เอ็นไซม์ ตอนที่ 9 ตอนสุดท้ายสำหรับมนุษย์ เอาไว้ว่างๆ จะพูดเรื่องเอ็นไซม์กับสัตว์ต่อ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

เอ็นไซม์ ตอนที่ 9 ตอนสุดท้ายสำหรับมนุษย์ เอาไว้ว่างๆ จะพูดเรื่องเอ็นไซม์กับสัตว์ต่อ

ตั้งหัวข้อ  Anonmushroom on Sun Nov 21, 2010 1:29 pm

คุณมีร่างกายแบบใดและต้องการเอ็นไซม์ประเภทไหน

การให้เอ็นไซม์ให้ผลดีกับบางคนแต่ไม่ใช่กับทุกคน
หากท่านเป็นนักสังเกต ท่านอาจจะสังเกตเห็นคนทางตะวันตก ส่วนใหญ่ จะมีน้ำหนักของช่องท้องและลำตัวส่วนบนใหญ่กว่าส่วนล่าง คาวบอยจะมีปัญหาเกี่ยวกับการยึดจับบนหลังม้า เพราะเขามีหน้าท้องที่ใหญ่กว่าสะโพก อาจทำให้เขาตกจากหลังม้าได้ง่าย ท่านมักจะเห็นว่าผู้หญิงที่มีหน้าอกใหญ่ แต่ไหล่เล็กและก้นแบนราบ จะอยู่ในแถบฝั่งทะเลตะวันตก ผู้ชายจะดูแลสุขภาพได้ดี ส่วนผู้หญิงจะมีแนวโน้มในการรับภาระน้ำหนักของร่างกายที่มาก จึงทำให้ค่อนข้างจะมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนัก ทำให้เกิดความยุ่งยากในการควบคุมน้ำหนัก ส่วนในตะวันออก ประชาชนมีสะโพกใหญ่กว้างกว่าไหล่และต้นขาที่ใหญ่เกินไป ในผู้หญิงทุกหนทุกแห่ง ท่านจะพบร่างกายที่มีรูปร่างไม่ค่อยสมบูรณ์ มีร่างกายที่คล้ายเด็กหรือเหมือนเด็ก เช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นลักษณะเฉพาะของสถานที่นั้น อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของสัญชาติทำให้รู้ลักษณะของรูปร่างในบุคคลนั้น การที่เรามีร่างกายที่แข็งแรงหรืออ่อนแอเกิดจากพันธุ์กรรมสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
แล้วร่างกายของท่านละเป็นแบบใด เพราะว่าความต้องการที่ต่างกันของเอนไซม์มาจากความแตกต่างของรูปร่าง หัวใจสำคัญของความแตกต่าง เกิดจากความหลากหลายทางโภชนาการ เราไม่สามารถมีโภชนาการที่ดีได้สมบูรณ์ครบทุกคน
การที่มีรูปร่างเปลี่ยนแปลง ควรพิจารณาจากความจำเพาะของแต่ละคน โดยทั่วไปผู้ชายจะไม่ชอบอาหารที่มีรสหวาน ในขณะเดียวกันก็จะไม่ชอบรับประทานผลไม้และขนมหวานหลังอาหาร เขาค่อนข้างจะชอบสเต็กมากกว่าเค้กที่ทำจากช็อกโกแลต ได้มีการสอบถามคนไข้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเองและคนในครอบครัว ทำให้แน่ใจว่า การที่ร่างกายอ่อนแอส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ได้รับการถ่ายทอดจากกรรมพันธุ์ บางครั้งการใช้ยาและอาหารมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงมาก
ชาวอียิปต์โบราณได้เขียนหนังสือเรื่องชนิดของร่างกายไว้มากกว่า 34 เล่ม การใช้ยา Ayurvedic ต้นกำเนิดมาจากอินเดียเมื่อ 5 พันปีที่แล้ว เป็นพื้นฐานของการมีร่างกายที่สมบูรณ์ การเรียนรู้หรือการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งใหม่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพรู้ถึงความหลากหลายและความคล้ายคลึงกันเป็นเสียงกล้ามเนื้อ เราเชื่อว่าเหตุผลหลักของความอ่อนแอกลายเป็นความไม่สมดุลย์ของการขาดเอ็นไซม์ที่เหมาะสม ที่เกิดจากกรรมพันธุ์ นิสัยการกินอาหารและเกิดจากความเครียด

รูปร่างของท่านมีผลต่อท่านและคนใกล้ชิดอย่างไร
รูปแบบของร่างกายมี 4 ชนิด ท่านหรือสมาชิกในครอบครัวที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในส่วนลำตัวช่วงบนและหน้าท้อง สะโพก และมีขาที่แข็งแรง เป็นไปได้ที่ครอบครัวของท่าน ส่วนใหญ่มักชอบอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ จะมีปัญหาภายหลังเกี่ยวกับการเกิดกรดในกระเพาะอาหารทางด้านซ้าย เกิดภาวะท้องผูก ความเครียด และความดันโลหิตสูง
สำหรับครอบครัวที่มีน้ำหนักมาก ท่านจะพบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ความดันต่ำ แผลพุพอง ภาวะภูมิแพ้ ลำไส้ใหญ่มีปัญหา ความกังวลและความเหนื่อยล้า จะกลายเป็นความเจ็บป่วยได้ ส่วนคนที่ชอบของหวาน ขนมปัง พาสต้า และช็อกโกแลต จะทำให้บริเวณหน้าท้องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
สำหรับครอบครัวที่ชอบอาหารรสจัด เช่น ไวน์ ไอศกรีม เครื่องเทศ เกลือ และพริก ไทย จะมีปัญหาเกี่ยวกับไต ปัญหาของเพศหญิง ต่อมลูกหมาก ผิวหนังระคายเคือง เยื่อโพรงจมูกอักเสบ มีก้อนในถุงน้ำดี อักเสบ หรือการย่อยอาหารไม่ดีทำให้เกิดภาวะท้องผูกจนถึงเกิดภาวะท้องเสียได้
เราไม่สามารถให้คนจำนวนมากมาสนใจว่ามีร่างกายแบบใด บางคนในครอบครัว ไม่สามารถลดอาหารจำพวกแลตโตสได้ สาเหตุนี้จึงนำไปสู่แนวความคิดของผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานทุกวัน บางครั้งความเจ็บป่วยเกิดจากการแพ้นม ลำไส้ใหญ่เกิดการเกร็ง หรือการแพ้อาหารที่มีแบคทีเรียลอยอยู่ในอากาศ ปวดตามข้อ เข่า ตลอดจนรู้สึกหมดแรง

