คำถามต่างๆเกี่ยวกับเอ็นไซม์(ต่อ)

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

คำถามต่างๆเกี่ยวกับเอ็นไซม์(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  Anonmushroom on Sun Nov 21, 2010 9:41 pm


การเพิ่มอาหารสดในมื้ออาหารจะช่วยให้เราได้รับเอ็นไซม์เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่
อาหารสดนั้นจะมีเฉพาะเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยสลายตัวเอง จะไม่มีเอ็นไซม์พิเศษอื่นใด สำหรับใช้ย่อยอาหารปรุงสุกหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการใดๆมาแล้ว และเนื่องจากอันตรายจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์อาหารหลายชนิด จึงไม่เหมาะแก่การทานสด ทั้งนี้รวมถึงเนื้อ ไก่ ไข่ และถั่ว อีกทั้งไฟเบอร์ที่พบในอาหารสดนั้น ก็ยากต่อการย่อยสลาย

เอ็นไซม์มีผลต่อลำไส้ใหญ่อย่างไร
จากการวิจัยพบว่า อาหารปรุงสุกจะเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหารได้ช้ากว่าอาหารสด อีกทั้งอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ จะเกิดการหมักเน่าเสีย เกิดสารอันตรายขึ้น สารเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดโรคความเสื่อมต่างๆ เช่น arthritis ภาวะหลอดเลือดหัวใจบกพร่อง โรคมะเร็งและเบาหวาน
นักวิจัยหลายคนพบว่า การที่น้ำหนักตัวร่างกายเพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากการสะสมของของเสียในร่างกาย การที่มนุษย์เรามีเส้นเลือดฝอยที่มีความยาวร่วม 100,000 ไมล์ ทั้งในระบบลำเลียงเลือด ระบบน้ำเหลือง บริเวณข้อต่อกระดูก รวมถึงบริเวณภายในและภายนอกเซลล์ด้วย จุดที่มีการสะสมของของเสียมากที่สุดนั้นก็คือ ลำไส้ใหญ่ โดยการสะสมของของเสียที่ลำไส้ใหญ่ สามารถเพิ่มน้ำหนักร่างกายขึ้นถึง 50 ปอนด์ หากเราทานแต่อาหารสุกและไขมันสูง และที่ร้ายคือ ของเสียที่อยู่ทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ สามารถถูกดูดซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ ถ้าของเสียเหล่านั้นยังมีปริมาณสารต่างๆมากเกินไป ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น ถ้ามีแคลอรีอยู่มาก ก็สามารถทำให้อ้วน มีเกลือแร่มาก จะทำให้เกิดโรค arthritis มีโปรตีนมาก จะทำให้เกิดมะเร็ง มีไขมันมากจะทำให้ปริมาณโคเลสเตอรอลสูงขึ้น และถ้าปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ เอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหาร จะช่วยย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลงจะง่ายต่อการนำไปใช้ และไม่มีสารตกค้างในลำไส้ใหญ่

เอ็นไซม์ช่วยรักษาอาการปวดหัวของไมเกรนได้หรือไม่
อาการปวดหัวจากไมเกรนบางครั้งมีสาเหตุจาก ความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมนหรือการทำงานที่ผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เนื่องจากต่อม pituitary ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมไร้ท่อทั้งหมด และการกินอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์เลยนั้น จะกระตุ้นต่อมพิทูอิทารีให้ทำงานหนัก การหลั่งฮอร์โมนในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ของของฮอร์โมน สาเหตุของอาการปวดหัวจากไมเกรนอีกทางหนึ่ง ที่อาจจะเป็นไปได้ จากการที่ร่างกายได้รับสารพิษที่พบในลำไส้ใหญ่ ที่ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการย่อยอาหารที่บกพร่องดังนั้น การกินอาหารสดหรือเอ็นไซม์เสริม จะสามารถลดอาการปวดหัวจากไมเกรนได้

เอ็นไซม์ช่วยรักษาการนอนไม่หลับได้หรือไม่
อาการนอนไม่หลับ เกิดจากหลายสาเหตุ จะพบว่า เอ็นไซม์บำบัดให้ผลที่น่าพอใจ หากอาการนอนไม่หลับเกิดจากความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมนในระบบต่อมไร้ท่อ นอกจากนี้ การพร่องเอ็นไซม์กลุ่มเมตาบอลิซึม จะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนของต่อม pituitary จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับด้วย ดังนั้นการกินอาหารสดและเอ็นไซม์เสริม จะช่วยในการรักษาสมดุลย์ของระบบต่อมไร้ท่อได้

เอ็นไซม์สามารถช่วยรักษาโรคสะเก็ดดาวเงินได้หรือไม่
แพทย์ผิวหนังหลายท่านรายงานว่า สามารถใช้เอ็นไซม์ในการบำบัดรักษาโรคนี้ได้ โดยในปี ค.ศ. 1930 นักวิจัยรักษาโดยให้ผู้ป่วยกินเนยดิบจำนวนมากที่มีเอ็นไซม์ lipase อยู่ และเมื่อเร็วๆนี้ มีงานวิจัยพบว่า การให้เอ็นไซม์ไลเปสในปริมาณที่สูงมาก สามารถช่วยรักษาอาการของโรคนี้ให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การทานเอ็นไซม์ในปริมาณสูง ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเสมอ


เอ็นไซม์จากพืชทำงานได้ดีกว่าเอนไซม์จากสัตว์ในสภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารจริงหรือไม่

มีรายงานจากการวิจัยที่สนับสนุนทฤษฎีที่ว่า เอ็นไซม์จากพืช มีความสามารถในการทำงาน ในสภาวะเป็นกรดของกระเพาะอาหารได้ดีกว่าเอนไซม์จากสัตว์ Dr. Selle นักสรีระวิทยาจากมหาวิทยาลัย Texas ทดลองให้อาหารธัญพืชที่เสริมเอ็นไซม์ amylase ที่สกัดจากบาร์เลย์แก่สุนัข โดยมัดท่อส่งน้ำย่อยจากตับอ่อนไว้ เพื่อกันไม่ให้น้ำย่อยจากตับอ่อนมารบกวนการทดลอง และกระเพาะอาหารถูกทำให้ว่าง โดยการงดอาหารชั่วเวลาหนึ่ง เวลาผ่านไปไม่นานพบว่า แป้งในกระเพาะอาหารของสุนัขบางตัวถูกย่อยไปแล้วถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เอ็นไซม์ amylase จากบาร์เลย์ถูกพิสูจน์แล้วว่า สามารถทำงานได้ดีในกระเพาะอาหารที่มี pH เป็นกรดต่ำกว่า 2.5 ยิ่งกว่านั้น Dr.Selle ยังพบอีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปชั่วโมงครึ่งหลังจากได้รับเอ็นไซม์ amylase แล้ว เอนไซม์ 71 เปอร์เซ็นต์ จะถูกตรวจพบอยู่ในลำไส้เล็กและยังคงสามารถทำงานได้ และเมื่อนำอุจจาระมาวิเคราะห์พบว่า ปริมาณเอ็นไซม์จากพืชในอุจจาระนั้น มีมากกว่าเอ็นไซม์ที่หลั่งออกมาจากตับอ่อน
แต่เอ็นไซม์ที่หลั่งจากตับอ่อน จะทำงานได้เฉพาะสภาพที่มีความเป็นด่างในลำไส้เล็กส่วนต้นเท่านั้น และโดยปกติแล้ว เอ็นไซม์จากสัตว์จะถูกสกัดจากตับอ่อนแล้ว จึงนำมาทำให้บริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งการเสริมเอ็นไซม์เหล่านี้ จึงไม่สามารถทำงานได้ดีบริเวณกระเพาะอาหาร ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การกินเอ็นไซม์เสริมที่สกัดจากพืช จะช่วยย่อยอาหารในกระเพาะอาหารได้ดีเช่นเดียวกับในลำไส้เล็ก โดยจะเป็นการช่วยลดการทำงานของตับอ่อน ในการหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร

นักวิ่งและคนที่ออกกำลังอยู่เสมอจะต้องการเอ็นไซม์แตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่
จะแตกต่างกัน เนื่องจากคนเหล่านี้ ต้องการเอ็นไซม์ที่มากขึ้นของนักวิ่งหรือคนออกกำลังกายนั้น มาจากการที่ต้องสูญเสียเอ็นไซม์จำนวนมากไปกับเหงื่อ นอกจากนั้น ร่างกายจะใช้เอ็นไซม์ไปอย่างรวดเร็วขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังที่ฝืนกำลัง หรือหักโหมกว่าที่เคยทำให้เกิดตะคริวและเกิดการสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง

เอ็นไซม์สามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้หรือไม่
มีความเป็นไปได้สูง เพราะหากว่า ไม่มีเอ็นไซม์ทำงานอยู่ในเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อ ก็จะไม่มีการสร้างกล้ามเนื้อใดๆขึ้น รวมไปถึงกล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอีกด้วย ดังนั้น เอ็นไซม์จึงเป็นสารกระตุ้นที่มีหน้าที่เปลี่ยนอาหารไปเป็นพลังงาน ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้และขนาดก็จะเพิ่มขึ้น

ขั้นตอนของการเกิดโรค


“โรค” เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับตัวเอง เป็นความรู้สึกว่า โรคเหล่านั้นมันเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาข้ามคืน และแน่นอนที่สุดว่า ไม่มีทางใดที่จะขอให้มันละเว้นเราไปได้ หลายคนจึงรู้สึกตนกลายเป็น “เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย” เป็นผู้ที่ไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือกเอาเสียเลย ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า เหตุการณ์เหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนอย่างที่คิดกัน และเรียนรู้ว่ามันเป็น “ทางเลือก” ทางสำหรับผู้ที่เลือกจะปฏิเสธการออกกำลังกายทุกรูปแบบ ผู้ที่อดอาหารกลางวันทุกๆวัน แต่หันไปบริโภคอาหารเร่งด่วนแทน ผู้ที่เอาแต่เครียด และมีวิถีชีวิตแบบผิดๆ สิ่งเหล่านี้ ล้วนนำไปสู่ภาวะพร่องเอ็นไซม์ หรือทำให้ระดับเอ็นไซม์ในร่างกายเสียสมดุลย์ ถึงแม้ทุกคนเกิดจะมาพร้อมกับความสามารถในการสังเคราะห์เอ็นไซม์ได้เอง แต่เมื่อสภาวะของร่างกายเสียสมดุลย์ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่สมดุลย์ เอ็นไซม์ก็จะถูกทำลาย และร่างกายก็จะสังเคราะห์เอ็นไซม์ได้น้อยลง

ในความเป็นจริงแล้ว มันช่างดูเป็นทางเลือกที่แย่เอามาก ๆ ทางเลือกที่จะทำให้ระบบต่างๆเกิดเสียสมดุลย์ไปทั่วร่างกาย จะเป็นการเปิดช่องให้โรคร้ายต่างๆเกิดตามมาได้ โรคเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน มันอาจต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ ช่วงเวลาที่เราทำอะไรตามใจตัวเองเกินไป และละเลยการดูแลสุขภาพ จนกระทั่งทำให้ระบบเอ็นไซม์ของร่างกายเสียสมดุลย์ และเกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นมาในท้ายที่สุด

