่ช่วยวิ่งเต้นทางตำรวจสันติบาล ให้ผมตั้งสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยขึ้นสำเร็จ เมื่อปลายปี 2521(เดี๋ยวนี้ ผู้บริหารสมาคมเปลี่ยนไปหมดแล้ว อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้ก่อตั้งสมาคม กลายเป็นบุคคลต้องห้ามสำหรับสมาคมนี้ไปเสียแล้ว) ท่านได้พาผมไปตรวจร่างกายว่า ทำไมผมจึงป่วยเป็นโรคภูมิแพ้แบบเรื้อรัง ปรากฎว่า เมื่อได้ไปตรวจสอบภาวภูมิแพ้ในร่างกายของผม พบว่า ผมแพ้สิ่งปฎิกูลหรือมลภาวะทุกอย่างในอากาศ ไม่มีทางที่จะรักษาให้หายขาดได้ เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน ดังนั้น ตลอดทั้งชีวิตของผม ผมจะต้องทานยาแอนตี้ฮีสตามิน ทุกวัน และฉีดฮอร์โมนอินซูลินเข้าไป เพื่อจะได้ไปเผาผลาญน้ำตาลในเส้นเลือดตลอดเวลา ผมก็ได้ปฎิบัติตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด จนกระทั่ง ผมรู้ตัวเองว่า หากผมยังขืนปฎิบัติตัวดังกล่าวเช่นนั้น ผมคงอายุไม่เกิน 40 ปีแน่ๆ เพราะการทานยา ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ภูมิแพ้ แม้ว่าจะรู้สึกไม่มีน้ำมูกไหลในตอนเช้า แต่จะเกิดอาการซึม ง่วงนอน ไม่อยากจะทำอะไร หมดอาลัยตายอยากในชีวิต เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด พอครั้นมาดูเรื่องเบาหวาน อาหารอะไรก็ทานไม่ได้ ทานได้เฉพาะอาหารบางอย่างที่ไม่ถูกปากเลย ชีวิตดูเหมือนมันรันทดเหลือเกิน ผมจึงเริ่มค้นคว้าด้วยตัวเอง จึงพบว่า อ๋อ ที่ผมและญาติผม รวมทั้งคนอื่นที่เป็นเบาหวาน ก็เพราะ การสร้างหรือหลั่งเอ็นไซม์ของผมจากตับอ่อน ผิดปกติ มีปริมาณที่น้อย ไม่เพียงพอแก่การเผาผลาญอาหารบางอย่างในร่างกาย จึงทำให้ตับอ่อนของผม ซึ่งโดยปกติธรรมดา มนุษย์ทั่วไป ตับอ่อน จะยาวเพียง 14 ซม. ของผมถูกใช้งานมากเกินไป มันยาวถึง 16 ซม. ส่วนโรคภูมิแพ้ของผมนั้น มันก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน ที่ร่างกายผมสร้างภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ และมีการสร้างภูมิบางอย่างที่ไวต่อสิ่งแปลกปลอมบางอย่าง ในเมื่อผมรู้สาเหตุเช่นนี้แล้ว ผมจึงหยุดการรักษาแนวทางแพทย์แผนปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ที่เขาเรียกว่า หักดิบเลย แล้ว ผมก็ไปหาแนวทางรักษาทางอื่นๆ เช่น การระมัดระวังเรื่องอาหาร รักษาโดยใช้สมุนไพร รักษาด้วยยาจีน พอไปอยู่ที่แอฟริกา ก็ไปรักษากับหมอพื้นเมือง รวมทั้งทานสมุนไพรของทางโน่นด้วย แต่อาการก็ทรงๆทรุดๆ ผมสุดท้าย จากการที่ได้เดินทางไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดในหลายประเทศ พอมีประสบการณ์และย้ายไปหลายๆประเทศ ก็เริ่มมีคนรู้จัก ตำแหน่งหน้าที่ก็สูงขึ้น จนได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุโส เกี่ยวกับเห็ด ขององค์การสหประชาชาติ และก็ได้รับเชิญให้ไปบรรยาย หรือเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับเห็ดเป็นยาอยู่บ่อยครั้ง ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์จากผู้รู้ทั้งหลายจากทั่วโลก รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาที่เป็นโรคเช่นเดียวกับผม ก็เลยทำให้ผมรู้ว่า สิ่งที่มันเป็นสาเหตุของโรคในตัวผมนั้น ไม่ใช่ว่า จะรักษาให้หายขาดไม่ได้ หากเราเข้าใจต้นสายปลายเหตุของโรคว่า มันเกิดจากการสร้างเอ็นไซม์ไม่พอ และการสร้างภูมิต้านทานในร่างกายให้สมดุลย์ไม่ดี มันย่อมมีผลทำให้เกิดโรคได้ ผมจึงหันมาสนใจเรื่องของเอ็นไซม์ครับ และผมก็พบว่า มีจุลินทรีย์มากมายหลายร้อยชนิด สามารถสร้างเอ็นไซม์ทดแทนเอ็นไซม์ที่่ร่างกายผมขาดได้ นับแสนนับล้านเท่าของร่างกายผมสร้าง ยกตัวอย่างง่ายๆ จุลินทรีย์ที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล อันได้แก่พวกเชื่้อ Aspergillus niger ที่เราใช้ทำข้าวหมากนั้น มันสามารถสร้างเอ็นไซม์ย่อยแป้ง ย่อยน้ำตาลได้มากกว่าร่างกายผมสร้างภายในเวลาไม่กี่นาที มีสูงนับหมื่นนับแสนเท่า เมื่อเทียบกับร่างกายผมสร้าง ผมก็ลองทานข้าวหมาก ที่เขาหมักไว้พียง 24-36 ชม.ดู ผมทานทุกวัน ก็ปรากฎว่า น้ำตาลในเส้นเลือดผมเหลือน้อย ดีขึ้น ซึ่งมันเป็นศัญญานที่ดีมากในการรักษาโรคของผม ผมจึงได้ศึกษา หาจุลินทรีย์ที่มันสามารถสร้างเอ็นไซม์ที่ผมขาด ผมจึงเริ่มหาแหล่งเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ทานเข้าไป เช่น จากนมเปรี้ยว จากสัปรด จากมะละกอ จากแหนม ปรากฎว่าได้ผลครับ อาการโรคเบาหวานผมดีขึ้นมาก จนกระทั่งผมได้พบว่า มีจุลินทรีย์ ที่อาศัยอยู่ที่รากโกงกาง ที่มีอยู่นับพันๆชนิด โดยผมได้ทำการคัดเลือกเอาตัวที่มีประโยชน์และไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อการสร้างเอ็นไซม์สำหรับมนุษย์บริโภค ก็พบว่า มีจุลินทรีย์อยู่ 5 ชนิด อันได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย Pediococcus spp. 2 ชนิด เชื้อ Lactobacillus 1 ชนิด และเชื้อยีสต์ที่หาได้ยากมากจากแหล่งอื่น แต่มีมากในรากโกงกาง และเป็นเชื้อยีสต์ที่มีประโยชน์มากในด้านการทำลายสารพิษต่างๆไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง สารจากโลหะหนัก หรือสารก่อโรคมะเร็ง ที่เรียกว่า สารอนุมูลอิสระ มันจึงเป็นจุลินทรีย์สุดยอดที่ใช้ในการล้างพิษในร่างการ หรือที่เรียกว่า ดีทอกซ์ได้เป็นอย่างดี คือ เชื้อ ยีสต์ Pichia รวมทั้ง เชื้อยีสต์ที่ช่วยกำจัดกลิ่น กำจัดเหล้า คือ เชื้อ Dekkerra ผมจึงเอาเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆเหล่านี้ มาเพาะเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อ 24-36 ชม. แล้วทาน ก็ปรากฎว่า โรคเบาหวานและโรคภูมิแพ้ผมดีขึ้นอย่างมาก แล้วยิ่งมารู้ว่า สิ่งที่ผมทำ ผมสอนมาตลอดชีวิต คือ เห็ดแทบทุกชนิด ล้วนแล้วแต่เป็นยาสุดยอดทั้งนั้น ผมจึงหันไปศึกษาเรื่อง เห็ดเป็นยามากยิ่งขึ้น ยิ่งศึกษา ยิ่งทำให้รู้ว่า เห็ดบางอย่าง มันช่างสุดวิเศษจริงๆ เพียงแต่เราไม่เข้าใจมันมาก่อน ผมจึงใช้เวลาและโอกาสในช่วงที่ไปอยู่ต่างประเทศ ไปเอาเห็ดต่างๆที่ทั่วโลกเขาเอามาใช้เป็นยา ใหม่ๆ ผมก็เหมือนคุณนั่นแหละ พอข่าวว่ามีเห็ดอะไรเป็นยา ผมก็จะวิ่งเข้าหา ในเมืองไทยมีการปลุกกระแสกันเรื่องเห็ดหลินจือ คนไทยก็เห่อเรื่องเห็ดหลินจือกันไปพักใหญ่หนึ่ง ซึ่งจริงๆแล้ว เห็ดหลินจือ ก็มีความมหัศจรรย์ในการรักษาโรคบางชนิดได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ยิ่งร้ายไปกว่านั้น มีการสร้างกระแสกันอีกว่า สปอร์ของเห็ดหลินจือ มีสรรพคุณอันเหลือเชื่อมากมาย จริงๆแล้ว มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพียงแต่ว่า กว่าจะเก็บสปอร์ได้จำนวนมาก มันยากกว่า การเพาะเห็ดเป็นดอก พอผมไปดูงานที่เมืองจีน รัฐบาลจีนก็ทุ่มเงิน เป็นพันๆล้านบาท