ร่างกายของท่านเป็นแบบใด
เนื้อหาในเรื่องนี้ จะทำให้ท่านรู้ว่าร่างกายของท่านเองและคนในครอบครัวของท่านเป็นแบบใด รูปร่างของแต่ละคนอยู่ในประเภทไหน ถ้าท่านสามารถตอบว่าใช่จากคำถามนี้ เป็นเพราะว่าเราได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ของท่านไม่ใช่สัญชาติเดียวกัน เป็นไปได้ที่ท่านจะมีลักษณะรูปร่างรวมกันทั้งพ่อแม่ ยกตัวอย่าง ผู้ชายชาวไอร์แลนด์และผู้หญิงชาวอิตาลีแต่งงานและมีครอบครัว เรารู้ว่าชาวไอร์แลนด์มีรูปร่างดีและชอบอาหารจำพวกน้ำตาล มันฝรั่ง แอลกฮอล์ ส่วนชาวอิตาลีเป็นผู้ใช้แรงงานพวกเขามีความต้องการข้าว อาหารที่มีรสจัดเพื่อเพิ่มรสชาติในอาหาร เด็กบางคนจะแข็งแรง แต่บางคนจะอ่อนแอ ซึ่งเป็นลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากทั้งพ่อและแม่ ชาวอิตาลีที่เป็นแม่จะปรุงอาหารตามที่ตนเองชอบและตามที่สามีชอบ เช่น ขนมปัง ผลไม้และขนมหวานหลังอาหารและทุกคนจะชื่นชมว่าอร่อย แน่นอนเป็นอาหารที่เราทำเอง อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการค้นหาว่า เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ จากการทำงานที่ตึงเครียด จะมีการพัฒนาจากภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอเป็นภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม
เลือกอาหารแบบใดให้ดีที่สุด เราควรจะกินอาหารประเภทมังสวิรัติไหม แน่นอนสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นคำถาม ดังนั้นเหตุผลที่ดีที่สุดคือ เรามีรูปร่างที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เรามีความต้องการและความแข็งแรงที่ไม่เหมือนกับด้วย

ร่างกายมี 4 ชนิดที่สำคัญ
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงชนิดของร่างกายทั้ง 4 ชนิด โดยแต่ละชนิดมีความสำคัญเท่าเทียมกัน คือ
ร่างกายชนิดที่ 1
ใช้เทคนิคทางปฏิบัติเกี่ยวกับทางการแพทย์ จะกล่าวถึงการควบคุมต่อมแต่ละชนิด ชนิดที่ 1 เรียกว่า พารา หรือต่อมไทรอยด์
มีลักษณะเฉพาะทั้งหมด 12 อย่าง ถ้าท่านมีมากกว่า 6 อย่างจัดอยู่ในประเภทนี้ การกินอาหารแบบนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะเป็นแหล่งที่มาของปัญหาด้านสุขภาพ
1. ท่านจะอ้วนเสมอกันทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า
2. ถ้าน้ำหนักมากเกิน ท่านจะมีไขมันส่วนเกินในกระเพาะอาหารและบริเวณส่วนเอว ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีไขมันสะสมในส่วนก้น
3. สัดส่วนของไหล่และสะโพกของท่านมีความกว้างเท่ากัน
4. ท่านมีความต้องการของหวานหลังอาหาร เช่น ขนมปัง พาสต้าผลไม้และผัก
5. ท่านชอบซ็อกโกแลตและกาแฟ
6. บางเวลาในตอนกลางวัน ท่านจะมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย
7. ท่านมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
8. บ่อยครั้งที่ท่านมีอาการเย็นที่มือและเท้า
9. ถ้าเพศหญิงท่านจะมี PMS
10. มีความดันต่ำ
11. มีภาวะร่างกายขาดน้ำตาล
12. มีอาการภูมิแพ้