ระยะที่ 1 : 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่อยู่ในระยะนี้แยกโดยอาศัยเกณฑ์วิถีชีวิต และ/หรือ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม
ขั้นแรกของโรคนั้นก่อตัวขึ้นจากพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น การกิน การดื่ม การทำงาน การวิตกกังวลที่มากเกินไป รวมไปถึงการกินอาหารที่ผ่านการปรุงหลายขั้นตอนด้วย เพราะอาหารเหล่านี้ จะขาดเอ็นไซม์ที่จะมาช่วยย่อย นอกจากนี้ ความเครียด และแอลกอฮอล์ จะยังทำให้เอ็นไซม์เสื่อมคุณภาพได้ด้วย ขณะที่น้ำตาล กาเฟอีน บุหรี่ เครื่องดื่มมึนเมาต่างๆ ยา น้ำดื่มที่ไม่บริสุทธิ์ ลมพิษทางอากาศ ความตึงเครียดต่าง ๆ รวมไปถึงการขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้ร่างกายมีสารพิษมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มระดับของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องในระยะที่ 1 นี้ให้มากพอ มิเช่นนั้นแล้ว หากร่างกายไม่สามารถสร้างเอ็นไซม์ที่จำเป็นอย่างพอเพียง ก็จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และร่างกายไม่แข็งแรง

ยังมีผู้คนจำนวนอีกเท่าไหร่ที่ยังเลือกที่จะปฏิบัติตัวแบบผิด ๆ จนเป็นกิจวัตร โดยไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะเกิดตามมา?
มาถึงตอนนี้ เอ็นไซม์ช่วยย่อยที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นมาได้นั้น ก็จะลดน้อยลงกว่าปกติเสียแล้ว และแม้ว่าในอาหารจะมีเอ็นไซม์อยู่บ้าง ก็ไม่เพียงพอที่จะรับภาวะไหว ทางที่เราจะช่วยร่างกายได้อย่างง่ายๆก็คือ “การกินเอ็นไซม์ช่วยย่อย” (digestive enzyme) เช่น โปรติเอส ที่จะไปย่อยอาหารจำพวกโปรตีน อะมิเลสย่อยอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต และไลเปสย่อยอาหารจำพวกไขมัน เท่านี้ก็นับได้ว่าเราได้ช่วยให้ร่างกายรักษาสมดุลย์ได้แล้ว