สร้างเมืองหนานตง ที่อยู่ใกล้กับเมืองเซียงไฮ้ เป็นเมืองเห็ดหลินจือไปเลย ซึ่งค่อนข้างจะหนักไปทางด้านการค้า และการสร้างกระแส แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว ผมได้ทดสอบด้วยตัวเอง มันไม่ได้ผลดั่งที่ทำการโฆษณากันเท่าใดนัก ผมจึงมุ่งศึกษาและหาความรู้เกี่ยวกับเห็ดเป็นยาไปเรื่อยๆ จึงทราบว่า มีเห็ดอีกหลายชนิด และเป็นเห้ดที่เกิดธรรมชาติบ้านเรานี่แหละ ที่มีสรรพคุณเป็นยา ดีกว่า เห็ดหลินจือเสียอีก เช่น เห็ดจิก หรือ เห็ดกระถินพิมาน (Phellinus linteus or Phellinus ignarius) เป็นเห็ดที่นักวิทยาศาสตร์ทั่่วโลกยอมรับว่า มันมีสรรพคุณในการสร้างภูมิให้แก่ร่างกายมนุษย์ และต่อต้านอนุมูลอิสระ และรักษาโรคมะเร็งได้สุดยอดกว่า เห็ดหลินจือ อย่างเทียบกันไม่ติด เพียงแต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ทำให้ต่างชาติมาซุ่มเงียบ จ้างชาวบ้านในราคาถูกๆ เก็บดอกเห็ดพวกนี้จากบ้านเราไปหมดแล้ว เพื่อนำไปสกัดเป็นยารักษามะเร็งไปขายในต่างประเทศในราคาแพงๆ ก็ต้องถือว่า มันเป็นกรรมของแผ่นดินก็แล้วกัน นอกจากนี้ ก็ยังมีเห้ดเป็นยาอีกมากมายหลายชนิด ที่เราเพาะกันได้ในเมืองไทย ที่มีคุณสมบัติเป็นยา เช่น เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เป็นยาที่ดีสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือดสูง เห็ดขอนขาว สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ มะเร็งปอด เห็ดแครง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น และก็ยังมีเห็ดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่มีคุณสมบัติเป็นยาที่ดี เช่น เห็ดกระดุมบราซิล สำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้ และมะเร็งแทบทุกชนิด เห็ดถั่งเช่าสีทอง เกี่ยวกับมะเร็งปอด และเพิ่มสมรรถนะทางเพศ ผมจึงได้รวบรวมเอาบรรดาเห็ดเป็นยาทั้งหลาย เอามาใช้รักษาตัวเอง และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอ็นไซม์ หมายความว่า ผมได้ทำการเพาะทั้งเส้นใยเห็ด และดอกเห็ด แล้วนำมาเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งมันจะได้ทั้งสรรพคุณทางยาจากเห้ด และได้เอ็นไซม์จากจุลินทรีย์ไปพร้อมกันด้วย
ที่ผมพูดมาเสียยดยาว ยาวกว่าที่คุณถามมาเสียอีก ก็เพื่อจะอธิบายให้ฟังว่า เห็ดเป็นยา ที่ผมทำส่งไปขายในต่างประเทศนั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ในส่วนการขายในประเทศไทยนั้น ผมไม่สามารถทำได้ เพราะได้ไปขอใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ที่เขาเรียกว่า อย.นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ขนาดท่านนายกสมัคร ที่ท่านได้เอาเห็ดเป็นยาของผมไปทาน จากที่หมอไม่รับรักษาและอนุญาตให้กลับบ้านแล้วนั้น พอท่านทานเห็ดเป็นยาเข้าไปเพียงไม่กี่วัน ท่านกลับฟื้นคืนสู่ปกติได้ แล้วท่านรับที่จะดำเนินการติดต่อ ทางคณะกรรมการอาหารและยาให้ ก่อนที่ท่านจะถึงแก่อนิจกรรมไปไม่กี่สัปดาห์ ท่านได้โทรมาบอกผมว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำการผลิตเห็ดเป็นยาและได้รับใบอนุญาตได้ ผมจึงตัดสินใจ ไม่มีความพยายามอีกต่อไป ที่จะผลิตเห็ดเป็นยาเพื่อขายในไทยอีกต่อไป และได้ย้ายฐานไปผลิตที่ประเทศอื่นแทนครับ เอาล่ะ พอได้อธิบายมาถึงตรงนี้ จึงขอตอบปัญหาที่ถามมาดังนี้
