เอ็นไซม์ ตอนที่ 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

เอ็นไซม์ ตอนที่ 2

ตั้งหัวข้อ  Anonmushroom on Sun Nov 21, 2010 11:11 am

เอ็นไซม์ในร่างกายก็เหมือนกับสมุดบัญชีเงินฝาก
ดร. เอ็ดเวิร์ด โฮเวล นักวิจัยระดับหัวกระทิ เริ่มศึกษาเรื่องเอ็นไซม์ในอาหารกับสุขภาพมาตั้งแต่ ปี พศ. 2473 เขียนหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งในปี พศ. 2528 ชื่อ “ โภชนาการของเอ็นไซม์” ในหนังสือแนะนำว่า ร่างกายเราก็เหมือน “สมุดบัญชีสะสมเอ็นไซม์” เซลล์ในร่างกายจำนวนนับร้อยล้านล้านเซลล์ทำงานกันตลอดเวลา เพื่อรักษาระดับเอ็นไซม์ให้สมดุลย์ เพื่อระบบต่างๆของร่างกายจะทำงานได้ตามปกติ ดังนั้น เอ็นไซม์ในอาหารที่เรารับประทาน จึงเป็นแหล่งเสริมเพียงแห่งเดียวจากภายนอก เมื่อร่างกายเผชิญกับการติดเชื้อไวรัส การออกกำลังกายที่หนักเกินไป ความเครียด การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อากาศไม่บริสุทธิ์ อารมณ์โมโหโทโส การกินอาหารที่มีแต่ไขมัน เหล่านี้เป็นภาวะที่สูญเสียเอ็นไซม์มาก “ระดับการสะสมในสมุดบัญชีลดลงมาก ร่างกายจะเผชิญกับสภาวะล้มละลาย” วิธีแก้ก็คือ หาเอ็นไซม์ไปเข้าฝากในสมุดให้ทันท่วงที โดยการรับประทานเอ็นไซม์จากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ใช้ทำนมเปรี้ยวและยีสต์ โดยเอ็นไซม์เหล่านี้ จะช่วยตั้งแต่การย่อยอาหาร สร้างเสริมกล้ามเนื้อ และเติมเอ็นไซม์ให้ระบบเผาผลาญพลังงานโดยตรง จะทำให้ร่างกายสดชื่นและปฏิบัติงานต่างๆได้ตามปกติ การรับประทานผักและผลไม้สดนั้น ร่างกายจะได้รับเอ็นไซม์ในปริมาณเพียงพอสำหรับย่อยตัวมันเองเท่านั้น ไม่เพียงพอที่เป็น “เอ็นไซม์สำหรับฝากสะสม”

ทำไมเราไม่เคยไดัยินเรื่องเกี่ยวกับเอ็นไซม์มาก่อนเลย
นี่เป็นคำถามของคนส่วนใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจาก เรื่องราวของเอ็นไซม์ที่ตีพิมพ์ในหนังสือทั่วไปมีน้อยมาก คงเป็นเพราะผู้มีความรู้ด้านนี้มีไม่มาก ไม่เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและเกลือแร่ ที่สามารถหาแหล่งอธิบายว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายได้ไม่ยาก นอกจากสาเหตุที่มีผู้เชี่ยวชาญน้อยแล้ว ข้อมูลที่ได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สารคดีต่างๆ ก็ไม่สามารถอธิบายความมหัศจรรย์ของเอ็นไซม์ได้หมด ทั้งๆที่มีการจดบันทึกพลังแห่งเอ็นไซม์บำบัดมานานหลายสิบปีแล้ว