ระยะที่ 2 : เกิดขึ้นสืบเนื่องจากขั้นแรกไม่ได้รับการจัดการ แก้ไขอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนเกินที่ระบบจะรับไหว
ขั้นที่สองนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก ความสามารถของร่างกายอ่อนแอลงอย่างมาก กระทั่งไม่สามารถย่อยอาหารได้ ผลลัพธ์คือ มีสารพิษต่างๆจากอาหารเพิ่มขึ้น เริ่มจากที่ร่างกายขาดแคลนเอ็นไซม์ในขั้นแรก ระบบกำจัดพิษที่ตับ และไต กำจัดพิษได้ช้าลง จนกลายเป็นภาวะของระบบปกป้องร่างกาย ภาวะขาดแคลนสารอาหารจากขั้นแรกนั้น ยังทำให้ร่างกายไม่มีวัตถุตั้งต้นเพียงพอสำหรับการสังเคราะห์เอ็นไซม์ แอนติบอดี้ และฮอร์โมน ขณะที่อนุมูลอิสระยังคงถูกปล่อยออกมา และเป็นภัยต่อร่างกายอยู่ตลอด อนุมูลอิสระเหล่านี้ จะยิ่งมากขึ้นตามอายุ พร้อมกับที่ร่างกายก็จะสะสมสารพิษตามธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจัยเหล่านี้ ล้วนแต่จะทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
ระหว่างที่มีการย่อยอาหาร ร่างกายจะสูบฉีดโลหิตจำนวนมากไปยังอวัยวะต่างๆ ที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร พลังงานของร่างกายจึงแบ่งได้เป็นสองทางคือ สำหรับการดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้ว อีกทางหนึ่งก็จะใช้สำหรับการกำจัดส่วนเกิน การใช้พลังงานอย่างไม่สมดุลย์ มักเกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเช่น การกินอาหารมากเกินไป และทางเลือกผิดๆที่ได้กล่าวไปแล้วแต่ต้น รายงานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า เฉพาะกระบวนการย่อยอาหารเพียงอย่างเดียว เราต้องใช้พลังงานประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย นอกจากนี้ อาหารจำพวก กาแฟ โซดา แอลกอฮอล์ และน้ำตาลยังกระตุ้นให้เกิดการสูญเสียพลังงานได้อีกด้วย เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดสารบางอย่าง และผลิตผลที่เป็นพิษของมัน เมื่อสารเหล่านี้ไม่ถูกกำจัดไป มันจะสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อ ข้อต่อ และอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ร่างกายไม่สามารถล้างพิษของมันได้ ร่างกายเกิดอาการเฉื่อยชาและอ่อนแอ อาการหนึ่งที่จะบ่งถึงสัญญาณนี้ได้คือ อาการท้องผูก และอาการอื่นๆ ก็จะเกิดตามกันมาอีกหลายอย่าง ถึงตอนนี้ร่างกายไม่เพียงแต่ต้องรับภาวะกับสารพิษตกค้างมากมายเท่านั้น หากแต่มันจะทำให้ระบบเอนไซม์ทำงานอย่างเฉื่อยชา ลดศักยภาพในการย่อยอาหาร การสร้างกล้ามเนื้อ สร้างฮอร์โมน เนื้อเยื่อกระดูก และอื่น ๆ ก็จะไม่มีประสิทธิภาพไปด้วย ร่างกายที่อ่อนแอลงเรื่อย ๆ ก็จะยังผลให้เกิดวิกฤติตามมา
เอ็นไซม์ช่วยย่อย จะช่วยเสริมให้การย่อยตามธรรมชาติ สามารถทำงานได้เป็นปกติ ขณะที่การบริโภคสารเคมีอื่นๆนั้น จะเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดพิษแก่ร่างกาย ร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับเอ็นไซม์ดังที่ได้กล่าวถึงในระยะแรกเพิ่มขึ้นด้วย
ระยะที่ 3: การเปลี่ยนเข้าสู่ระยะนี้ เกี่ยวข้องกับการเสียสมดุลย์ของระบบสมดุลย์กรด-ด่างของร่างกาย ระบบต่าง ๆ ในร่างกายอ่อนแอลงการตอบสนองในระดับเซลล์ลดลง
ระยะที่ 3 ของการก่อเกิดโรคนี้ เป็นระยะที่เกิดความผิดปกติขึ้นกับระบบสมดุลย์กรด-ด่างของร่างกาย เป็นผลสืบเนื่องมาจาก ผลของระยะที่ 2 นั่นเอง เมื่อมีนิสัยการกิน การดื่มที่แย่ๆไปนานๆ ก็จะทำให้ร่างกายเกิดสภาวะมีสารพิษเกิน จนในที่สุด จะทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรด หรือที่เรียกว่า “โลหิตเป็นพิษ” สภาวะนี้จริงๆแล้วมันเกิดขึ้นเนื่องจาก ฤทธิ์ด่างที่รักษาสมดุลย์เป็นกรด-ด่างของเลือดพร่องไป ระบบรักษาสมดุลย์ด้วยฤทธิ์ด่างของเลือดนี้ จะทำหน้าที่ยับยั้งกรดที่มาจากอาหาร ของเสียในร่างกาย ความเครียด เป็นต้น แร่ธาตุที่มีฤทธิ์เป็นด่าง จะทำหน้าที่ของมันอยู่ในกระแสเลือด และถ้าเมื่อใดที่มีกรดมาก แร่ธาตุเหล่านี้ก็จะถูกใช้ไป และถ้ายังไม่พอมันจะไปสลายเอาแร่ธาตุเหล่านี้ออกมาจากเนื้อเยื่ออื่นในร่างกายเช่น ฟัน กระดูก ตับ และที่อื่นๆ เพื่อที่จะเอามาทำลายฤทธิ์กรด และรักษาชีวิตเราไว้ แต่หากมีกรดมากเกินที่จะต้านไหว กรดเหล่านี้ก็จะล้นเข้าไปในเซลล์ ทำให้ภายในเซลล์เต็มไปด้วยกรด เมื่อนั้นเซลล์ของเราก็จะสูญเสียพลังงานในรูปของอิเล็คตรอนออกไป รวมถึงสูญเสียแร่ธาตุที่สำคัญภายในเซลล์เช่น โพแทสเซียม คลอไรด์ แมกนีเซียม และแร่ธาตุอื่นๆไปด้วย แร่ธาตุเหล่านี้ จะถูกดึงออกจากเซลล์และกำจัดออกจากร่างกายผ่านออกทางไตต่อไป
เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับระบบสมดุลย์กรด-ด่างของร่างกายเช่นนี้ ก็ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติไปด้วย เพราะว่า ร่างกายไม่สามารถผลิต กรดไฮโดรคลอริค ที่จำเป็นสำหรับการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร และยังทำให้เกิดอาการกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังได้อีกด้วย
อาการเรอ เพื่อปล่อยอากาศออกมาจากกระเพาะอาหารนั้น เป็นอาการที่แสดงถึงภาวะอักเสบเรื้อรังดังกล่าว การกินยาลดกรดเพียงอย่างเดียว จะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของโรคมากขึ้น เพราะว่า มันยิ่งไปทำให้ระบบสมดุลย์กรด-ด่างของร่างกายเสียสมดุลย์นั่นเอง เพราะเมื่อใด เรากินยาที่มีฤทธิ์เป็นด่างเข้าไป ร่างกายก็จะตอบสนองโดยการหลั่งกรดออกมาต่อต้าน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เหมือนกับว่าเกิดวงจรเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงไม่หายเสียที อาการเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ ด้วยการทานเอ็นไซม์ช่วยย่อยเสริมเข้าไปได้ เพราะจะทำให้ร่างกายปรับสมดุลย์ได้เองตามธรรมชาติ