1. เห็นด้วยที่สุด ที่คุณแม่ของคุณอายุมากแล้ว ไม่ควรนำท่านไปทำการผ่าตัดเอามะเร็งออก เพราะอย่าลืมว่า ทุกคนในโลกนี้ ล้วนแต่มีเซลมะเร็งแฝงอยู่ในร่างกายกันแทบทั้งสิ้น ปัญหามันมีอยู่ว่า ในเมื่อเรารู้ว่า เรามีเซลมะเร็งอยู่ เราก็พยายามหาทางอยู่กับมัน โดยอย่าไปทำอะไรมัน ให้มันลุกลาม หรือแพร่กระจายไปอีก ส่วนใหญ่ คนที่เป็นมะเร็งและเซลมะเร็งกำลังแพร่กระจาย เซลมะเร็งจะไปดึงเอาสารโปรตีนจากร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดโปรตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปรตีนที่เขาเรียกว่า โปรตีนไข่ขาว เวลาเราไปตรวจร่างกายดู และหมอเขาก็รู้ว่าเราเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยทุกราย จะมีอาการขาดโปรตีนไข่ขาว หมอก็มักจะแนะนำให้ ผู้ป่วยทานโปรตีนที่ย่อยง่ายเข้าไปเยอะๆ โดยเฉพาะ โปรตีนจากปลา หรืออาหารทะเล แต่จากประสบการณ์ของผม ที่ผมรักษาญาติของผมที่เป็นมะเร็งท้องบวมและหายเป็นปกติได้ในระยะเวลารวดเร็ว แต่พอไปหาหมอ หมอก็บอกว่า ให้ทานโปรตีนจากปลาเยอะๆ ปรากฎว่า เจอปลาทับทิมไปแค่ 2 ครั้งเท่านั้ ท้องกลับมาบวม และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากกรณีของท่านนายกสมัครเลย ดังนั้น การที่คุณให้คุณแม่ ทานอาหารที่หนักไปทางมังสะวิรัตินั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะอาหารทั้งหลายเหล่านี้ มันจะสามารถไปยับยั้งขบวนการ angiogenesis หรือ การสร้างเส้นเลือดฝอย ไปหล่อเลี้ยงเซลมะเร็ง ก็จะทำให้เซลมะเร็งไม่ลุกลามหรือแพร่กระจายได้ คุณกำลังพาแม่รักษาถูกทางแล้วครับ อย่าเอาท่านไปทรมาณตอนแก่เลย แล้วยิ่งต้องไปฉายแสงและฉีดคีโมอีก ถามว่า มีกี่รายที่รอดระหว่างรักษาบ้าง นอกจากจะเสียเงินเยอะขึ้น และยังทำให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเสียอีก ส่วนเรื่องทานเห็ดหลินจือ หรือทานสปอร์เห็ดหลินจือนั้น ช่วยได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ทางที่ดี ควรใช้เห็ดที่ไปสร้างภูมิคุ้มกัน และทำให้คุณแม่คุณหรือตัวคุณเองแข็งแรง และไปช่วยกำจัดสารก่อมะเร็ง อันได้แก่ พวกอนุมูลอิสระทั้งหลายในร่างกาย รวมทั้งเร่งการตายของเซลมะเร็งที่เขาเรียกว่า ขบวนการ Apotosis ด้วยการสกัดการส่งอาหาร ด้วยผ่านขบวนการสร้างเส้นเลือดฝอย ไม่ให้ส่งอาหารที่เซลมะเร็งต้องการไปให้มัน มันก็จะฝ่อและตายไปที่สุด หรืออย่างน้อยจะไม่ลุกลามต่อ เหนือสิ่งอื่นใด ต้องพยายามทำจิตใจให้ผู้ป่วยมีความสุข อย่าให้กังวลและเครียด ซึ่งมันจะกลายเป็นตัวเร่งให้อาการเลวยิ่งขึ้ยน
2. สำหรับคุณเองนั้น ผมก็ขอแนะนำว่า เห็ดเป็นยานั่นแหละครับ ที่จะสามารถเยียวยาสิ่งที่เป็นผลตามมาจากการผ่าตัดเอาเซลมะเร็งของคุณออกไป ขณะเดียวกัน ควรหาทานอาหารที่เป็นเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์เข้าไปด้วย
เรื่องของเห็ดเป็นยาและเอ็นไซม์นั้น คุณสามารถติดต่อขอความรู้เพิ่มเติมจากเจ้าหน้านที่ของอานนท์ไบโอเทค ได้ที่ 029083308 และ 0860830202 เวลาโทรไป กรุณาใจเย็นๆหน่อย เพราะผู้รับทำหน้าที่ตั้งแต่ผู้จัดการ คนงาน ภารโรง รวมทั้งทำความสะอาดห้องน้ำ ถูบ้าน ซักผ้า ยกของขึ้นรถ เป็นผู้หญิงวัยกลางคนอยู่เพียงลำพัง หรือ อาจจะติดต่อลูกชายผมก็ได้ ชื่อ คุณยงยศ(ไผ่) เอื้อตระกูล ที่ 025799200 และ 025797759
avatar
Anonmushroom