ร่างกายชนิดที่ 2
ชนิดที่ 2 นี้มีต่อมการควบคุม 2 ชนิดคือ จากระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและจากรังไข่ของเพศหญิง จากเพศชายเรียกว่า ฮอร์โมนเทสโตร จากเพศหญิงเรียกว่า ฮอร์โมนเอสโตร ถ้าท่านมีร่างกายเหมือนตามหัวข้อนี้มากกว่า 6 อย่างจัดอยู่ในประเภทที่ 2
1. มีไหล่แคบกว่าสะโพก
2. ในผู้หญิง มีน้ำหนักมากตั้งแต่บริเวณส่วนก้นจนถึงต้นขา
3. ในผู้ชาย น้ำหนักส่วนเกินจะไปอยู่บริเวณช่องท้อง
4. ชอบอาหารรสจัด ที่มีส่วนประกอบของเครื่องเทศ ครีม เกลือ พริกไทย หรืออาหารลมควัน
5. ในมื้ออาหารคุณชอบเครื่องดื่มประเภทไวท์มากกว่าน้ำ
6. ชอบรับประทานผลไม้ ขนมหวาน ไอศกรีม และช็อกโกแลต
7. ชอบอาหารประเภททอด เช่น ปลาทอด ไก่ทอด หอมทอดและมันฝรั่งทอด
8. ชอบอาหารอิตาลีของชาวตะวันออกและฝีมือการทำอาหารของชาวแม็กซิโก
9. มีอาการของอาหารไม่ย่อย
10. ถุงน้ำดีมีปัญหา
11. ไตถูกรบกวนทำให้มีการติดเชื้อในกระเพาะปัสสวะ
12. มีแนวโน้มการเกิดปัญหาของผิวพรรณ

ร่างกายชนิดที่ 3
เรียกว่าซุปปรา เกี่ยวกับการทำงานของต่อมหมวกไต มี 12 ชนิด
1. น้ำหนักเพิ่มเฉพาะหน้าท้อง ส่วนบนและส่วนหลังของร่างกาย
2. มีก้นแบนราบทำให้สัดส่วนดูไม่ดี
3. ขามีความแข็งแรง
4. ชอบอาหารจำพวกโปรตีน ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์
5. ชอบรสเค็มเป็นอย่างมาก
6. ชอบอาหารที่มีโปรตีนในมื้อกลางวัน เช่น เนื้อ ไส้กรอก ปลา สัตว์ปีก ถั่ว ชีส และไข่
7. ข้อเสื่อมหรือเจ็บที่ไหล่ซ้ายมีอาการปวดเสมอ
8. ดื่มน้ำน้อยในมื้ออาหาร
9. เป็นโรคความดันโลหิตสูง
10. รู้สึกเครียด เหนื่อยล้า
11. ปัญหาใหญ่คือ อาการท้องผูก
12. เกิดแก็สในกระเพาะอาหารทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีผลต่อการดำเนินชีวิต

ร่างกายชนิดที่ 4
เรียกว่า นูโร เป็นชื่อที่มาจากฮอร์โมนระบบต่อมไร้ท่อ และต่อมใต้สมอง ต่อมนี้จะควบคุมการผลิตฮอร์โมนมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทในทางอ้อม ถ้าท่านมีคำตอบตรงตามนี้มากกว่า 4 แบบจัดอยู่ในชนิดนี้
1. อาหารในแต่ละมื้อไม่จำเป็นต้องครบทั้ง 5 หมู่
2. ชอบอาหารที่ทำจากแป้งและของหวาน
3. ชอบอาหารของเหลวที่คล้ายนมแต่มักเกิดอาการแพ้
4. มีขนาดร่างกายเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่ออายุมากขึ้น
5. ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ
6. มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ มีอาการท้องผูก ท้องเสีย เกี่ยวกับลำไส้ใหญ่
7. ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายมีปริมาณที่พอเหมาะ
คนจำนวนมากสามารถมีร่างกายได้มากกว่า 1 ประเภท อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำให้เรารู้ว่าร่างกายของเราเป็นแบบชนิดใด
ลักษณะของร่างกายทั้ง 4 ชนิดสามารถบอกถึงสุขภาพและการเลือกรับประทานอาหารได้อย่างไร
ท่านจะสรุปได้ว่า อาหารที่ท่านต้องการเป็นจำนวนมากก่อให้เกิดปัญหาใหญ่สำหรับท่าน เหตุผลของความต้องการอาหารคือ ความรู้สึกอยากสนุกกับการรับประทานอาหารเหมือนตอนวัยเด็ก ทำให้ความสามารถในการสร้างเอ็นไซม์ที่จำเป็นในการช่วยย่อยต่ำ คนจำนวนมากเกิดมามีภาวะขาดเอ็นไซม์ เนื่องจากมีนิสัยการกินที่ไม่ดี พัฒนามาจากวัยเด็กประกอบกับความเครียด จากประสมการณ์ที่ได้จากคนไข้ แสดงให้เห็นว่า เมื่อเอ็นไซม์ไปซ่อมแซมร่างกาย จะทำให้ร่างกายสามารถรักษาสมดุลย์ได้ด้วยตัวเอง
เมื่อมีคนไข้เข้ามาบำบัด ผู้เชี่ยวชาญจะสังเกตได้ว่ามีร่างกายเป็นแบบใด ขาดเอ็นไซม์ชนิดไหน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญสามารถบอกได้ว่าควรมีการแก้ไขอย่างไร มีแบบสอบถามให้คนไข้เขียนหลักการบำบัดภายใน 12 ชั่วโมง จะเห็นมีการทำงานร่วมกัน ระหว่างเอ็นไซม์กับร่างกายเราทุกคนต้องการเอ็นไซม์สำหรับกระบวนการย่อยอาหารที่เหมาะสม เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารเอ็นไซม์ของเราก่อให้เกิดการย่อยอาหารให้สารอาหารแก่ร่างกาย บางครั้งอาหารที่เรากิน มีเอ็นไซม์ที่เกี่ยวกับการย่อยอยู่แล้ว ดังนั้น ทำไมเราจึงขาดเอ็นไซม์
คำถามหรือคำตอบนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เอ็นไซม์ที่อยู่ในอาหารจะถูกทำลายได้ง่าย ถ้าเราปรุงอาหารด้วยความร้อนที่สูงเกิน 48 องศาเซียลเซียส จะสูญเสียเอ็นไซม์จำนวนมาก เมื่อกินอาหารที่ผ่านการปรุงให้สุกด้วยขบวนการต่างๆจะทำให้ขาดเอ็นไซม์ บางครั้งอาหารที่เราเลือก อาจจะไปทำลายเอ็นไซม์ที่มีตามปกติในระบบการย่อยอาหาร เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำตาล และกาแฟ จะไปทำลายเอ็นไซม์ในการย่อยอาหาร ร่างกายของเราจะกำหนดว่า อาหารแบบไหนก่อให้เกิดการย่อยยาก มันดีสำหรับเราและผู้ใกล้ชิดในการดูแลรูปร่าง สัดส่วน และความต้องการอาหาร แต่ละคนจะมีลักษณะทางพันธุกรรมต่างกันไป ถ้าเรามีน้ำหนักมาก เราจะรู้สึกว่า ต้องมองหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