ระยะที่ 4 : ระดับของสารพิษที่สูงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สภาวะในร่างกายเลวร้ายลง และเพิ่มอาการของโรคให้มากขึ้น
ระยะพิษสูงต่อเนื่องนี้จะเกิดไปพร้อมๆกับระบบเผาผลาญ หรือเมตาโบลิซึมของร่างกายแย่ลง พยาธิสภาพและพยาธิปัจจัยต่างๆก็จะอาศัยระยะที่ร่างกายอ่อนแอนี้เข้ามาคุกคามได้ จริงๆแล้วนอกจากของเสีย ยังมีของเสียจำพวกเซลล์ที่ตายแล้วรวมอยู่ด้วย ก็จะเป็นปัญหาที่ทำให้ระบบกำจัดพิษของร่างกายไม่สามารถกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ก็ยังมีพิษที่เกิดจากพวกจุลชีพที่อาศัยอยู่ในร่างกายอีกด้วย การสะสมของสารพิษตามอวัยวะต่างๆ ข้อต่อ และส่วนสำคัญอื่นๆ ในร่างกายมีให้เห็นได้มากขึ้น การเกิดพิษก็จะเกิดขึ้นตามมา ในจำนวนเม็ดเลือดแดงประมาณ 25 ล้านล้านเซลล์ จะมีประมาณ 7 ล้านเซลล์ตายไปทุก ๆ วินาที ของเสียภายในเม็ดเลือดแดงก็ถูกทิ้งออกมา ที่สำคัญคือ คาร์บอนไดออกไซด์ กระบวนการสังเคราะห์สารของร่างกายจะได้รับผลกระทบอย่างมาก และเป็นการส่งสัญญาณให้กระบวนการปกป้องร่างกายต้องทำงานหนัก ขณะเดียวกัน ความสามารถของระบบรักษาสมดุลย์ของเหลวในร่างกายก็จะเสื่อมลงไปด้วย ในระยะที่ 4 นี้เราเรียกว่า ระยะที่มีการอักเสบก็ได้
อาการหลายอย่างในระยะนี้ เกิดขึ้นจากสารพิษเหล่านั้นมีการตกผลึกอยู่ในข้อต่อ ไต และถุงน้ำดี ผลึกเหล่านี้ก็จะจับเอาสิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้จากอาหาร เครื่องดื่ม ยา ที่อาจตรวจพบได้ในผู้ป่วยบางคน สารพิษเหล่านี้นอกจากจะไม่สามารถย่อยสลายได้แล้ว ร่างกายยังไม่สามารถขจัดมันออกไปได้อีกด้วย เนื่องจากสภาวะร่างกายตอนนี้อ่อนแอเกินไปเสียแล้ว
ยกตัวอย่างอาการที่เรียกว่า “ภูมิแพ้” สิ่งที่ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากไปกว่าการระคายเคืองในโพรงจมูก ที่มีสาเหตุมาจากภาวะอักเสบเรื้อรังนั่นเอง ภาวะโลหิตเป็นพิษ ก็เป็นสาเหตุพื้นฐานของการอักเสบ รวมไปถึงการอักเสบของเซลล์ ที่บุผนังของหลอดเลือดและอวัยวะที่มีช่องกลวงต่างๆในร่างกาย อาการปวด บวม แดง ร้อน เป็นอาการที่แสดงลักษณะจำเพาะของระยะนี้ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ภูมิแพ้ที่ไม่ว่าจะเป็นแพ้อากาศหรือแพ้อาหาร ก็ล้วนแต่เริ่มต้นจากในช่องท้องทั้งสิ้น
ในภาวะที่ภูมิคุ้มกันกำลังอ่อนแอเช่นนี้ โปรติเอสเป็นเอ็นไซม์เสริมที่จำเป็นมาก ที่จะช่วยให้ร่างกายรอดพ้นจากการคุกคามของโรคร้าย เอ็นไซม์โปรติเอสไม่เพียงแต่มีความสำคัญในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนเท่านั้น แต่ทว่ามันยังสามารถจับกับสารที่ชื่อ อัลฟา 2 มาโครกลอบูลิน (alpha 2-macroglodulin) และพาสารตัวนี้ไปยังตำแหน่งที่เกิดการอักเสบได้ดีด้วย สารพิษยังถูกกำจัดออกจากผ่านทางเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย นั่นอาจเป็นเพราะว่าเอ็นไซม์ไปทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้นนั่นเอง

ระยะที่ 5 : เกิดโรคขึ้นจริงๆแล้ว เนื่องจากอวัยวะเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานและไม่สามารถต้านทานโรคได้
ระยะที่ 5 ของความเสื่อมโทรมนี้ แยกได้จากอาการของร่างกายอ่อนแอ เจ็บออดๆแอดๆ และ “โรค” ก็เกิดขึ้น ระยะนี้ ยังเกิดอาการเนื้อเยื่อในชั้นเยื่อเมือก และชั้นที่อยู่ติดกันมีการหนาตัวและแข็งขึ้น ทั้งนี้เกิดเนื่องจาก มีการอักเสบเรื้อรัง และไม่หายเสียทีนั่นเอง อาการเช่นนี้ ยังไปเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว และเกิดการอุดตันขึ้นได้อีกด้วย เมื่อเกิดการอุดตัน ก็จะทำให้ไม่สามารถส่งออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ เนื้อเยื่อเหล่านั้นก็จะตาย และจับตัวเป็นก้อนความผิดปกติของผิวหนัง ปัญหาทางผิวหนังเหล่านี้ได้แก่ ผิวแตก มีไฝฝ้า ตกกระ มีจุดด่างดำ เป็นต้น ระบบไหลเวียนน้ำเหลืองก็ไหลเวียนไม่ดี ไม่สามารถใช้สารต้านอนุมูลอิสระได้ ทำให้ร่างกายเกิดพิษจากอนุมูลอิสระ และแก่ก่อนวัยมาถึงตอนนี้เอ็นไซม์ใดๆ ที่มีในร่างกาย ก็ดูจะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ภายในสภาวะที่เลวร้ายนี้ ผู้ป่วยจะได้รับความทุกข์จากอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด เฟ้อ และรู้สึกเจ็บเสียดภายในช่องท้องอีกด้วย
เอ็นไซม์ช่วยย่อยที่ให้เสริมเข้าไปพร้อมกับการกินอาหารแต่ละมื้อ ก็ต้องเพิ่มขนาดกินขึ้นไปด้วยตามสภาพของโรค ยิ่งไปกว่านั้น ควรได้รับเอ็นไซม์โปรตินเอสเสริมเข้าไประหว่างมื้ออาหารด้วย เพราะโปรติเอสสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ทันที และควรจะกินเสริมอย่างน้อย 3 มื้อต่อวัน