เอ็นไซม์มีผลต่อระบบอื่นๆอย่างไร
ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ท่านควรทำความเข้าใจเสียก่อนว่า เอ็นไซม์ทำงานอย่างไร และทำไมจึงมีความสำคัญนัก ปัจจุบันมีเอ็นไซม์หลายชนิดวางจำหน่าย ที่ตอบสนองต่อเป้าหมายที่ต่างกันไป
มีเอ็นไซม์ที่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นตัวทำความสะอาด โดยมีคุณสมบัติชะล้างน้ำมันโดยเฉพาะ เช่น จารบี อีกกลุ่มคือ เอ็นไซม์เชิงพาณิชย์ขนาดบรรจุใหญ่ ใช้ในการทำขนม ฟอกสีหนัง ใช้ในการหมักข้าวมอล์ตสำหรับทำเบียร์ เป็นต้น
ส่วนเอ็นไซม์ที่เราจะพูดถึงในเอกสารฉบับนี้คือ เอ็นไซม์จากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดนมเปรี้ยวและยีสต์ ที่ใช้ในเชิงเภสัชกรรมเพื่อโภชนาการ มีความบริสุทธิ์สูง ไม่สลายตัวง่าย และมีความหลากหลายมาก โดยขอแนะนำให้ใช้เอ็นไซม์ในกลุ่มเพื่อโภชนาการนี้เท่านั้น เนื่องจากทั้งตัวจุลินทรีย์และเอ็นไซม์มีความปลอดภัยต่อการปริโภคและไม่มีสารปนเปื้อน ผู้ผลิตบางรายอาจจะมีการเติมสารปลอมปนเข้าไปและจำหน่ายในราคาที่ถูก เราจึงควรเลือกใช้เอ็นไซม์ที่เตรียมมา เพื่อวัตถุประสงค์ช่วยย่อยอาหารจริงๆ และไม่แนะนำเอ็นไซม์ที่ใช้ในการผลิตขนมหรือเบียร์ บางท่านอาจเคยได้ทดลองรับประทานเอ็นไซม์มาแล้ว แต่ไม่ได้ผลหรือมีผลเสียตามมา ทั้งนี้อาจเกิดจากเอ็นไซม์ไม่บริสุทธิ์ นอกจากนี้ เราต้องรับประทานเอ็นไซม์ควบคู่กับสารอาหารอื่น สารอาหารอื่นที่เติมลงไปนั้น อาจไม่ได้สกัดมาจากธรรมชาติ(ซึ่งขัดแย้งกับที่ระบุบนฉลาก) แต่ตามกฏหมายแล้ว อนุญาตให้เราระบุบนฉลากของวิตามินสังเคราะห์ว่า “จากธรรมชาติ”ได้ หากมีส่วนผสมของอาหารจากธรรมชาติอยู่ด้วย ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่ากำลังรับประทานวิตามินและเอ็นไซม์บริสุทธิ์ ความเข้มข้นสูงจากธรรมชาติทั้งหมด แท้ที่จริงแล้วหากเราต้องการรับประทานเช่นนี้จริงๆ ขนาดคงต้องใหญ่ประมาณโต๊ะอาหาร
ปัจจุบันมีเอ็นไซม์เสริมที่สกัดจากพืชวางจำหน่ายทั่วไป มีขนาดความเข้มข้น ส่วนผสม และสารอาหารอื่นประกอบต่างกันไป บางยี่ห้อถึงกับอ้างว่าวิตามินหรืออาหารก็คือเอ็นไซม์ ซึ่งไม่เป็นความจริง
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเอ็นไซม์ ในร่างกายของเรามีเซลล์จำนวนอย่างน้อย 100 ล้านล้านเซลล์กำลังทำงานอยู่ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเอ็นไซม์แล้วอย่างน้อย 2,800 ชนิด และประมาณการว่า มีเอ็นไซม์ในร่างกายทั้งหมด 3,000 ชนิด และการสร้างเซลล์หนึ่งเซลล์ ต้องใช้เอ็นไซม์อย่างน้อย 1,300 ชนิด
เอ็นไซม์เป็นสารกลุ่มโปรตีนล้วนๆ ทำงานเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการรวมโมเลกุลต่างๆ เนื่องจากในเซลล์หนึ่งๆ มีสารเคมีต่างกันถึง 100,000 ชนิด สารพันธุกรรมสามารถทำงานได้ก็ด้วยเอ็นไซม์ ดังได้กล่าวไปแล้วว่า เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปได้ ต้องใช้เอ็นไซม์อย่างน้อย 2,800 ชนิด และร่างกายสร้างเอ็นไซม์ที่ใช้เผาผลาญจากอาหารที่รับประทาน ดังนั้นหากเราย่อยอาหารได้อย่างสมบูรณ์ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารอย่างแท้จริง
สารอาหาร 45 ชนิด (ในปริมาณที่เหมาะสม) ที่ได้จากการรับประทานอาหาร จะถูกนำไปหล่อเลี้ยงเซลล์ ดังนี้
แร่ธาตุต่างๆ 19 ชนิด
วิตามินต่างๆ 13 ชนิด
กรดอะมิโน 9 ชนิด
โปรตีน 1 ชนิด
ไขมัน 1 ชนิด
น้ำ 1 ชนิด
คาร์โบไฮเดรต 1 ชนิด
และเอ็นไซม์อีก 1,300 ชนิด

หนทางการมี พันล้าน (เซลล์เม็ดเลือดแดง)
การจะสร้างสุขภาพให้ดีที่สุด ต้องใช้ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น เนื่องจากหากได้รับปริมาณบางอย่างมากเกินไปอาจเกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เนื่องจากกลไกถูกควบคุมการขนส่งโดยเอ็นไซม์ ตัวอย่างเช่น ใน 1 วินาที ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง นับพันล้านเซลล์ ขั้นตอนการสร้างเริ่มที่ ต้องมีธาตุเหล็กจับอยู่กับโปรตีน-ฮีม ดังนั้น เราต้องทานอาหารที่มีโปรตีนเหล็ก-ฮีม แต่หากการย่อยโปรตีนไม่ดี ร่างกายก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการ การย่อยที่ไม่มีประสิทธิภาพจะทำให้เราได้รับเหล็ก-ฮีมเพียง 15 % จากเนื้อสัตว์ และ 3 % จากพืชที่รับประทานเท่านั้น ดังนั้น การปรับปรุงประสิทธิภาพการย่อยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้รับเหล็ก-ฮีมอย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้น เอ็นไซม์ย่อยอาหาร จึงช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้อย่างเหมาะสม ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้
เซลล์ที่ช่วยดูดซึมสารอาหารเรียกว่า วิลไล จะพบได้บนผนังลำไส้เล็ก หากเรานำวิลไลทั้งหมดมาเรียงต่อกัน จะยาวถึงครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล เซลล์วิลไลจะผลัดเปลี่ยนทุก 2 วัน แต่เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ใหม่จะลดลง จึงทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมลดลงด้วย เมื่อร่างกายเสียสมดุลย์ โดยโรคซีลีแอค เซลล์วิลไลจะม้วนพับไม่สามารถดูดซึมอาหารได้หรือหากอาหารต่างๆ เช่น โปรตีนไม่ถูกย่อย ก็จะทำให้ระบบอุดตันเน่าและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในที่สุด