ร่างกายชนิดที่ 1
มีความต้องการน้ำตาลและอาหารที่ทำจากกลูโคส สำหรับผู้ที่ชอบผักมันง่ายสำหรับการงดกลูโคส เพราะว่า ท่านจะต้องการเฉพาะแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตที่มาจากแป้ง ข้าวสาลี มันฝรั่ง พาสต้า ขนมปัง และธัญพืช ส่วนผักและผลไม้จะย่อยพวกคาร์โบไฮเดรตได้ดี อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตจะมีรสหวานประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม ยกตัวอย่าง น้ำตาลฟรุกโตสได้จากผลไม้ มอลโตสได้มาจากข้าวมอลต์ แลตโตสได้มาจากนม น้ำตาลได้มาจากน้ำอ้อย น้ำตาลจากต้นบีส ผลไม้สุกทั้งหมดจะมีน้ำตาลตามธรรมชาติ เอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารมี อะไมเลส แลตแตส ซูแคส และมอลเตส เอ็นไซม์อะไมเลสจะมีความสำคัญในร่างกายแบบที่ 1 เพราะมันสามารถย่อยแป้งได้ ร่างกายแบบที่ 1 จะขาดเอ็นไซม์อะไมเลส
ความต้องการอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้เกิดการทำงานผิดปกติ เนื่องจากเขามีความต้องการขนมหรือช็อกโกเลตเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าช็อกโกเลตมีประโยชน์หลายอย่าง มันจะกระตุ้นต่อมรับสารได้ดี ทำให้จุดหลอมเหลวต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย ดังนั้นองค์ประกอบและประสาทสัมผัสจะรวมอยู่ในปาก ช็อกโกเลตประกอบด้วยไขมัน 50 % น้ำตาล 50% มันสามารถกระตุ้นการหลั่งสารเคมีจากสมองเรียกว่า ซีโลโทนิน จะช่วยทำให้อารมณ์ปกติ มาจากฮอร์โมนเอ็นโดฟิน สารเคมีนี้ จะทำให้รู้สึกดีแล้วส่งผ่านไปยังสมอง เอ็นโดฟินจะให้พลังงานสูงและความรู้สึกสบาย เมื่อซีโลโทนินลดลง เราจะมีความต้องการอาหารจำพวกน้ำตาล ร่างกายแบบที่ 1 นี้จะพบว่า มีซีโลโทนินต่ำ เป็นการขาดฮอร์โมนแบบกรรมพันธุ์
เราไม่แนะนำคนไข้ทั้งหมด ให้หยุดการกินอาหารในตอนกลางคืน ครั้งแรกมันสำคัญต่อการเรียนรู้ ขั้นตอนต่อไปควบคุมโดยหยุดการทำให้เอ็นไซม์เสียหาย ที่ไหนที่เอ็นไซม์ อะไมเลสจะทำงานได้อย่างมหัศจรรย์ ถ้าท่านเลือกกินอาหารที่มีพิษ ดังนั้นควรเตรียมเสริมร่างกายด้วยเอ็นไซม์ถอนพิษ ร่างกายแบบที่ 1 จะให้อาหารเพื่อไปซ่อมแซมร่างกาย ขณะนี้เอ็นไซม์เสริมใช้เป็นการควบคุมความต้องการคาร์โบไฮเดรต และแป้งการย่อยอาหารที่ไม่เหมาะสมไม่สามารถนำไปให้สมองแทนที่ระบบเอ็นไซม์ได้ ก่อให้เกิดการอักเสบจนถึงความเครียด ร่างกายชนิดนี้จะมีความรู้สึกไวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ น้ำตาลในเลือดต่ำ มีความสับสนทางประสาท ดังนั้นจึงทำให้เกิดภาวะหดหู่และความกังวลใจ