จำนวนข้อความ : 352
Join date : 05/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอบคุณที่เมตตาและตอบคำถามค่ะ

ตั้งหัวข้อ  ???????? on Wed Nov 24, 2010 9:29 pm

เรียน ท่านอาจารย์อานนท์ที่เคารพ

ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ที่อาจารย์ได้เสียสละเวลาในการเล่าความเป็นมาของการทำเห็ดเป็นยาให้ฟัง และยังชี้แนะและสนับสนุนในการรักษาคุณแม่ของดิฉัน จากการอ่านที่อาจารย์ได้เขียน ก็ยังมีหลายสิ่งที่ดิฉันยังไม่เข้าใจว่าทำไมหน่วยงานรัฐจึงไม่สนับสนุนให้ อย.ในการผลิตเห็ดเป็นยา เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเชื่อว่า การที่อาจารย์ได้อบรมให้ความรู้ เผยแพร่วิทยาการต่างๆ หรือเรื่องการผลิตเห็ดเป็นยา(ซึ่งส่วนหนึ่งช่วยให้ผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการป่วยไข้ในประเทศได้ทาน) นั้น จะเป็นผลบุญอันสูงส่ง ดิฉันเชื่อว่าทำดีต้องได้ดีค่ะ

วันนี้ดิฉันได้ไปซื้อแคปซูลเห็ด และเอ็นไซม์มาแล้ว 2 ชุด และเริ่มให้แม่ทานมื้อเย็นแล้วค่ะ

ด้วยความเคารพ
เนาวรัตน์

????????
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอเอาใจช่วย

ตั้งหัวข้อ  Anonmushroom on Thu Nov 25, 2010 7:36 am

ขอเอาใจช่วย ขอให้หายวันหายคืน แต่โปรดจำไว้ว่า คนที่ไม่เคยทานเห็ดเป็นยาของอานนท์ไบโอเทคมาก่อนนั้น ซึ่งมันจะไปปรับสมดุลย์และภูมิต้านทานในร่างกาย คนที่ขาดสมดุลย์ อาจจะมีอาการข้างเคียงในระยะเริ่มต้น เช่น ครั่นเนื้อครั่นตัว นอนนาน ตื่นสาย เวลาถ่ายจะเหม็นมาก แล้วอุจจาระจะดำ หรือแม้กระทั่งกลิ่นตัวในวันแรกๆ จะถูกไล่ หรือถูกขับออกมาจากทวารทุกอนู หรือ คนที่แพ้อากาศ จะมีอาการคันที่จมูก และนอนนานกว่าปกติ คนที่เป็นเกี่ยวกับไขข้ออักเสบ จะปวดเพิ่มขึ้นในระยะแรก อย่าตกใจ นั่นแสดงว่า ฤทธิ์ของเห็ดกำลังทำงาน ขอให้ทานต่อไปอย่างต่อเนื่อง เว้นเสียแต่ว่า หากอาการปวดทนไม่ไหวจริงๆ อาจจะลดปริมาณลง หรือใช้ยาแก้ปวดเข้าช่วย แค่สองสามวันเท่านั้น แล้วจะรู้ว่า ความจริงมันเป็นเช่นไร ไม่ใช่ยาผีบอก หรือเป็นการเล่นทางด้านไสยศาสตร์ แต่เป็นการปรับสมดุลย์ในร่างกาย และต่อไปชีวิตที่เหลือในอนาคต จะสดใส และมีความสุข ขอให้ทุกท่านจงมีแด่ความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเถอะ
avatar
Anonmushroom

จำนวนข้อความ : 352
Join date : 05/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

รายงานผลความคืบหน้าในการทานเห็ดเป็นยา

ตั้งหัวข้อ  ???????? on Wed Dec 08, 2010 9:16 am

เรียน อาจารย์อานนท์ที่เคารพ

ก่อนอื่นขอขอบคุณอาจารย์ที่เมตตา และส่งแรงใจให้ดิฉันและทุกๆ ท่านที่ป่วยไข้

ดิฉันขอรบกวนเวลาอาจารย์ รายงานผลความคืบหน้า และขอแบ่งปันประสบการณ์ในการทานเห็ดเป็นยาให้ฟังค่ะ เป็นอย่างที่อาจารย์ได้เกริ่นให้ฟังจริงๆ ค่ะ ว่า ในช่วงแรกของการทานเห็ดเป็นยา สำหรับคนที่ขาดสมดุลย์ เห็ดเป็นยาจะเข้าไปปรับสมดุลย์ และสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย หากใครเป็นภูมิแพ้ จะมีอาการคันจมูกมาก เป็นดั่งที่อาจารย์ได้กล่าวไว้จริงๆ ค่ะ ดิฉันเป็นภูมิแพ้อากาศ เริ่มต้นทานวันละ 2 มื้อ มื้อละ 2 เม็ด พร้อมเอนไซม์มื้อละ 1 เม็ด ในช่วง 3 วันแรกที่ทาน รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว วันที่ 3 รู้สึกคันจมูกมาก พอวันที่ 4 ไม่ทราบว่าเอาพละกำลังมาจากไหน สามารถทำงานบ้านได้โดยไม่เหนื่อย(ไม่ทราบว่าอุปทานหรือเปล่าค่ะ) วันที่ 6 อาการจาม น้ำมูกไหล ดีขึ้นมาก น่าจะดีขึ้นประมาณ 80 % แต่ ณ ปัจจุบันที่เขียน(15 วัน) อาการดีขึ้น 90 % อีกประการ ปกติดิฉันเป็นคนผิวแพ้ง่าย แพ้ยุง ในช่วงหน้าหนาว หากเป็นแผลที่เกิดจากการเกา แผลจะหายช้ามาก แต่พอทานเห็ดเป็นยา แผลจะแห้งเร็วมาก (ถึงแม้ว่า ชอบไปแกะๆ เกาๆ ตอนตกสะเก็ดแล้วก็ตาม)