จะทราบได้อย่างไรว่าเราขาดเอ็นไซม์อะไร
อาการเด่นชัดของการย่อยอาหารที่ไม่ดีคือ การเรอ มีแก๊ส จุกเสียด วิงเวียน ท้องผูก รู้สึกเมื่อยหลังทานอาหาร แพ้อาหาร อีกวิธีคือ ให้ตรวจดูว่าท่านรับประทานอาหารประเภทใดมากที่สุด รวมถึงคาเฟอีน ช็อกโกแลต น้ำตาลฟอกขาว อาหารปรุงสุก อาหารแปรรูป
ผลของเอ็นไซม์ต่อรูปร่างและน้ำหนัก ท่านควรจะทราบว่า ลักษณะร่างกายแบบของท่านนั้น น่าจะขาดเอ็นไซม์ชนิดใด
เราแบ่งรูปแบบร่างกายเป็น 3 ชนิด แต่ละชนิดจะขาดเอ็นไซม์ต่างกัน พอจะสรุปย่อๆได้ดังนี้
หากน้ำหนักตัวของท่านเพิ่มขึ้น โดยอ้วนขึ้นเสมอกันทุกส่วน สะโพกกลม แสดงว่า ท่านชอบของหวาน เช่น คุกกี้ เค้ก มันฝรั่ง พาสต้า ผลไม้ กาแฟและช็อกโกแลต เรียกว่า กลุ่ม 1(แบบพารา) ขาดเอ็นไซม์อไมเลส
แต่หากน้ำหนักที่เพิ่มไปสะสมที่สะโพกและต้นขา (ไหล่แคบกว่าสะโพก) ชอบอาหารรสจัด เรียกว่า กลุ่ม 2(แบบเอสโตร) แสดงว่าท่านชอบอาหารเฉพาะถิ่น เผ็ดร้อน เค็ม มีรส ส่วนใหญ่มักขาดเอ็นไซม์ไลเปส
ส่วนผู้ที่น้ำหนักเพิ่มเฉพาะส่วนบนของร่างกายตั้งแต่ ท้อง ไหล่ หลัง อก สะโพกเล็ก เรียกว่า กลุ่ม 3(แบบซุปปรา) คุณชอบอาหารโปรตีนสูง เช่นเสต็ก ปลา ไก่ หมู ไข่ กลุ่มนี้ขาดเอ็นไซม์โปรตีเอส
ดังนั้นหากท่านทานอาหารไม่สอดคล้องกับกลุ่มรูปร่าง (ซึ่งเป็นไปตามพันธุกรรม)
ก. ท่านจะไม่ได้รับสารอาหารที่เหมาะสมตามกลุ่มของท่าน
ข. อาหารที่ท่านรับประทานเข้าไป จะไม่เผาผลาญเป็นพลังงานแต่จะสะสมเป็นไขมัน
ค. จะเกิดพิษตกค้างสะสมในเซลล์และเกิดความอ่อยเพลีย
ในบางคนอาจมีรูปร่างร่วมกันมากกว่า 1 แบบ พันธุกรรมได้กำหนดข้อด้อย ข้อเด่น และรูปร่างของเรา นอกจากนี้ จากข้อมูลทางพันธุกรรมและชีวเคมีในช่วงปี พศ. 2483-2492 สามารถยืนยันได้ว่าศักยภาพของเอ็นไซม์ก็ถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมด้วย ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดต่อไป

2 คืนชีวิตใหม่ให้ระบบย่อยอาหาร

มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับระบบย่อยอาหารของเรา ทำไมเราจึงย่อยอาหารที่เรารับประทานไม่ได้ คำถามเหล่านี้ถูกถามขึ้นเสมอ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ที่ว่ากันว่าร่างกายของคนเรา สามารถย่อยและดูดซึมอาหารที่ปรุงสุกแล้วได้ดีกว่าอาหารที่ไม่ถูกความร้อนนั้น เป็นความเชื่อที่วันหนึ่งจะถูกพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องที่ผิด อาหารที่ถูกความร้อนแล้ว จะผ่านระบบการย่อยอาหารของเราช้ากว่าอาหารที่ยังไม่ถูกความร้อน หากอาหารไม่ถูกย่อย จะทำให้อาหารเหล่านั้นบูดเน่า ก่อให้เกิดสารพิษเข้าสู่ร่างกาย มีผลต่อหัวใจ ทำให้ปวดหัว มีปัญหาทางสายตา แพ้ และปัญหาอื่นๆอีกมากมาย
เอ็นไซม์เสริมที่ได้จากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดนมเปรี้ยวและยีสต์ จะช่วยในการย่อยสลายอาหาร ในภาวะที่เหมาะสมจะเกิดขบวนการย่อยอาหารที่สมบูรณ์คือ
(1) อาหารถูกย่อยอย่างสมบูรณ์
(2) สารอาหารถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด
(3) ของเสียจากขบวนการย่อยอาหารถูกกำจัดออกจากร่างกาย
นอกจากนี้เอ็นไซม์ที่ได้จากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดนมเปรี้ยวและยีสต์นั้น มีประโยชน์มากกว่าเอ็นไซม์ที่ได้จากสัตว์หรือพืช เนื่องจาก เอ็นไซม์จากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดนมเปรี้ยวและยีสต์ จะสามารถทำงานได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ขณะที่อาหารยังอยู่ส่วนบนของกระเพาะอาหาร เอ็นไซม์ก็เริ่มทำงานแล้ว บางครั้งเอ็นไซม์เริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในช่องปาก และ หลอดอาหารด้วยซ้ำไป
เอ็นไซม์ย่อยสลายโปรตีนที่ได้จากผลมะละกอดิบ และจากต้นสัปปะรดนั้น ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ เนื่องจากเอ็นไซม์ดังกล่าวต้องการสภาวะกรด-ด่าง(pH)ในการทำงาน ที่ต่างจากระบบย่อยอาหารในร่างกายของมนุษย์ แต่เอ็นไซม์ที่ได้จากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดนมเปรี้ยวและยีสต์นั้นจะมีประสิทธิภาพสูงในร่างกายมนุษย์ สามารถย่อยสลายไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนได้ เอ็นไซม์จากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดนมเปรี้ยวและยีสต์นั้น มีประโยชน์ถึงสองด้านคือ ช่วยป้องกันของเสียเข้าสู่ร่างกายและไม่ให้ถูกนำเข้าไปสะสมในเซลล์ของเรา นอกจากนี้ ยังทำความสะอาดเซลล์ของเรา โดยกำจัดของเสียที่เคยมีอยู่เดิมออกไป
ประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารของท่าน ขึ้นอยู่กับความสามารถของกระเพาะอาหารในการเริ่มขบวนการย่อยสลาย การที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้นระบบย่อยอาหารของท่าน ต้องสามารถดูดซึมและแจกจ่ายออกไปได้ทั่วร่างกาย ส่วนของเสียก็ถูกกำจัดออกทางลำไส้ ขบวนการเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยเราไม่รู้สึกตัว เรารู้ว่าคาร์โบไฮเดรตสามารถเกิดการหมักและเน่า ไขมันเกิดการเหม็นหืน โปรตีนเกิดการเน่าเสีย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการย่อยอาหารที่ไม่สมบูรณ์
ปัญหาใหญ่ของอาหารที่ไม่ถูกย่อยสลายคือ อาหารที่ถูกย่อยสลายไม่สมบูรณ์ จะถูกส่งไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย และสะสมเป็นของเสีย ทำให้เกิดปัญหาไขมันสูง มีแคลเซียมไปเกาะตามส่วนต่างๆ โรคไขข้อ มีเซลลูไลท์เกิดขึ้น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นต้น
เอ็นไซม์ช่วยย่อยจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดนมเปรี้ยวและยีสต์ ทำอะไรบ้าง
เอ็นไซม์โปรตีเอส : ย่อยสลายโปรตีน
เอ็นไซม์ไลเปส : ย่อยสลายไขมัน
เอ็นไซม์ อะไมเลส : ย่อยสลายคาร์โบไอเดรตและแป้ง
เอ็นไซม์เซลลูเลส : ย่อยสลายไฟเบอร์
เอ็นไซม์แลคเตส : ย่อยสลายน้ำตาลในนม
เอ็นไซม์มอลเตส : ย่อยสลายน้ำตาลในมอลต์ (ข้าวบาร์เลย์คั่ว)
เอ็นไซม์ซูเครส : ย่อยสลายน้ำตาลซูโครส (น้ำตาลทราย)
เนื่องจากร่างกายคนเราไม่สามารถผลิตเอ็นไซม์เซลลูเลสได้เอง เราจึงต้องรับประทานเข้าไป เอ็นไซม์นี้จะย่อยไฟเบอร์ให้เป็น เซลลูโลส กลูโคส และกรดไขมันสายสั้นๆ
ปัจจุบันมีผู้เป็นโรคแพ้อาหารเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อมีพืชตัดแต่งพันธุกรรมเข้ามา ดังนั้น เราจึงต้องรับประทานเอ็นไซม์พร้อมกับอาหาร