ระยะที่ 6 : ความสามารถของร่างกายถึงขั้นเปิดทางให้แก่โรคต่าง ๆ แล้ว ระบบหลัก ๆ ของร่างกายก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดังเดิม
ระยะนี้จะเกิดความผิดปกติขึ้นกับระบบหลักๆของร่างกาย และเกิดโรคขึ้นหลายๆอย่าง เช่น แทนที่ร่างกายจะกำจัดพิษที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ร่างกายยังต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ในรูปของสารคัดหลั่ง ที่เกิดจากแผลเปิดของผิวเยื่อเมือกที่เกิดจากแผลถลอก น้ำร้อนลวกพุพอง เป็นหนอง ติดเชื้อ แผลภายใน ตุ่มหนอง และแผลร้อนในสารคัดหลั่งหรือของเหลวที่ถูกกำจัดออกจากร่างกายนี้ อาจถูกกำจัดออกทาง ตา หู จมูก ช่องคลอด และอวัยวะที่มีช่องเปิดอื่น ๆ ของร่างกาย อาการอื่นๆของระยะที่ 5 นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วก็ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ สูงหรือต่ำเกินไป อาการสั่น (เกิดจากระดับน้ำตาลต่ำ) ภาวะเหนื่อยอ่อนที่เกิดจากมีสารพิษในกระแสโลหิตสูงเกินไป อาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และกระเพาะเป็นแผลก็พบได้ในระยะนี้ แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ที่จะมีทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์และชนิดก่อนโรคตอนนี้ก็เสียสมดุลย์ไปด้วย แบคทีเรียชนิดก่อโรคจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นมัน จะไปเกาะอยู่ตามเสื้อเยื่อวิลไล(villi)ของลำไส้ โดยจะไปขัดขวางการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำงานในลำไส้ด้วย แบคทีเรียพวกนี้ สามารถแบ่งตัวได้อย่างมโหฬารเนื่องจาก มันสามารถใช้ของเสียภายในลำไส้ใหญ่ ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้เป็นแหล่งอาหาร นอกจากนี้ พวกมันยังเป็นอุปสรรค ต่อการย่อยอาหารพวกแป้ง และธัญพืช ของร่างกายอีกด้วย
สถานการณ์จะย่ำแย่ลงไปอีก ภาวะอาหารไม่ย่อย ภาวะผิดปกติของการดูดซึมเหล่านี้ ล้วนเอื้อให้จุลชีพทั้งที่ไม่ก่อโรค และพวกเชื้อฉวยโอกาสมีการเจริญแบ่งตัวได้อย่างดีในลำไส้ เนื่องจากเชื้อพวกนี้ สามารถใช้ของเสียภายในลำไส้ใหญ่ ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้อย่างสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของมัน แล้วก็ปล่อยของเสียที่เป็นพิษออกมา เชื้อเหล่านี้หลายชนิด เป็นเชื้อก่อมะเร็งด้วย จากการศึกษาพบว่า แบคทีเรียบางจำพวก สามารถเปลี่ยนโคเลสเตอรอลที่มากเกินไปเป็นสารประกอบที่คล้ายๆกับเอสโตรเจน สารเหล่านี้จะกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็งได้
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โปรไบโอติค(probiotic) เป็นผลผลิตจากแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นสิ่งที่ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ในทางป้องกันเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในการกำจัด และช่วยลดจำนวนแบคทีเรียก่อโรคทั้งหลาย รวมถึงพวกเชื้อราก่อโรคด้วย สามารถไปเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในระบบภุมิคุ้มกันทำหน้าที่ได้ดีขึ้น และช่วยให้เซลล์เหล่านั้น หลั่งสารซัยโตไคน์ (cytokines) และนอกจากนี้ มันยังไปช่วยทำให้เกิดสมดุลย์กรด-ด่างในลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

ระยะที่ 7 : ร่างกายถูกรุมเร้าด้วยโรคนานาชนิด
ในระยะสุดท้ายของการก่อโรคนี้ ความผิดปกติในระดับเซลล์ จะทำให้เนื้อเยื่อบางอย่างเจริญอย่างผิดปกติ ก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบไหลเวียนและเป็นภาวะที่ระบบต่างๆถูกทำลายไปทั่วร่างกาย ในระยะนี้ เซลล์ต่างๆจะไม่สามารถแบ่งตัวได้ตามปกติ ขณะที่เซลล์มะเร็งและเนื้อร้ายกลับเจริญได้ดี มะเร็งเกิดขึ้นจากระบบสร้างเซลล์ตามปกติถูกรบกวน ทั้งจากทางกายภาพ ทางเคมี หรือกระบวนการทางพันธุกรรม เซลล์ที่ถูกสร้างออกมาจึงเป็นเซลล์ที่เกิดความเสียหายขึ้นภายใน และเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ เซลล์เหล่านี้จะไปแย่งสารอาหารจากเซลล์ปกติอื่นๆของร่างกาย ในคนที่สุขภาพดีโดยทั่วไป อาจจะมีเซลล์ผิดปกติเหล่านี้ได้ถึง 100-10,000 เซลล์ เลยก็ได้ แต่นั้นก็ไม่ได้แปลว่า เขาจะป่วยเป็นมะเร็ง เพราะว่า ร่างกายยังสามารถส่งสัญญาณออกไปเพื่อขอความช่วยเหลือจากระบบต่างๆได้ เช่น ระบบเอ็นไซม์ ภูมิคุ้มกัน ให้เข้ามาช่วยกันทำลายเซลล์เหล่านี้ได้ เอ็นไซม์ยังช่วยในการกำจัดพิษของเซลล์ผิดปกติเหล่านี้ด้วย สุดท้ายร่างกายก็สามารถกำจัดเซลล์เหล่านี้ไปได้โดยที่ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เซลล์ผิดปกติเหล่านี้ ยังถูกสร้างออกมาอยู่เรื่อยๆตามธรรมชาติ ตราบเท่าที่เรายังมีสุขภาพที่แข็งแรง เราก็จะสามารถกำจัดมันออกไปได้ แต่ทว่าหากใครที่ยังมีนิสัยและพฤติกรรมการบริโภคอย่างผิดๆหรือรับประทานยาที่ไปกดภูมิคุ้มกัน ชอบสูบบุหรี่ เครียด จนทำให้ระบบปกป้องร่างกายถูกทำลายดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น การก่อกำเนิดโรคก็จะเกิดขึ้นได้ เมื่อร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ เนื่องจากสาเหตุที่กล่าวไปแล้ว ตั้งแต่ระยะที่ 1-6 ทำให้ร่างกายด้อยประสิทธิภาพในการสังเคราะห์เซลล์ และเอนไซม์ที่จำเป็นต่างๆ เซลล์มะเร็งสามารถจำแนกได้จากลักษณะดังนี้ (Lehniger. 1982)
1. ไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ได้ และเซลล์จะไม่เจริญตามขั้นตอนปกติ
2. เซลล์เหล่านั้น จะไปรบกวนเซลล์ปกติที่อยู่ใกล้เคียงทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพ
3. แบ่งตัว และรบกวนระบบเผาผลาญและสร้างพลังงานของร่างกาย
4. สามารถใช้ออกซิเจนในระดับต่ำกว่าเซลล์ปกติ
5. ต้องการใช้น้ำตาลกลูโคสเพื่อเป็นแหล่งพลังงานมากกว่าเซลล์ปกติ
6. สร้างกรดแลคติคขึ้นภายในเซลล์สูงผิดปกติ
7. ปล่อยกรดแลคติคออกมา ทำให้เซลล์ตับต้องทำหน้าที่เปลี่ยนกรดแลคติคให้เป็นน้ำตาลกลูโคส ต้องสูญเสียพลังงานไปมาก ด้วยเหตุนี้ เซลล์มะเร็งจึงถูกเรียกอีกอย่างว่าเป็นพวก “พยาธิของระบบเผาผลาญ” (metadolic parasites) เมื่อตับต้องสูญเสียพลังงานไปมาก ทำให้ตับอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ

นอกจากนี้แล้ว เซลล์มะเร็งอาจจะสร้างโปรตีนที่เหมือนกับเซลล์ปกติมาเคลือบไว้บนตัวมัน เพื่อที่จะให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันเห็นว่า มันเป็นเซลล์ปกติ นั่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เซลล์มะเร็งใช้ในการหลบเลี่ยงจากการถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
เมื่อเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้ รอดพ้นจากระบบต่างๆของร่างกายมาได้แล้ว ถึงตอนนี้มันจะสร้างโปรตีนที่หนืดๆเหมือนกาวขึ้นมาห่อหุ้มตัวมันเองไว้ ทำให้เซลล์เหล่านี้ มีเปลือกหุ้มที่หนากว่าเซลล์ปกติถึง 15 เท่า มันจะซ่อนตัวอยู่ภายใต้เปลือกหุ้มนี้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหามันไม่เจอ ถึงตอนนี้ มันจะล่องลอยไปตามที่ต่างๆในร่างกาย เพื่อจะหาที่เหมาะๆ เพื่อเข้าไปยึดเกาะด้วยเปลือกเหนียวๆของมัน จากนั้นมันจะแบ่งตัวอย่างมโหฬารอีกครั้ง จนได้เนื้อร้ายที่เรียกว่า “มะเร็ง” เซลล์มะเร็งดูจะเป็นเซลล์ที่ฉลาด และมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์บางอย่าง บนผิวเซลล์เปรียบเสมือน “เครื่องหมายการค้า” แม้ว่าตัวเซลล์จะถูกทำลายไปแล้ว ตัวเครื่องหมายการค้าของมันก็อาจจะยังหลงเหลืออยู่ คอยทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันเกิดความสับสน โดยการล่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันมาเกาะตัวมัน และเปิดโอกาสให้เซลล์มะเร็งตัวอื่นรอดพ้นจากการถูกทำลาย เมื่อเซลล์มะเร็งมีมากขึ้น ตัวเครื่องหมายการค้า ก็มากชนิดขึ้นเรื่อยๆด้วย จนกระทั่งมีมากเกินกว่าเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจะต้านทานไหว เซลล์มะเร็งเหล่านี้ ก็จะเข้าไปรุกรานระบบภูมิคุ้มกันด้วย
ยิ่งมีเซลล์มะเร็งหลายชนิดเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดเท่านั้น เอ็นไซม์ช่วยย่อยที่ทานเสริมเข้าไป อาจจะช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ย่อยอาหารได้มีประสิทธิภาพขึ้น เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะในกรณีที่ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกาย ต้องการสารอาหารมากขึ้น นอกเหนือจากนี้ หลายๆการทดลองแสดงให้เห็นว่า เอ็นไซม์โปรติเอสที่ทานเสริมเข้าไปนั้น สามารถช่วยในการทำงานของระบบซัยโตไคน์ และมีบทบาทสำคัญในการต้านมะเร็งบางชนิดได้


บทสรุป


“โรค” เป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นกับใคร เราสามารถจัดการกับมันได้ หากเรามีความมุ่งมั่นที่จะเลิกพฤติกรรมการบริโภคที่ผิดๆ และหันมาบริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาวะบางอย่างในร่างกายเช่น เสริมสร้างเอ็นไซม์ช่วยย่อย บริโภคอาหารอย่างพอเหมาะ และเปลี่ยนนิสัยในการบริโภคอย่างถาวร เหล่านี้จะส่งผลต่อการยืดอายุของอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกายอย่างมาก หากว่าระดับพลังงานของร่างกายยังเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย ก็เท่ากับว่า เราจะยังคงความหนุ่มสาวไว้ได้อีกตราบเท่านาน นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความสำคัญของระดับพลังงาน ที่อยู่ข้างใน จงจำไว้ว่าอาการต่างๆ ที่เพิ่งกล่าวไปนั้น ไม่ได้มีอะไรมากเกินไปกว่าการทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายสามารถกลับเข้าสู่ความสมดุลย์เท่านั้นเอง
ภาคผนวก 2

เอ็นไซม์บำบัดโรคอย่างเป็นระบบ

เอ็นไซม์โปรตีเอส
เอ็นไซม์โปรติเอส เป็นกลุ่มเอ็นไซม์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายพันธะเปปไตด์ (peptide bond) ของอาหารจำพวกโปรตีน มันจึงถูกเรียกว่าเป็นเอ็นไซม์ย่อยโปรตีน หรือเรียกว่า โปรทีนเนสก็ได้ เอ็นไซม์ในกลุ่มโปรติเอสนี้ มีหลายชนิดตามความสามารถในการจับกับพันธะเปปไตด์แบบต่างๆ ตัวอย่างของเอ็นไซม์ในกลุ่มนี้ได้แก่ โปรติเอสของพวกเชื้อราเพปซิน ทริปซิน ไคโมทริปซิน ปาเปน โบรมาเลน ซับทิลิซิน เป็นต้น เอ็นไซม์

Anonmushroom

จำนวนข้อความ : 352
Join date : 05/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เอนไซม์....