ร่างกายชนิดที่ 2
ร่างกายชนิดนี้ชอบอาหารไปทางรสจัด ชอบเครื่องเทศ อาหารที่มีรสเค็ม และการสูบบุหรี่ อาหารชนิดนี้จะไปกระตุ้นระบบต่อมเพศ(เกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์) ก่อให้เกิดพลังงานสูง ทำให้เกิดภาวะความไม่สมดุลย์ในส่วนต่างๆของ ร่างกาย ทำให้ถุงน้ำดีอ่อนแอลงและเสื่อมสมรรถภาพได้ มันเป็นการเริ่มต้นที่เคราะห์ร้ายเกี่ยวกับปัญหาก้อนผลึกที่หลอดเลือดแดงของหัวใจ เกิดจากความอ้วนมากเกินไป มีก้อนนิ่วที่ไตและถุงน้ำดี ร่างกายของมนุษย์ต้องการไขมันในแต่ละวันเพียงปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการบริโภคมีมากถึง 8 เท่า บางครั้งการบริโภคไขมันไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดความไม่ชุ่มชื่นของผิวหนัง ถึงแม้ว่าเราไม่ประยุกต์ใช้กับแบบที่ 2 เขาทั้งหลายมักประสพกับผิวหนังเกิดความผิดปกติ ร่างกายชนิดที่ 1 จะชอบช็อกโกแลต เหตุผลการกินบางครั้งคล้ายกับชนิดที่ 3 เขาทั้งหลายส่วนมากมีความพอใจจากการกินไขมันในเนื้อสัตว์
การยอมรับของระบบภูมิคุ้มกัน ลักษณะเฉพาะของการบวม การดูดน้ำไว้ และการที่ท้องผูก ร่างกายชนิดนี้จะผลิตเยื่อเมือกจากเยื่อบุ และเกิดการท้องผูกมากกว่าอย่างอื่น เพราะว่าบ่อยครั้งเกิดการท้องผูกและ เมื่ออาการท้องเสียหยุด หลายวันผ่านไปทำให้เกิดอาการท้องผูก อาการที่น่ากลัวเหล่านี้ผ่านไปทำให้มีความต้องการไลเปส ไลเปสจะย่อยไขมันในระหว่างการย่อยอาหาร และระหว่างมื้ออาหารระบบจะทำให้สะอาด ถ้าไขมันไม่ย่อยได้อย่างเหมาะสมระบบลำไส้จะเกิดการเน่า ร่างกายชนิดนี้จะมีแนวโน้มเป็นเบาหวาน ปัญหาของฮอร์โมนและผิวหนัง

ร่างกายชนิดที่ 3
ชอบอาหารประเภทโปรตีนมากกว่าอาหารประเภทอื่น บางครั้งชอบช็อกโกแลต อย่างไรก็ตาม ร่างกายแบบที่ 3 ต้องการสารเคมีจากโปรตีนไปใช้ในการดูแลกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ โปรตีนที่มีมากเกินไป ก่อให้เกิดปัญหากับไตและตับ ถ้าทั้งสองอวัยวะนี้ทำงานไม่ได้ จะทำให้เราถึงแก่ชีวิต ระบบของเราทั้ง 4 อย่าง จะเป็นศูนย์กลางของการขับสารพิษ ดังนั้นมันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการดูแลสุขภาพที่ดี หนึ่งในที่นี้รวมถึงลำไส้ใหญ่ด้วย ควรจำไว้ว่า ถ้าโปรตีนไม่ถูกการย่อย จะทำให้เกิดการเน่าเปื่อยในลำไส้ได้ ปอด ผิวหนัง ไต ทำหน้าที่สำคัญในการกำจัดโปรตีนส่วนเกินใน จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา เรามีการค้นพบว่า เมื่อนำเอ็นไซม์เข้าไปในร่างกายของผู้ที่ขาดเอ็นไซม์ ผลที่ตามมาเกือบจะทันทีพบว่า จะมีความผ่อนคลายจากการบวมน้ำ ร่างกายแบบที่ 3 นี้จะขาดเอ็นไซม์โปรตีเอส จะสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ท้องผูก และปัญหาการกลับมาจะลดลง