ดีใจมากค่ะ ที่จะได้หลุดพ้นจากโรคอันแสนทรมาน ดังนั้น อยากเรียนปรึกษาอาจารย์ว่า ดิฉันจะต้องเพิ่มปริมาณในการทานเห็ดหรือไม่ค่ะ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทานให้ดียิ่งขึ้น
 
ส่วนการทานเห็ดของคุณแม่ที่เป็นมะเร็งเต้านม นั้น ยังไม่มีการแสดงอาการใดๆ ในสัปดาห์แรกได้ให้คุณแม่ทานมื้อละ 2 เม็ด เช้าเย็น แต่พอเริ่มสัปดาห์ที่ 2 ได้ปรับเป็นมื้อละ 3 เม็ด เช้าเย็น พร้อมเอนไซม์มื้อละ 1 เม็ด อาจารย์เห็นว่าควรจะปรับวิธีการทานเห็ดเป็นยาหรือไม่ค่ะ และสามารถทานก่อนอาหารมากกว่า 1 ชั่วโมงหรือไม่ค่ะ เนื่องจากในบางวัน คุณแม่มีการทำกิจกรรมวารีบำบัด ซึ่งใช้เวลามากกว่า 1 ชม.ค่ะ
 
ประการสุดท้าย ที่อาจารย์ได้กล่าวไว้แต่ต้นว่า เมื่อทานเห็ดเป็นยาในช่วง 2 - 3 วันแรก เวลาถ่ายอุจจาระจะเป็นสีดำ นั้น หากเราทานเป็นอาทิตย์แล้ว ถ่ายอุจจาระเป็นสีเขียวคล้ำ ถือว่าผิดปกติ หรือเป็นการขับสารพิษ หรือเปล่าค่ะ
 
จากการที่ได้ค้นคว้า และอ่านสิ่งที่อาจารย์ได้เขียนตอบในฟอรั่มนี้ ทำให้รู้ว่า โรคภัยต่างๆ มิได้เกิดขึ้นชั่วขณะ ร่างกายได้สะสมของเสียต่างๆ ไว้มากมาย ซึ่งเกิดจากขบวนการย่อยอาหาร ขบวนการเผาผลาญไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถนำสารอาหารที่เราทานมาใช้ประโยชน์เต็มที่ หรือขับของเสียออกจากร่างกายเราได้หมด เป็นต้น ดังนั้น ดิฉันเข้าใจว่า การทานเห็ดเป็นยาก็เช่นกัน ก็ต้องใช้เวลาเยียวยาให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ค่อยๆ ซ่อมแซม หรือขับสารพิษออกมา จนร่างกายได้สมดุลย์ อาการต่างๆ จึงจะดีขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ก็ต้องขึ้นกับอายุคนไข้ และความรุนแรงของโรคแต่ละโรค อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ยังให้กำลังใจคุณแม่ และยังคงให้คุณแม่ทานต่อไปค่ะ อยากให้ทุกคนมีความอดทน สู้ๆ ต่อไปค่ะ
 
สุดท้ายนี้ ขอคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองอาจารย์ และครอบครัว ให้มีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ค่ะ
 
ด้วยความเคารพ
เนาวรัตน์
 

 

 

????????
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอขอบคุณคุณเนาวรัตน์เป็นอย่างยิ่ง