ถุงน้ำดี
อาการเรอ สะอึก อึดอัดบริเวณหน้าอก หายใจลำบาก ท้องเสีย มีแก๊สในลำไส้ กรดไหลย้อน หายใจถี่ ปวดหัว และท้องผูก อาการเหล่านี้เป็นผลมาจากการทำงานหนักของถุงน้ำดี เนื่องจากอาหารไม่ย่อย ปัญหาของถุงน้ำดีเกิดจากความสามารถในการย่อยสลายไขมันลดลงและสภาวะกรดด่าง (pH) ของระบบย่อยอาหารเป็นกรดหรือด่างมากเกินไป ถ้าคุณมีอาการดังต่อไปนี้ แสดงว่า ถุงน้ำดีของท่านมีปัญหา
การอาเจียนหรือท้องเสียหลังจากรับประทานอาหารในทันที หรือไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ปวดหัวก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร อาเจียนลดลงหลังจากได้รับประทานอาหารหรือมีการบีบตัวของลำไส้ สะอึกและเรออ่อน เพลียหลังรับประทานอาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องเสียสลับท้องผูก ปวดบริเวณท้องด้านบนขวา อักเสบหรือกดแล้วเจ็บบริเวณชายโครง ล้วนแล้วแต่เป็นอาการผิดปกติของถุงน้ำดีทำงานหนัก เนื่องจาก สุขนิสัยที่ไม่ดีในการรับประทานอาหาร เมื่อรับประทานอาหารที่มีความเป็นด่างมากเกินไป ถุงน้ำดีต้องผลิตน้ำดีมากขึ้น ทำให้เกิดการบีบรัดของลำไส้ เราจึงรู้สึกอยากอาเจียนและท้องเสีย อาหารที่มีความเป็นด่างมากได้แก่ ผลไม้ ผัก น้ำผลไม้ ถั่ว และเมล็ดธัญพืชต่างๆ นอกจากนี้ อาหารที่มีไขมันมาก ไอศกรีม ของหวาน อาหารเม๊กซิกัน อาหารอิตาเลียน อาหารจีน และช็อกโกแลต ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการทำงานของถุงน้ำดีเช่นกัน

ถุงน้ำดีมีความสัมพันธ์กับลักษณะของร่างกาย
ร่างกายแบบที่ 1 ถุงน้ำดีทำงานหนัก เมื่อร่างกายรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่เป็นด่างมากเกินไป
ร่างกายแบบที่ 2 ถุงน้ำดีทำงานหนัก เนื่องจากย่อยสลายไขมันได้ไม่ดี ดังนั้น ถ้ารับประทานอาหารที่มีโปรตีนต่ำ แต่คาร์โบไฮเดรตสูง น้ำดีจะถูกสร้างน้อย ถุงน้ำดีไม่สามารถหลั่งน้ำดีได้และตับไม่ถูกกระตุ้นให้สร้างน้ำดีในปริมาณที่พอเหมาะ ไขมันจึงไม่ถูกย่อยสลาย เอ็นไซม์ที่ใช้ในขบวนการเผาผลาญพลังงานไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้น ขบวนการย่อยสลายไขมันเกิดได้ไม่สมบูรณ์ ไขมันที่ไม่ย่อยจะรวมกับเหลกและแคลเซียมในอาหารมีสภาพเป็นสบู่ที่ไม่ละลายน้ำ ทำให้ลำไส้ดูดซึมเกลือแร่ต่างๆเข้าสู่กระแสเลือดไม่ได้ เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของโลหิตจางและยังทำให้เกิดโรคกระดูกบาง นอกจากนั้น การขาดน้ำดี ทำให้การดูดซึมแคโรทีน วิตามิน เอ ดี เค และกรดไขมันที่จำเป็นลดลง นำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการ ทำให้ต้องเข้าใจว่าการรับประทานอาหารที่ดีนั้นไม่เพียงพอ ถ้าอาหารเหล่านี้ถูกย่อยสลายไม่สมบูรณ์หรือไม่เหมาะสมกับชนิดของร่างกายท่าน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหามากมาย หนึ่งในปัญหาที่สำคัญคือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของท่าน ทำงานได้ไม่ดีพอ ดังนั้น การใช้เอ็นไซม์เสริมการย่อยอาหาร จะทำให้ระบบการย่อยอาหารนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น


Anonmushroom

จำนวนข้อความ : 352
Join date : 05/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ติดตามอ่านเรื่องเอ็นไซม์