ร่างกายชนิดที่ 4
มีความต้องการอาหารจำนวนมากตั้งแต่เกิด ถ้าเราโชคดีเราจะได้รับสารอาหารจากแม่เพียงพอกับความต้องการ เป็นประโยชน์สำหรับการควบคุมปรับปรุงแก้ไข คนส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของแม่ที่ไม่สามารถให้นมลูกได้เป็นประจำ แม่ที่ไม่สามารถให้นมได้อย่างเพียงพอเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ แต่แม่เหล่านั้นมีร่างกายคล้ายชนิดที่ 4 มากกว่า และได้รับอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้มากเกินไป ร่างกายชนิดนี้จะเกิดอาการแพ้นม เกิดจากการไม่ยอมย่อยแลคโตส คนในกลุ่มนี้ต้องการไลเปสในการย่อยไขมันที่มีอยู่ในนม เราพบอุปสรรคโดยตรงจากร่างกาย หมอจำนวนมากมีความแตกต่างกันในการพยายามค้นหาว่าทำไมพวกเขาจึงป่วยไม่สบาย หรืออาการอ่อนเพลีย แต่เขาทั้งหลายไม่เคยพบกับคำตอบที่น่าพอใจ จากการพัฒนาร่างกายของผู้ใหญ่มีน้อยกว่าเด็กผู้ชายมัธยม ในเด็กผู้หญิงจะโตเป็นสาวช้า ชีวิตที่ล่วงเลยมานานพวกเขาดูอายุน้อยกว่ากับร่างกายของเขาในสมัยมัธยม ถ้าระหว่างตอนเป็นวัยรุ่นมีน้ำหนักมาก ตอนเป็นทารกจะมีไขมันมาก เขาทั้งหลายเกือบจะมีสัดส่วนร่างกายคล้ายผู้ใหญ่
ชนิดที่ 4 มีความลำบากเกี่ยวกับการย่อยเส้นใยจากอาหาร เพราะร่างกายส่วนมากไม่ต้องการเนื้อ ร่างกายชนิดนี้จะไม่แข็งแรงจนถึงมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ที่รุนแรงมาก เพราะร่างกายไม่สามารถย่อยอาหารจำนวนมากได้ ความเครียดจะมีผลต่อการเคลื่อนตัวของลำไส้ใหญ่ เส้นใยเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์พืช ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถผลิตเองได้ เมื่ออาหารยับยั้งกระบวนการย่อยเซลลูโลส จะทำให้เป็นอันตรายต่อการระบบการย่อยเส้นใย ก่อให้เกิดวงจรบกพร่อง โชคดีที่เราได้รับสูตรเอ็นไซม์ที่เหมาะสมในการย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพมาก ผิวหนังและเส้นผมสะอาดแข็งแรงเป็นเงางาม เมื่อเรารู้สึกป่วยคนจำนวนมากจะค้นหาวิธีการรักษาจากแพทย์ เป็นการรักษาต่อต้านวิธีการรักษาโรค โดยใช้อาหารในการช่วยรักษาเป็นวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับแพทย์โดยรักษาตามอาการ การรักษาก่อให้เกิดผลข้างเคียงตรงข้ามกับวิธีการแก้ไขทำให้เกิดโรค ภายใต้การดูแลจากหมอ ใครที่ตอบสนองต่อการรักษาเราจะรู้สึกดี อย่างไรก็ตามในกรณีที่กลับมาเป็นอีก โชคไม่ดีการรักษาจำนวนมากไปยับยั้งเอ็นไซม์ ส่งผลให้ร่างกายทำงานหนัก นอกจากต้องต่อสู้กับการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ เราควรกลับมาดูแลสุขภาพ เช่นเลือกอาหารที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพ นักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือน้ำหนักที่น้อย ความเฉื่อยชาหรือหมดแรงอย่างต่อเนื่อง ภาวะการมีหนี้สินจำนวนมากจากค่าใช้จ่ายจะทำให้เรากลายเป็นคนโมโหง่าย
บางครั้งประสบการณ์ของตนเองเป็นเหมือนฝันร้ายที่ตามมา คุณมีประสบการณ์เช่นนี้อย่างไร บางคนเล่าเกี่ยวกับอาหารไม่อร่อย คุณไม่สนใจเนื่องจากคุณทำแบบรีบร้อน และปรุงอาหารจากไขมันสัตว์ ทอดหมูเค็ม หรือไส้กรอก บริการทุกเช้าวันอาทิตย์ตลอดเวลาที่โตขึ้นมันไม่ถูกต้องที่จะกินไข่ทุกวัน หลังจากคุณต่อสู้กับการกลับมาของคอลเลสเตอรอลและโปรตีน การกินจะทำให้เกิดการสะสมอาหารที่ดีสำหรับคุณนี่เป็นสิ่งผิด

ลดไขมันและน้ำหนักส่วนเกิน

1 ใน 3 ของชาวอเมริกันประสบปัญหาน้ำหนักเกินโดยมีน้ำหนักตัวมากกว่าน้ำหนักปกติประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และ 1 ใน 4 ของผู้ที่น้ำหนักเกินเป็นโรคอ้วนนั่นคือ มีน้ำหนักตัวมากกว่าน้ำหนักปกติถึง 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป คนเหล่านั้นต่างต้องการที่จะขจัดน้ำหนักส่วนเกิน คนชาวอเมริกันใช้จ่ายไปกับโปรแกรมลดน้ำหนักกว่า 35 พันล้านดอลลาร์
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีรายงานเกี่ยวกับการลดน้ำหนักอย่างบ้าคลั่งที่เกิดขึ้นทั่วโตเกียว ประชาชนต่างเร่งรีบไปซื้อสบู่ที่ผลิตจากประเทศจีนที่มีความน่าจะเป็นที่จะสลายน้ำหนักส่วนเกินออกไปได้ เจ้าหน้าที่ได้พบว่า มีสบู่ที่เรียกว่า “Soft Soap” กว่า 1 หมื่นก้อนเกินมาจากปริมาณที่ถูกกฎหมายในการขนส่ง 24 ก้อนต่อบุคคลในนักท่องเที่ยวรายหนึ่ง ซึ่งสบู่ 5 ออนซ์ 1 ก้อน มีราคาถึง 20 ดอลลาร์ ทำให้บริษัทยาที่ผลิตได้ส่งออกถึง 1-1.5 ล้านก้อนในเวลาไม่ถึง 11 เดือนเท่านั้น
มีผู้ที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่ ต่างเสาะหาความช่วยเหลือในการที่จะลดน้ำหนักจากการเผาผลาญที่ไม่เพียงพอ ที่แย่ไปกว่านั้น น้ำหนักที่เกินมานั้นเกิดจากอัตราการเผาผลาญที่ต่ำกว่าปกติ เหตุใดระดับการเผาผลาญ จึงมีความสำคัญนัก ทางเทคนิคแล้ว การเผาผลาญเป็นคำจำกัดความของผลรวมการเปลี่ยนแปลงพลังงาน จากรูปหนึ่งไปยังอีกรูปหนึ่งในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจเกิดจากพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเคมี และจากพลังงานเคมีไปเป็นพลังงานทางกายภาพหรือรูปอื่นๆ นั่นหมายถึง การเผาผลาญจะเกิดขึ้นเมื่อไขมันต่างๆ และของเสียถูกสลายไป สารอาหารต่าง ๆ จึงถูกดูดซึม แล้วเนื้อเยื่อและเซลล์ใหม่จึงถูกสร้างมาทดแทน การเผาผลาญจะหมุนเวียนความร้อน โดยจะเปลี่ยนเป็นพลังงานในร่างกายเหมือนดั่งเตาเผาในบ้าน
ขึ้นอยู่กับอาหารที่กินเข้าไป จะสามารถสลายได้พลังงานมากขึ้น และสลายไขมันได้มากขึ้น โดยการเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ยิ่งความร้อนเกิดขึ้นมากเท่าใด จำนวนแคลอรีที่ท่านจะเผาผลาญได้พลังงานก็จะมากขึ้นเท่านั้น นั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีอัตราการเผาผลาญที่แข็งแรงและดี เพื่อที่จะกำจัดไขมันที่ไม่ต้องการออกจากร่างกายได้ การเสริมเอ็นไซม์ให้แก่ร่างกาย สามารถไปซ่อมแซมการเผาผลาญของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่จะทำงานได้ การส่งเสริมการเผาผลาญ ไม่ควรที่จะปะปนกับการที่จะรักษา เพื่อกระตุ้นระบบดังกล่าว กระบวนการเหล่านั้นใช้เวลาอันสั้นแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นละหากการกระตุ้นนั้นได้หยุดลง แน่นอนน้ำหนักต้องเพิ่มขึ้น จึงมีอีก 4 ขั้นตอนที่ท่านต้องทำเพื่อลดน้ำหนักให้สำเร็จเพิ่มเติมจากการซ่อมแซมการเผาผลาญ ดังนี้
(1) การออกกำลังกาย (2) ทำระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง (3) ควบคุมอาหาร (4) เปลี่ยนอาหารที่ท่านกินอยู่