ตั้งหัวข้อ  rwb on Fri Nov 26, 2010 9:43 am


สวัสดีค่ะ อาจารย์อานนท์
ภัทร สมาชิก 2553/P94/2558 ค่ะ เช้านี้ได้รับอีเมล์ ข้อความแนบมาข้างล่างนี้
ขอความรู้จากอาจารย์ด้วยนะคะ ว่า เอนไซม์ สามารถบำบัดโรคได้มากมาย จริงหรือคะ
ขอบคุณมากค่ะ

อาการเจ็บป่วย ที่ควรใช้ เอมไซม์บําบัดร่วมด้วย
โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งสมอง โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน มะเร็งกระดูก โรคภูมิแพ้
โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคผิวหนัง โรคหอบหืด โรคไตอักเสบ โรคตับแข็ง มะเร็งตับ
มะเร็งปอด โรคเกาต์ ไซนัส สะเก็ดเงิน ปอดอักเสบ รูมาตอยด์(ไขข้ออักเสบ) ทาลัสซีเมีย
ไทรอยด์ ริดสีดวง ปวดเมื่อย พากินสัน(มือสั่น) ผิวหนังอักเสบจากสิว สิว ฝ้า ระดูขาว นิ่ว
โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ไมเกรน ซีส เนื้องอกในสมอง
ช๊อคโกแลตซีสต์ โรคผิวหนัง กลากเกลื่อน โรคหวัดเรื้อรัง โรคไขข้อสันหลังอักเสบ อัมพาต
มือเท้าชา ผื่นคัน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ตับอักเสบ เยื่อบุจมูกอักเสบ ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่2009
โพรงจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ ขับปัสสาวะ มะเร็งหลอดอาหาร เนื้องอกในรังไข่ หัด งูสวัด
คางทูม น้ำในหูไม่เท่ากัน

รายละเอียดเพิ่มเติม http://9dit.com/enzy/

rwb

จำนวนข้อความ : 2
Join date : 07/10/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอความกรุณาอ่านบทความให้ละเอียดอย่างเข้าใจดีๆ

ตั้งหัวข้อ  Anonmushroom on Fri Nov 26, 2010 10:46 pm

หากอ่านดูเรื่องของเอ็นไซม์ดีๆแล้ว จะเห็นว่า เอ็นไซม์ คือ ตัวเชื่อม ตัวกระตุ้น ทำให้สิ่งมีชีวิตดำเนินการเป็นไปตามปกติที่ควรจะเป็น เอ็นไซม์มิใช่ยา หรือยาวิเศษ เพียงแต่ หากร่างกายเราขาดเอ็นไซม์ ที่มีเป็นหมื่นๆชนิด การทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบภูมิคุ้มกัน ก็จะผิดปกติไป ดังนั้น การที่เราจะรักษาโรคอะไรก็แล้วแต่ แต่ร่างกายขาดเอ็นไซม์ หรือมีเอ็นไซม์ไม่พอ หรือบกพร่อง การรักษาด้วยกรรมวิธีอย่างอื่นก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้ัน การที่จะรักษาโรคอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันไป ก็คือ ต้องพยายามทำให้เอ็นไซม์ในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติไปด้วย นั่นคือ ประเด็นที่ผมได้ชูเอาไว้ว่า เอ็นไซม์ ก็มีส่วนสำคัญในการรักษาโรคต่างๆของมนุษย์ไปพร้อมกันด้วย แต่ขอยืนยันว่า เอ็นไซม์ไม่ใช่ยา แม้กระทั่งทุกวันนี้ ได้มีวิทยากรหลายท่าน ออกจ้อทางเคเบิลทีวี เรื่องของเอ็นไซม์ว่า ต้องทานเอ็นไซม์เป็นประจำ ร่วมกับวิตามิน หรือเกลือแร่อะไรต่างไปด้วย ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า ไปๆมาๆ หลายคนอาจจะเหมาว่า เอ็นไซม์ กลายเป็นยาวิเศษ และมีบางคน หรือบางบริษัทเท่านั้น ที่ผลิตเอ็นไซม์ได้ ซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่ได้เป็นดังนั้นเลย เอ็นไซม์จริงๆแล้ว มีอยู่ทั่วไปในอาหารสด ที่ไม่ถูกทำลายด้วยความร้อน แดด รังสี หรือจากไมโครเวฟ หรือเอ็นไซม์มาจากการใช้เชื้อจุลินทรีย์ ที่มีเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด สามารถสร้างเอ็นไซม์ ได้เป็นหมื่น เป็นแสนเท่าของร่างกายมนุษย์ที่สร้างได้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ ผมก็ได้ทยอยพูดไปแล้วหลายโอกาส และก็จะพูดไปเรื่อยๆ ถึงวิธีการเพาะ หรือผลิตเอ็นไซม์แบบง่ายๆ หากมีโอกาส จึงขอให้ท่านที่อ่านบทความของผม กรุณาพิจารณาอย่างละเอียดด้วยครับ

Anonmushroom

จำนวนข้อความ : 352
Join date : 05/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