ตั้งหัวข้อ  Phakin on Thu Sep 08, 2011 2:56 am

สวัสดีครับ อาจารย์ ดร. อานนท์ เอื้อตระกูล

ผมติดตามอ่านอยู่ครับ ยิ่งอ่านยิ่งตื่นเต้น ชวนให้น่าติดตามตอนต่อไป อาจารย์พูดถึงเอ็นไซม์ที่ใช้ล้างจารบี ทำให้ผมนึกถึงตอนล้างถังจารบีเพื่อนำไปทำเตานึ่งแบบลูกทุ่งเลยครับ ใช้เวลาเกือบครึ่งวันกับการทำความสะอาดถัง อาจารย์ใช้ตัวอะไรล้างวานบอกด้วยครับ มีแบ่งปันกันบ้างหรือเปล่า ผมยังเหลือถังอีกใบที่ยังไม่ได้ล้างครับ มันท้อแท้ครับ ต้องมุดเข้าไปเช็ดข้างในถังด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ให้สะอาดก่อนที่จะใช้ผงซักฟอกล้างอีกที

ด้วยความเคารพอย่างสูง
ภาคิน ธ.

bounce

Phakin

จำนวนข้อความ : 317
Join date : 26/08/2011
Age : 51

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

จุลินทรีย์ที่ช่วยกำจัดไขมันและคาบน้ำมันก็ยูเอ็ม 92 ไง

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Thu Sep 08, 2011 7:12 am

หมู่นี้ว่างงานมากหรือไง ถึงกลับไปอ่านบทความเก่าๆ จริงๆแล้ว บทความหรือกระทู้เก่าๆน่าสนใจมากน๊ะครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ที่ ดร.อานนท์มีเท่าไหร่ ก็งัดเอามาพูดเอามาคุยค่อนข้างละเอียด แต่ตอนหลังพอตอบไปนานๆ คำตอบมักสั้นลง เพราะถือว่าได้เคยตอบไปแล้ว ดังนั้นผู้รู้หรือผู้ใฝ่รู้ควรกลับไปค้นคว้าหรืออ่านของเก่าดูบ้าง และพอคุณเอาของเก่ามาให้อ่าน ก็เจอหน้าเจ้าของกระทู้ ที่แต่ก่อนเป็นขาประจำเข้ามาแทบทุกวัน บางวันเช้า เย็น ยึดครองพื้นที่ไปตั้งนาน แต่ตอนหลังเห็ดพาเมียไปเข้าวัด เพราะเมียไม่สบาย แกก็เลยหายไปด้วย ไม่เป็นไร มีคุณเข้ามากระเซ้าเย้าแหย่แทน ก็ทำให้ไม่เหงาไปได้ สำหรับเรื่อง ความมหัศจรรย์ของเอ็นไซม์นั้น ผมจับเรื่องนี้มานานแล้ว เดี๋ยวนี้ คุณดูสิ บ้ากันไปทั้งเมืองแล้ว เอาอะไรต่ออะไรมาอวดอ้าง เอ็นไซม์จึงกลายเป็นสิ่งวิเศษไปเลย ทั้งของป้าเช็ง ป้าแช่ม ป้าสารพัดบ้าง และอาจารย์ที่ออกจากรูมากอีกเยอะแยะเต็มไปหมด จึงเกิดอาการเอ็นไซม์ฟีเวอร์ไปทั้งประเทศ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ก็คือ ของสด หรือของที่ถูกจุลินทรีย์หมักนั่นเอง เพียงแต่ว่า หากคุณขาดเอ็นไซม์อะไร ก็สรรหามาสิ(แต่อย่าไปยุ่งกับพวกสรรหาอย่างอื่นน๊ะ) จุลินทรีย์ที่สามารถสร้างเอ็นไซม์ได้เป็นแสนๆเท่าของมนุษย์สร้างได้ในเวลาไม่กี่นาทีนั้นก็คือ จุลินทรีย์ที่มาจากรากต้นโกงกาง หรือยูเอ็ม 92 ไง ตัวนี้แหละที่สามารถช่วยล้างถังจารบีให้คุณได้ สนใจก็ถามไปที่ 029083308,0860830202 หรือ 025799200,025797759 หรือมือถือผม 0858270085

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

มี UM เหลืออยู่อีก 1 ซอง

ตั้งหัวข้อ  Phakin on Thu Sep 08, 2011 10:44 pm

สวัสดีครับ อาจารย์ ดร.อานนท์

วันนี้ผมโทรศัพย์ ไปหาที่เบอร์มือถือหนึ่งครั้ง ช่วงเที่ยงๆ แต่ไม่มีคนรับ ผมจึงไม่ได้โทรไปอีก เกรงใจนะครับ อาจารย์ คงจะกำลังติดธุระยุ่งๆ อยู่ เบอร์โทรที่ลงท้ายด้วย 1001 นั่นน่ะแหละครับ ผมเอง ภาคิน

เรื่อง UM นั้นผมไปค้นหาเจอมาได้ 1 ซอง ผมซื้อมาตอนไปอบรมแล้วก็เก็บเอาไว้ เดี๋ยวจะลองใช้ล้างถังจารบีดู ก็คงใช้วิธีผสมน้ำแล้วเอาไปเทราดให้ทั่ว ใช่ไหมครับ

ตอนนี้ผมมาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ที่พิษณุโลกแล้วครับ พึ่งจะเดินทางมาถึงครับ ฝนตกตลอดทางเลย

Very Happy

Phakin

จำนวนข้อความ : 317
Join date : 26/08/2011
Age : 51

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ต่อให้โทรเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรับครับ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Thu Sep 08, 2011 11:51 pm

เคยเรียนชี้แจงไปหลายครั้งแล้วว่า ดร.อานนท์ และ อ.เยาวนุช จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปฎิบัติงาน ส่วนใหญ่ ดร.อานนท์ จะรับผิดชอบเรื่องการกรอกข้าวฟ่างตั้งแต่เช้า จนถึงบ่าย ระหว่างที่ทำงาน จะไม่เอามือถือติดตัวไปด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครที่โทรไป เสียงก็จะไปดังที่โทรเท่านั้น แต่จะไม่มีใครรับสาย ไม่ใช่หยิ่งยะโสอะไร แต่ทั้งมือทั้งไม้และสมองขณะที่ทำงานไม่ว่างจริงๆ เอาเป็นว่า เรามาคุยกันทางกระทู้นี้ดีแล้ว ขอรับใช้เฉพาะตรงนี้เถอะ โปรดอย่าให้เป็นแบบ 7 11 เลยครับ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