จงหลีกเลี่ยงการกินที่จำเจ
มีน้อยคนที่รู้จักโรคอ้วนแบบโย-โย คือการที่มีน้ำหนักขึ้นๆลงๆ การศึกษาหลายครั้งได้ยืนยันว่า การกินอาหารแบบไม่คงที่ ทำให้เกิดการลดน้ำหนักยากขึ้น โรคนี้ได้มีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อชีวิตอันเคราะห์ร้ายของคนอ้วน ในการเพิ่มและลดของน้ำหนักแต่ละรอบ จะเป็นสิ่งยากยิ่งขึ้นและจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการลดน้ำหนัก เมื่อน้ำหนักเริ่มลด ร่างกายจะเพิ่มการป้องกันตัวเองแบบอัตโนมัติ โดยต่อมไร้ท่อและระบบประสาทจะเรียกกำลังเสริมออกมาผ่านการรับรู้และกลไกการตอบสนองอันซับซ้อนอย่างมาก ระบบเหล่านี้จะแปลการลดน้ำหนักครั้งใหม่เป็นการอดอาหาร และเป็นการทำงานประสานกับการลดลงของอัตราการเผาผลาญ ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้ไขมันมากเท่าปกติ โชคไม่ดีนัก ที่เมื่อท่านเริ่มกินปกติอีกครั้งหนึ่ง การเผาผลาญของท่านก็ยังคงอยู่ในสภาพถูกกดอยู่ ผลที่ตามมาอย่างรวดเร็วก็คือ ยิ่งท่านกินอาหารมากเท่าใดกิจกรรมการเผาผลาญยิ่งลดลงเท่านั้น ทั้งหมดนั้นจะกลายเป็นการยากมากขึ้นที่จะลดน้ำหนักและเป็นการง่ายขึ้นที่จะเพิ่มน้ำหนัก
ได้มีการสังเกตรูปร่างของร่างกายประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก
ร่างกายแบบที่ 1 ให้เลิกกินขนมปัง ขนมหวานและจำกัดคาร์โบไฮเดรต พวกเขาค้นพบว่าเมื่อพวกเขากินอาหารโปรตีนสูงแล้วพวกเขาน้ำหนักลดได้ ดังนั้น พวกเขาจะยังคงกินโปรตีนปริมาณมากและงดคาร์โบไฮเดรตต่อไป
ร่างกายแบบที่ 2 ร่างกายของเราเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตแล้ว ต่อไปมันจะกลายเป็นไขมัน คาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนสภาพนั้นสามารถจัดการได้ แต่การสะสมของไขมันไม่สามารถจัดการได้ด้วยร่างกายแบบนี้ จึงแนะนำให้ท่านเลิกทานไขมันแล้วท่านจะน้ำหนักลดเอง อาหารที่มีไฟเบอร์ปริมาณสูงอาจช่วยร่างกายแบบนี้ได้
ร่างกายแบบที่ 3 จะลดน้ำหนักได้จากการเป็นมังสวิรัติ ซึ่งจะให้ผลที่ดีมากและจำทำให้รู้สึกดีมาก เป็นผลให้พวกเขาจะแนะนำให้ทุกคนมาเป็นมังสวิรัติ
ร่างกายแบบที่ 4 พบว่าอาหารโปรตีนสูงได้ผลเสมอกับคนกลุ่มนี้ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อมถอย แล้วพวกเขาจะป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ ต่อมสารที่เป็นอนุพันธุ์กับสารที่หลั่งมาจากต่อมและสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อมาทำลายอนุมูลอิสระ เนื่องจากพวกมันได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถเป็นการรักษาที่ได้ผลของพวกเขา พวกเขาไม่อาจตื่นตัวมากกับอาหาร แต่พวกเขาควรที่จะตั้งประเด็นไปที่การรักษาที่จะสามารถกำจัดพิษออกจากร่างกายไปได้
จงจำเอาไว้ว่าสิ่งใดที่ได้ผลต่อคนหนึ่งจะไม่ได้ผลกับทุกคน อาหารนี้เป็นความนิยมชั่วคราว เราอาจอยู่โดยโปรแกรมอย่างไม่คงทน และอาจไม่มองหาโปรแกรมอื่นที่เหมะสม เมื่อท่านได้ยินคนบางคนพูดว่าคนอ้วนอ้วนเนื่องจากพวกเขาทานมากเกินไป คำพูดนี้อาจไม่จริงเสมอไป คนอ้วนหลายคนขาดเอ็นไซม์ย่อยอาหาร ทำให้พวกเขาย่อยอาหารได้น้อยหรือสลายไขมันได้น้อย นี่คือความเชื่อที่ว่า หากปราศจากเอ็นไซม์ อาหารทางเลือกต่างๆ ที่เราทำจะไม่มีค่า เอ็นไซม์เป็นเสมือน “จุดเชื่อมต่อที่หายไป” ความเป็นอยู่ของมนุษย์เราต้องการเอ็นไซม์ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในร่างกายของเราตลอดเวลา