ตั้งหัวข้อ  Anonmushroom on Sun Dec 12, 2010 5:33 pm

ครับไม่มีความสุขใดที่ได้รับข่าวดีว่า สิ่งที่เราได้แนะนำไปแล้วทำให้ชีวิตเขาพ้นทุกข์และมีความสุข ในเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้รับข่าวที่น่ายินดีหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ ได้รับโทรศัพท์จากคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ท่านโทรมาขอบคุณที่ผมและ อ.เยาวนุชไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พณฯสมัคร สุนทรเวช และท่านได้ยืนยันว่า เห็ดเป็นยาแคปซูล ที่ผมได้มอบให้ท่านนายกสมัครไปทาน ในช่วงที่ท่านป่วยหนัก หมอหมดทางรักษาและอนุญาตให้กลับบ้านแล้ว หลังจากท่านได้ทานเห็ดเป็นยาไปเพียง 3 วัน ท่านกลับฟื้นคืนมา และใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์อาการท่านดีขึ้นราวปาฎิหาริย์ แต่ด้วยเหตุที่ท่านทานอาหารที่มีโปรตีนสูงหลายชนิด รวมทั้งปลาเข้าไปในช่วงที่ท่านเริ่มแข็งแรงดี เซลมะเร็งกลับฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็วและถึงแก่อนิจกรรมอย่างรวดเร็วด้วย คุณหญิงยังได้ฝากบอกถึงข่าวลือเรื่องว่า ท่านเสียชีวิตเพราะ โดนยาสั่งใส่ในอาหาร หรือเรื่องการเขียนกลอนอะไรที่ตกเป็นข่าวไปทั่วนั้นไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น
ข่าวดีที่สองที่ได้รับก็คือ เจ้าของหมู่บ้านธนินทร รัตนธิเบศก์ ซึ่งเป็นโรคแพ้อากาศงอมแงมทั้งครอบครัว แต่หลังจากเอาเห้ดเป็นยาไปทานติดต่อกันสักพัก ไม่ถึง 2 สัปดาห์ อาการดีขึ้น และท่านได้มายืนยันว่า มาถึงบัดนี้ ท่านก็สบายดี ไม่มีน้ำมูกไหลเหมือนในอดีต และสามารถลดปริมาณแคปซูลเห็ดลง
ข่าวดีที่ สาม สืบเนื่องจากเจ้าของหมู่บ้านธนินทร ได้ใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคภูมิแพ้แล้วได้ผล ท่านจึงแนะนำท่านผู้การสถานีตำรวจจะนะสงขลา ที่ป่วยเป็นโรคภูมิเพี้ยน หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งพบน้อยมากหนึ่งในล้าน เช่นเดียวกับคุณพุ่มพวง ท่านได้ทำการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันมาทุกรูปแบบจนร่างกายหมดเรี่ยวหมดแรง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย แม้แต่นิ้วมือที่จะจับของหรือกดรีโมทดูทีวีก็ไม่ได้ ครั้งแรกท่านเอาเห็ดเป็นยาที่ปรุงพิเศษไปทาน ท่านเกิดอาการเจ็บปวดและเหงื่อไหลอย่างรุนแรง จึงหยุดทานไป แต่พอการรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน ปรากฎว่า อาการยิ่งเสื่อมลง และหัวใจเริ่มมีปัญหา กำลังจะลามไปตับ แพทย์ลงความเห็นว่า หากหัวใจแย่ลงเช่นนี้ มันจะลามไปที่ตับอย่างรวดเร็วและอาจจะเสียชีวิตเร็วด้วย ท่านผู้การไม่มีทางเลือก เลยเกิดการปฎิวัติแบบหักดิบ ทานเห็ดเป็นยาอย่างเดียว ผลปรากฎว่า เมื่อวานวันที่ 11 ธันวาคม 2553 ได้รับรายงานว่า ขณะนี้ ผู้การสามารถขยับนิ้วได้ 3 นิ้วและสามารถกดรีโมทได้แล้ว แพทย์ได้ตรวจหัวใจและตับอยู่ในภาวะปกติดีมาก ยกเว้นเม็ดโลหิตขาวสูงกว่าปกติเล็กน้อย เพราะท่านเป็นหวัดเจ็บคอ และที่สำคัญ ท่านสามารถหัดเดินด้วยการประคองได้บ้างแล้ว นี่คือ สุดยอดของข่าวดี และขอเอาใจช่วยท่านผู้การให้หายวันหายคืน โดยท่านสัญญาว่า หากท่านหายดี หรือสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก ท่านจะเดินทางมาพบผมที่กรุงเทพ เพราะเรายังไม่เคยเจอหน้าค่าตากันมาก่อนเลย แต่คิดว่า เราคงได้เคยทำบุญร่วมกันมาแต่ปางก่อน จึงต้องกลายเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยกัน
ส่วนข่าวดีของคุณเนาวรัตน์ ที่กรุณานำเอาผลของการใช้เห็ดเป็นยามาเล่าสู่กันฟังนี้ ต้องขอขอบคุณด้วยใจจริงครับ เพราะวันๆหนึ่ง มีคนเอาเห็ดเป็นยาไปทานเยอะมาก และส่วนใหญ่ก็ได้ผลดี แต่มีน้อยรายนักที่กล้าเปิดเผยผลของการรักษา คุณเป็นคนกล้า และเป็นคนหนึ่ง ที่จะทำให้วงการเห็ดเป็นยาจะกลายเป็นความหวังหรือเป็นทางเลือก ที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยบางท่านที่เคยสิ้นหวังในการรักษาแนวทางอื่น และผลที่คุณเนาวรัตน์ได้แจ้งมา มันก็จะกลายเป็น Case study ของการที่ผมจะรวบรวมนายแพทย์ ที่จบปริญญาแพทย์ทางเลือกจากมหาวิทยาลัยของรัฐ และได้ใบประกอบโรคศิลป์แล้วจากศิริราชพยาบาล และจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อจะเปิดคลีนิคหรือโรงพยาบาลแพทย์ทางเลือกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยแพทย์เหล่านี้ สามารถตรวจ วินิจฉัยโรคตามวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนการรักษาจะไม่ใช้เพียงยาสามัญทั่วไป จะเปิดโอกาสให้ใช้ยาหรือสมุนไพร รวมทั้งการฝังเข็ม การนวดและการฝึกสมาธิเข้าไปด้วย
ในกรณีที่คุณเนาวรัตน์ถามมานั้น คุณสามารถที่จะเพิ่มปริมาณแคปซูลเห็ดเป็นยาขึ้นไปได้อีก เพื่อช่วยในการปรับสมดุลย์ของคุณ ที่อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร สำหรับเรื่องการถ่าย แล้วอุจจาระยังดำอยู่นั้น ไม่ต้องไปตกใจมันเลย นั่นแสดงว่า ระบบขับถ่ายของคุณในอดีตมันสะสมหมักหมมมานาน ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยอาหาร การกำจัดของเสียของคุณในอดีตมันค่อนข้างจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในลำไส้ใหญ่ของคุณ อาจจะมีเชื้อที่เป็นประโยชน์ในปริมาณที่น้อยมาก จึงขอให้อดทนอีกหน่อยครับ แล้วทุกอย่างน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ คิดว่า น่าจะเป็นของขวัญชีวิตให้คุณในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้แน่นอน
ส่วนของคุณแม่คุณนั้น หากท่านผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว แสดงว่า ร่างกายของท่าน สามารถรับแคปซูลเห็ดเป็นยาได้เป็นอย่างดี ควรเพิ่มปริมาณขึ้นได้เลยครับ ในกรณีที่ท่านมีเซลมะเร็งระยะนี้อยู่นั้น หากเป็นไปได้ ควรให้ท่านทานมื้อละ 4-5 แคปซูลสัก 1 สัปดาห์ เพื่อให้สมดุลย์ต่างๆในร่างกายดีขึ้น จากนั้น ก็สามารถลดลงมาตามปกติที่เคยทานอยู่ได้ ส่วนการทานก่อนอาหารนานกว่านั้นได้ครับ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะก็เหมือนทานผักสด หรือสลัดผักสดนั่นเองครับ
อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณอย่างสูงอีกครั้งครับสำหรับข้อมูลที่ให้ และสิ่งนี้ มันเป็นกำลังใจให้แก่พวกเราได้เป็นอย่างดี ทำให้ย้อนไปถึงคำพูดของท่านนายกสมัคร ก่อนที่ท่านจะถึงแก่อนิจกรรมประมาณ เดือนเศษ โดยท่านพยายามติดต่อทาง อย.(คณะกรรมการอาหารและยา) แล้วท่านก็โทรมาบอกภรรยาผมว่า "คุณติ๋ม ผมได้สอบถามไปทาง อย.แล้ว คงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำการผลิตเห็ดเป็นยาขายในเมืองไทยได้ แต่ผมยังอยากให้คุณติ๋มทำการผลิตยาจากเห็ดนี้ต่อไป เพราะมันดีจริง โดยขอให้คุณติ๋มคิดเสียว่า เราไม่ได้ผลิตหรือปรุงสารพิษให้ใครกิน แม้ว่า จะไม่ได้รับอนุญาตจากทาง อย. แต่ก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกัน ขอให้ทำต่อ" ครับ พวกเราจะทำตามที่ พณฯได้ฝากฝังไว้ แม้เราจะไม่สามารถผลิตเพื่อการจำหน่ายถูกต้องตามกฎหมายได้ ต่อไป เราจะผลิตเป็นวัตถุดิบ ส่งให้คณะแพทย์ทางเลือก ที่สามารถออกใบสั่งจ่ายยาได้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นผู้สั่งจ่ายแทน แต่ขณะที่ยังรอจังหวะตั้งคลีนิคหรือโรงพยาบาลแพทย์ทางเลือกอยู่นี้ ดร.ภูษณ ปรีย์มาโนช เพื่อนรักของผม ซึ่งท่านได้นำเอาแคปซูลเห้ดเป็นยาไปทานเป็นประจำ เพื่อการช่วยย่อย และปวดตามไขข้อ และใช้รักษาโรคมะเร็งของคุณแม่ ท่านแนะนำว่า ผมสามารถทำเห็ดแคปซูลแจกได้ไม่ผิด โดยจะต้องตู้รับบริจาคแทน เผื่อว่า ผู้ที่เอาแคปซูลไป ต้องการที่จะช่วยเหลือค่าวัตถุดิบ สำหรับผม อย่างไรก็ได้ทั้งนั้น หากว่า ใครต้องการเห็ดแคปซูล ขอให้ติดต่อไป ที่ 029083308 ,0860830202,025799200 และ 025797759


แก้ไขล่าสุดโดย Anonmushroom เมื่อ Tue Dec 14, 2010 11:08 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง (Reason for editing : เมาหมัด เริ่มจากคุณเนาวรัตน์ ไหนไปๆมาๆเป็นรัตนา)
avatar
Anonmushroom

จำนวนข้อความ : 352
Join date : 05/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