สนใจเรื่องเอ็นไซม์ เช่นกันค่ะ

ตั้งหัวข้อ  RedSunFlower on Sun Sep 18, 2011 11:49 am

ความจริงเอ็นไซม์มีคนผลิตมาเยอะแยะ แต่ดิฉันก็ไม่ทราบว่าแบบไหนชนิดไหนที่ เราสามารถวางใจได้ว่ามีคุณภาพดีจริงๆ และก็ไม่ทราบวิธีการทดสอบดูเสียด้วยค่ะ ตอนนี้ดิฉันก็พยายามอ่านหาความรู้ในบทความเก่าๆเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นสมาชิกเต็มตัว แต่ก็เป็นไปแล้วหล่ะเต็มหัวใจ นับวันถอยหลังที่จะได้ไปอบรมแล้วหล่ะค่ะตื่นเต้นเหมือนกัน ความอยากรู้อยากเห็นมีท่วมท้นล้นเหลือจังเลยค่ะ
อืม....ไม่รู้ว่าพวกไวน์ต่างๆนี่จะถือว่าเป็นเอ็นไซน์เหมือนกันหรือเปล่านะคะ

RedSunFlower

จำนวนข้อความ : 11
Join date : 25/08/2011
Age : 38
ที่อยู่ : 378/31 ม.20 ถ.มิตรภาพ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำถามเรื่อเอ็นไซม์ เป็นคำถามที่ ดร.อานนท์รอคอย เพื่ออยากทำความเข้าใจให้กระจ่างในเรื่องนี้ เพราะไม่เช่นนั้น จะเข้าใจผิดคิดแต่จะซื้อกันอยู่ร่ำไป