เมื่อคนรูปแบบที่ 1 เป็นมังสวิรัติพวกเขาจะรู้สึกดี แต่จากนั้นไม่นานพวกเขาสังเกตเห็นว่าผมเขาร่วง เล็บแตกและเปราะง่าย พวกเขาไม่สามารถหายอ่อนเพลียได้ และผิวหนังของเขาอาจแตกได้ ความเศร้าจะยิ่งมาก เริ่มจากผู้หญิงเป็นโรค PMS อารมณ์แปรปรวน และมีการอักเสบเมื่อท่านได้พบผู้คนเหล่านี้ พวกเขาจะอ้างว่าพวกเขาพยายามรักษาสุขภาพได้ดี แต่จากลักษณะภายนอกของเขาบอกได้อีกอย่างหนึ่ง
คนรูปร่างแบบที่ 1 จะสามารถเป็นมังสวิรัติได้หรือไม่ การรับประทานข้าวกับถั่วเหลืองหรือโปรตีนอื่นๆ ที่มาจากผักจำพวกถั่ว จะได้รับกรดอะมิโนจำเป็นที่สำคัญหลายชนิด จะต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก และต้องมีความตั้งใจที่หนักแน่นอย่างมาก มีคนรูปร่างแบบที่ 1 จำนวนน้อยมากทีจะมีวินัยพอที่จะทำได้ พวกเขาอาจประสบความสำเร็จในการเป็นมังสวิรัติได้ แต่ในคนส่วนมาก มักจะมีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการกินอาหารประเภทนี้ ความต้องการโปรตีนสำหรับคนรูปร่างแบบที่ 1 มีมากกว่ารูปร่างแบบที่ 2 และ 3 มาก คนรูปร่างแบบที่ 1 อาจขาด Proteaseได้ หากรับประทานโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายจะนำโปรตีนในร่างกายมาใช้โดยกระบวนการ catabolism นี้จะทำให้ระบบต่างๆอ่อนแอ หากไม่ตรวจร่างกายอยู่เสมอ หากท่านเป็นมังสวิรัติเพราะว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เป็นสิ่งสำคัญทีต้องเรียนรู้ส่วนที่ถูกต้องในการผสมผักและโปรตีน เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ โปรดจำไว้ว่าท่านคือคนที่ได้รับยีนที่ต้องการอาหารโปรตีนของรูปร่างแบบนี้ถ่ายทอดมา ดังนั้นเพื่อที่จะฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแบบที่ 1 ท่านควรเสริมเอ็นไซม์ผสมระหว่าง protease, amylase, lipase, cellulose, lactase, maltase และ sucrase ในระหว่างมื้ออาหาร ควรใช้เอ็นไซม์ protease เพื่อล้างพิษจากระบบต่าง ๆ
โปรดจำไว้เสมอว่าโปรตีนในอาหาร เป็นสารอาหารที่สำคัญและดีต่อสุขภาพและร่างกาย เราต้องกินโปรตีนรวมเพื่อนำไปใช้ภายในร่างกายในรูปกรดอะมิโนที่สมบูรณ์ภายใน 2 ชั่วโมง โปรตีนเหล่านี้จะถูกใช้เป็นเกราะป้องกัน พวกมันจะช่วยในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กล้ามเนื้อต่างๆ และอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต แหล่งโปรตีนหลัก ๆ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา และผลผลิตจากนมต่าง ๆ ส่วนแหล่งอาหารรองลงมาที่มีโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ได้แก่ ถั่วเหลือง ปลายข้าว ถั่วต่าง ๆ เมล็ดต่าง ๆ ยีสต์ เมล็ดข้าว และพืชฝัก (พวกถั่วต่าง ๆ ) อาหารเหล่านี้จำเป็นต้องกินรวมกันหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เพื่อที่จะได้กรดอะมิโนที่ครบถ้วน เช่น การกินถั่วดำกับข้าว เป็นต้น
คนรูปร่างแบบที่ 2 มักจะขาด lipase อยู่เสมอ หากพวกเขาน้ำหนักเกิน พวกเขาจะขาดเอ็นไซม์อื่นๆอีก นิสัยการกินอาหารที่ไม่เหมาะสมและความเครียด ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขาดเอ็นไซม์เหล่านั้นได้ สูตรอาหารที่ประกอบด้วย lipase ปริมาณมากๆ จะช่วยฟื้นฟูระบบในร่างกายได้ หากมันทำงานร่วมกับเอ็นไซม์อื่น จะช่วยกระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทได้เช่นเดีย

Anonmushroom

จำนวนข้อความ : 352
Join date : 05/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