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Sep 19, 2011 8:51 am

หากใครก็ตามที่ได้อ่านบทความเรื่องของเอ็นไซม์ที่ ดร.อานนท์รวบรวมและนำเสนอไปแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าเอ็นไซม์คือ ชีวิต เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความมีชีวิตของสรรพสิ่งทั้งหลาย โดยเอ็นไซม์ที่มีในร่างกายนั้น มีมากกว่าหมื่นชนิด แต่ที่ค้นพบและทราบชื่อแล้วมีไม่เกิน 2,800 ชนิดเท่านั้น จริงๆแล้ว เอ็นไซม์ก็คือ โปรตีน ที่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำการย่อยอาหาร การนำเอาอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย การแบ่งเซล การสร้างภูมิต้านทาน มันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาทำหน้าที่เฉพาะของมัน หากไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ มันก็คือ โปรตีนทั่วไปและบางส่วนที่เหลือก็จะถูกกำจัดออกไปตามระบบขับถ่ายของร่างกาย ส่วนใหญ่ร่างกายของเรามีเอ็นไซม์เฉพาะการเกือบสมบูรณ์แล้ว ยกเว้นเอ็นไซม์บางพวก ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารเข้าไป ที่การทานอาหารแต่ละมื้อแต่ละครั้งไม่แน่นอน บางครั้งก็ทานอาหารประเภทไขมันมาก บางครั้งก็ทานพวกที่มีโปรตีนสูง บางครั้งก็เป็นพวกที่มีพลังงานสูง ที่ร้ายส่วนใหญ่ยังทานพวกที่มีสารกระตุ้น สารกันบูดสารพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ผงชูรส หรืออาหารปนเปื้อนรังสี รวมทั้งอาหารที่มีประจุไม่อยู่ตัว เช่น อาหารที่ถูกทำให้ร้อนด้วยเตาไมโครเวฟ(ที่ผู้ผลิตไมโครเวฟปิดกันนักกันหนา) อาหารต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไปสร้างภาระให้แก่ร่างการ ที่จำเป็นต้องสร้างเอ็นไซม์มาย่อยและกำจัดอาหารเหล่านี้ หากร่างกายไม่มีความสามารถสร้างเอ็นไซม์ได้สมบูรณ์หรือเพียงพอ ก็จะเกิดปัญหาสะสมหรือทำให้เกิดโรคได้ เช่น โรคเบาหวาน อันเกิดจากตับอ่อน ไม่สามารถสร้างเอ็นไซม์หรือน้ำย่อยย่อยอาหารพวกน้ำตาลที่นำเข้าไปในร่างกายได้หมดหรือได้ทัน ก็จะทำให้เป็นโรคเบาหวานได้ เช่นเดียวกัน หากร่างกายไม่สามารถที่จะย่อยกรดยูริกได้ หากมีการสะสมตามไขข้อเป็นเวลานา ก็จะเป็นโรคเก๊าท์หรือโรคไขข้ออักเสบได้ เมื่อรู้ถึงสาเหตุโรคแล้วว่า ส่วนใหญ่ คือ ความบกพร่องที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเอ็นไซม์หรือน้ำย่อยย่อยสารอาหารบางอย่างได้ จึงเกิดการสะสมอยู่ในร่างกายจนเกิดโรคได้นั้น วิธีแก้ที่ถูกทางที่สุด ก็คือ ต้องหาเอ็นไซม์จากข้างนอกเข้าไป ตรงนี้เอง ที่ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเอ็นไซม์ที่มักจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับเอ็นไซม์ จึงเข้าทางผู้ที่มีความรู้มากกว่า ทำการผลิตเอ็นไซม์ออกมาขายราคาแพงๆ ดังที่ทราบที่เห็นกันอยู่ จริงๆแล้ว เอ็นไซม์ก็คือ โปรตีนชนิดหนึ่งนั่นเอง มันจะถูกสร้างขึ้นมาในร่างกาย หรือในสิ่งมีชีวิตหรือจากเชื้อจุลินทรีย์ การที่ร่างกายเรามักจะขาดเอ็นไซม์ ก็เพราะปัจจุบัน เราทานอาหารที่ทำให้สุกแล้ว ทำการแปรรูปด้วยความร้อนแล้ว ต้องจำไว้ว่า เอ็นไซม์แทบทุกชนิด จะถูกทำลายสูญเสียประสิทธิภาพ หากถูกความร้อนเกิน 40 องศาเซลเซียส หรือผ่านการฉายแสง ตากด้วยแดดโดยตรง หรือเข้าผ่านเตาไมโครเวฟ อาหารดังกล่าวที่เราทานเข้าไปจึงไม่มีเอ็นไซม์ติดไปด้วย ลำพังแต่เอ็นไซม์ที่ผลิตจากร่างกาย มันไม่เพียงพอ จริงๆแล้ว เอ็นไซม์ที่ร่างกายผลิตได้นั้น เป็นเอ็นไซม์ที่มีค่าเหลือเกิน มันเป็นเอ็นไซม์ที่ร่างกายนำเอาไปใช้ในการลำเลียงอาหารไปให้ส่วนต่างๆของร่างกาย พอเอามาย่อยอาหาร มันเลยไม่พอ ทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือ ควรทานอาหารสดๆร่วมเข้าไปด้วย เช่น ผักสด ผลไม้สด แต่นั่นก็เป็นส่วนเสริมส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่อาจจะไม่เพียงพอในการช่วยย่อยอาหารบางอย่าง ด้วยเหตุนี้ จึงมีการศึกษากันอย่างกว้างขวางพบว่า มีจุลินทรีย์มากมายหลายร้อยหลายพันชนิด ที่สามารถสร้างเอ็นไซม์ได้เป็นหมื่นเป็นแสนเท่าของเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในผักและผลไม้ หรือมากกว่า เอ็นไซม์ที่คนสร้างขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่ส่งไปตรวจสอบแล้วว่า เป็นจุลินทรีย์ที่ทานได้ โดยทาง ดร.อานนท์ได้แยกเอาเชื้อบริสุทธิ์มาจากรากของต้นโกงกาง อันได้แก่ จุลินทรีย์ที่มีชื่อว่า Pediococcus spp. Lactobacillus และพวกยีสต์ที่หายาก เช่น Pichia sp. และ Dekkerra sp. พวกนี้ หากนำมาทำการเพาะเลี้ยงในอาหารที่เหมาะสม เพียงไม่กี่ชั่วโมง เช่น ประมาณ 24 ชั่วโมง มันสามารถสร้างเอ็นไซม์หลายชนิด ที่ร่างกายขาดแคลนได้อย่างมากและรวดเร็ว โดยอาจจะสร้างได้มากกว่าร่างกายมนุษย์สร้างได้หลายหมื่นเท่าในเวลาระยะสั้นมาก ตรงนี้เอง ที่มีหลายๆต่อหลายองค์กร บริษัทหรือเอกชน นำเอาไปต่อยอด นำเอาไปเพาะเลี้ยงในรำละเอียด ในจมูกข้าวสาลีเพียงไม่กี่ชั่วโมง แล้วนำมาทำแห้งที่อุณหภูมิต่ำ แล้วนำมาจำหน่ายหลากหลายรูปแบบในราคาแพงๆ ดังนั้น จึงขอวิงวอนแก่ผู้ที่คิดว่า ตัวเองขาดเอ็นไซม์ หรือต้องการทานเอ็นไซม์เพื่อเสริมความสมบูรณ์ให้แก่ร่างกายนั้น ท่านต้องทราบว่า ท่านขาดเอ็นไซม์ประเภทใด ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ท่านก็ควรหาอาหารหรือทานเอ็นไซม์ที่มันมีเอ็นไซม์เข้าไปจัดการกับน้ำตาลที่ตกค้างในร่างกายสิ เอ็นไซม์พวกนี้ อาจจะมาจาก ท่านเอาข้าวสุกผสมกับรำละเอียดหรือรำข้าวสาลี คลุกเคล้ากับเชื้อยูเอ็ม 92 สักเล็กน้อย แล้วใส่ในถ้วยที่สะอาด ปล่อยให้หมักไว้สัก 1-2 วัน ก็นำไปเก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อไหร่จะทานเข้า ท่านก็เอาเอ็นไซม์นี้ทานเข้าไปก่อนทานข้าวสัก ครึ่งชั่วโมงสิ ประมาณ 1 ช้อนชาก็พอ เท่านั้ท่า่นก็ได้เอ็นไซม์สุดยอดในการรักษาเบาหวานท่านแล้ว หรือหากท่านไม่เชื่อใจตัวท่านเอง ทั้งๆที่ท่านเป็นเจ้าของชีวิตเอง แล้วก็มักจะไปเชื่อคนอื่น และมักจะยอมมอบชีวิตไปให้คนอื่นชี้เป็นชี้ตา หากท่านเป็นบุคคลเช่นนี้ ท่านก็ไปซื้อข้าวหมากสดๆ ก่อนที่มันจะหวาน ก่อนที่มันจะมีแอลกอฮอลล์สิ นั้นก็คือ สุดยอดของแหล่งเอ็นไซม์ช่วยย่อยน้ำตาลแล้ว เพราะดูสิ มันกำลังจะย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลและมันจะทำการย่อยน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอลล์ ในเมื่อเรามีโอกาสที่จะทำหรือซื้อเอ็นไซม์ราคาถูกๆมาทานเองได้แล้วเช่นนี้ เหตุไฉนมนุษย์ จึงต้องตกไปเป็นเบื้องล่างของการถูกโหมโฆษณาสรรพคุณของผู้ผลิตเอ็นไซม์เกลื่อนเต็มบ้านเต็มเมือง บางรายให้ข้อมูลผิดๆ อวดอ้างว่า ได้ทำการผลิตเอ็นไซม์ที่มีราคาแพง เพราะถูกหมักในถังขนาดใหญ่ เป็นเวลานานๆ ซึ่งเป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากหลักวิชาการอย่างสิ้นเชิง ไปดูโน่นสิ รายการของป้าเช็ง นั่นก็สุดยอดในเรื่องของเอ็นไซม์แล้ว แต่มันเป็นเอ็นไซม์ที่มาจากเชื้อธรรมชาติ ที่อาจจะมีความเสี่ยงอยู่มาก เพราะอาจจะเจอเชื้อโรคเข้าไปได้ และกลุ่มจุลินทรีย์ที่ป้าเช็งรณรงค์ ก็คือ จุลินทรีย์จำพวก Acetobactor หรือจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดน้ำส้มสายชูนั่นเอง โดยขบวนการทางเคมีก็คือ จากน้ำตาล จะถูกจุลินทรีย์นี้สร้างเอ็นไซม์ย่อยน้ำตาลให้เป็นกรดน้ำส้มสายชู ดังนั้น ใครก็ตาม ที่เป็นเบาหวาน ก็ทานน้ำส้มสายชูหมักเข้าไปก่อนทานอาหาร ก็จะช่วยในเรื่องของโรคเบาหวานได้ เอาเป็นว่า ตอนนี้ ทางอานนท์ไบโอเทค กำหนดเปิดสัมมนากลุ่มย่อยให้แก่สมาชิกที่ผ่านการอบรมเห็ดไปแล้ว เป็นบริการฟรีให้เฉพาะสมาชิก ใครสนใจก็ขอให้แจ้งความจำนงไป เพราะจะจัดเป็นพิเศษจำนวนจำกัด ฟรี ดังข้อความข้างล่างนี้
ข่าวดีสำหรับสมาชิกทุกท่าน นับจากนี้ไป สิ่งที่พวกเรารอคอยมาตลอดชีวิต แม้ว่า ดร.อานนท์ จะได้ไปทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดขององค์การสหประชาชาติในประเทศต่างๆทั่วโลกกว่า 20 ปี ได้สะสมประสบการณ์เรื่องเห็ดเป็นยามามากมาย แต่เมื่อจะมาทำการผลิตในประเทศไทย ปัญหาอยู่ที่แม้ว่า เห็ดเป็นยาสามารถช่วยป้องกันและรักษาผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพได้ แต่ก็ยังไม่รับอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยาได้นั้น บัดนี้ ทางอานนท์ไบโอเทค ได้ทำการผลิตเห็ดที่มีคุณสมบัติเป็นยาหลายตำรับ ร่วมกับบริษัทที่ผลิตเห็ดเป็นยาที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่ทั้งที่เพาะเห็ดและโรงงานแปรรูปกว่า 880 ไร่ ที่เมืองหนานตง ลงทุนหลายพันล้านบาท ได้รับการรับรองมาตรฐานสูงสุดของโลก ไม่ว่าจะเป็น ISO 9001, ISO 14001 ,GMP และได้ยื่นขอใบรับรอง อย.ของกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้แล้ว 10 ตำรับ จึงนับว่าเป็นข่าวดีสุดๆสำหรับสมาชิก โดยจากนี้ไป ทางอานนท์ไบโอเทค จะเชิญผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ โดยมีนายแพทย์(แพทย์ทางเลือก)นครินทร์ พลสุวรรณ จากโรงพยาบาลราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา คุณหมอจากโรงพยาบาลสนามชัยเขต และคุณหมอจากประเทศจีน มาช่วยบรรยายและแนะนำในประสบการณ์การใช้เห็ดเพื่อสุขภาพ ตลอดจนสอนวิธีตรวจสอบหรือวินิจฉัยโรคด้วยการดูใบหน้า ดูลิ้น ดูมือ และวิทยาการแผนใหม่ เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้แก่สมาชิกฟรี โดยสมาชิกจะได้รับสิทธิพิเศษในการนำเอาผลิตภัณฑ์ที่ดีเกี่ยวกับเห็ด ที่ได้รับรองมาตรฐานการผลิตอย่างถูกต้องเผยแพร่ต่อไป นี่เป็นการบริการเพิ่มเติมเพื่อผลประโยชน์อันยั่งยืนให้แก่สมาชิก ผู้ใดสนใจ ที่ต้องการเข้ารับการอบรมหรือสัมมนาฟรี กรุณาติดต่อจองที่ได้ที่ผมโดยตรง 025799200, 025797759, มือถือ 0858270085 หรือที่อานนท์ไบโอเทค 029083308 และ 0860830202

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอเสริมคำตอบเรื่องทานไวน์เป็นเอ็นไซม์หรือไม่

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Sep 19, 2011 9:21 am

ใช่ไวน์คือ ผลพลอยได้ของเอ็นไซม์ที่สร้างโดยเชื้อยีสต์ในขบวนการหมักแบบอับอากาศ โดยยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลของผลไม้ให้เป็นแอลกอฮอลล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น ใครก็ตามทานไวน์ที่กำลังดำเนินการหมักอยู่ ก็จะได้เอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ที่จะช่วยย่อยน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้ แต่ต้องเป็นไวน์ที่กำลังอยู่ระหว่างการหมัก หรือที่เขาเรียกว่า เชื้อยีสต์ยัง active หรือมีชีวิตอยู่ แต่ไวน์ที่ถูกหมักจนได้ที่และถูกทิ้งไว้นานแล้ว เอ็นไซม์ที่มีประโยชน์จะน้อยลงหรือแทบไม่มี ผู้ใดเสพหรือดื่มไวน์ไป โดยเข้าใจผิดว่า จะได้เอ็นไซม์ไปด้วย จริงๆผู้นั้น จนเป็นโรคแอลกอฮอลิซึมและหมดเงินไปมากกว่าที่จะได้ประโยชน์จากเอ็นไซม์ฉันนั้น แม้ว่า หากมีเงินมากหน่อย ก็ขอให้เพลาๆหน่อยก็แล้วกัน ทำแบบคุณณัฐวุฒิสิ นานๆพาลูกพาเมียไปทานไวน์กับเขาสักครั้ง แต่ก็ต้องระวังคุณกรณ์น๊ะ ซึ่งสังเกตแกไม่ยากหรอก เพราะตัวแกจะสูง เมียก็จะแต่งผู้ดี๊ผู้ดี

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