คำถามเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมที่รักษาด้วยการฉายแสงและเคมีบำบัดแล้ว จะทานเห็ดกระดุมบราซิลได้ไหม จากคุณติณณ์

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

คำถามเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมที่รักษาด้วยการฉายแสงและเคมีบำบัดแล้ว จะทานเห็ดกระดุมบราซิลได้ไหม จากคุณติณณ์

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Thu Mar 10, 2011 7:14 am


เรียน ดร.อานนท์ พี่สาวอายุ 56 ปี เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 3 รักษาโดยการฉายแสงและให้เคมีบำบัดแล้ว ตัดเต้านมแล้ว 1 ข้าง ขณะนี้รักษาด้วยสมุนไพรและธรรมชาติบำบัด แต่มีอาการอักเสบบวมแดงและปวดแผลมากไม่ทราบว่าเซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายจนควบ คุมไม่ได้หรือไม่ คนไข้กำลังใจดีมาก รับประทานอาหารได้ สามารถที่จะรับประทานเห็ดกระดุมบราซิลได้หรือไม่ และครั้งละเท่าไร รับประทานโปรตีนเต้าหู้ได้หรือไม่ รบกวนอาจารย์ช่วยตอบและแนะนำด้วยค่ะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ติณณ์

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำตอบจาก ดร.อานนท์ ถึงคุณติณณ์ ในอีเมล์ anonauetragul@hotmail.com

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Thu Mar 10, 2011 7:18 am

ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ได้ตอบอีเมล์ของคุณติณณ์ เกี่ยวกับอาการป่วยของพี่สาว ที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 3 ที่ตัดเซลมะเร็งออกไปแล้ว และผ่านการฉายแสง พร้อมทั้งทำเคมีบำบัดแล้ว แต่อยากทราบว่า จะสามารถทานเห็ดกระดุมบราซิลได้หรือไม่นั้น ได้รับคำตอบจาก ดร.อานนท์ ดังนี้ครับ

เรียนคุณติณณ์
ขอแสดงความยินดีว่า คุณกำลังทำการรักษาพี่สาวของคุณถูกทางแล้วล่ะครับ โดยการเลือกการรักษาทั้งทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ทำการตัดเอาส่วนที่เป็นมะเร็งเนื้อร้ายนั้นออก ทำการฉายแสงและเคมีบำบัด ซึ่งนั่นเป็นการยับยั้งเซลมะเร็งที่กำลังรุกรานหรือแพร่กระจายต่อไป เป็นการรักษาโรคเฉพาะหน้าที่มันกำลังแพร่กระจายเท่านั้น แต่มิได้หมายความว่า การรักษาด้วยการตัดเอาส่วนที่มันเป็นมะเร็งแล้วเซลมะเร็งจะหายไป แม้ว่า การฉายแสง การทำการรักษาด้วยเคมีบำบัดก็เช่นกัน มันอาจจะทำให้เซลมะเร็งบางส่วนเท่านั้นที่จะหยุดชะงักไปเท่านั้น แต่การรักษา ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายแสง หรือการใช้เคมีบำบัด ล้วนแล้วแต่ย่อมมีผลต่อเซลธรรมดาของร่างกายอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ บางคนมีผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรง บางคนก็ไม่มากนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความสำคัญของคำว่า ผลข้างเคียงนั้นมันคืออะไรต่างหาก จริงๆแล้ว ผลข้างเคียงก็คือ เซลธรรมดาของร่างกายถูกทำลายไปด้วยขณะที่ทำการรักษาด้วยกรรมวิธีดังกล่าว ทำให้ร่างกายต้องสร้างภูมิต้านทานและภูมิคุ้มกัน ตลอดจนมีการสร้างเซลใหม่เกิดขึ้น ซึ่งขบวนการดังกล่าวนั้น ร่างกายต้องใช้เอ็นไซม์และสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอ็นไซม์มหาศาล หากเกิดความขาดแคลนหรือบกพร่องประการใดประการหนึ่ง มันก็จะเกิดอาการอักเสบ เจ็บปวดอย่างรุนแรง และมีอาการแทรกซ้อนได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องการอาหารที่มีประโยชน์เข้าไปสู่ร่างกายด้วย ทีนี้แหละ ที่เราจะต้องรู้ว่า เราในฐานะที่เป็นเจ้าของชีวิต จะปฎิเสธว่าเราไม่รู้ไม่ได้ ทำไมเราจึงไม่ทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เราป่วยและการรักษาด้วยตนเองไปด้วย แทนที่จะเอาชีวิตทั้งชีวิตไปฝากให้คนอื่นเขากำหนดหรือบอกเราแต่ฝ่ายเดียวว่า เราเป็นโรคอะไร แล้วก็ต้องรักษาตามที่เขาบอก แต่หากเราเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังป่วยอยู่ อย่างเช่นกรณีของพี่สาวคุณนั้น หมอเขาก็รักษาของเขามาถูกทางแล้วล่ะ เพียงแต่จากนี้ไป พี่สาวคุณเองจะต้องช่วยตัวเองให้มาก แน่นอน ใครก็ตามที่เป็นมะเร็ง การตรวจร่างกายของผู้ป่วยมะเร็งจะพบว่า ขาดโปรตีนไข่ขาว แล้วหมอก็จะแนะนำให้กินโปรตีนเข้าไปทดแทนเยอะๆ และโปรตีนที่หมอแนะนำ มักจะเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ปลาหรืออาหารทะเล แต่จากความเป็นจริงนั้น เซลมะเร็ง เป็นเซลที่ต้องการโปรตีนเยอะมาก ก็เพราะมันต้องการโปรตีน เพื่อนำเอาไปแบ่งเซลให้มากและรวดเร็วยิ่งขึ้น มันจึงไปแย่งเอาโปรตีนมาจากเซลในร่างกาย ยิ่งหากมีการทานเอาโปรตีนที่ย่อยง่ายเข้าไปมากๆ มันจะเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของเซลมะเร็งได้เร็วยิ่งขึ้น ดังนั้น การที่พี่สาวของคุณตัดสินใจรักษาด้วยสมุนไพรและธรรมชาติบำบัด ก็ถือว่าเลือกได้ถูกทางแล้ว แต่ก็ต้องตั้งสติและทำความเข้าใจด้วยว่า ที่ว่าสมุนไพรหรือธรรมชาติบำบัดนั้น คุณเข้าใจสมุนไพร หรือธรรมชาติบำบัดมากน้อยเพียงใด เพราะเดี๋ยวนี้ สมุนไพรกลายเป็นกระแสที่บางคนอยากจะปั่นเรื่องอะไร ก็เอาใบไม้ ต้นไม้บางอย่างมา แล้วก็โหมโฆษณากันอย่างบ้าเลือด สมุนไพรบางอย่าง อาจจะใช้ได้ผลบางช่วง บางขณะเท่านั้น บางอย่าง เช่น รางจืด ที่บอกว่า มันแก้สารพัดโรค แต่พอทานติดต่อกัน 3-4 วันสิ มันจะทำให้ระบบภูมิต้านทานต่างๆของร่างกายบางอย่างจืดไปหมด เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ จึงอยากแนะนำว่า ขอให้พี่สาวของคุณทานอาหารที่มีเอ็นไซม์มากๆ เช่น ผักสด ผลไม้สด พอพูดถึงเรื่องเอ็นไซม์ เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นกระแสไปอีก บางคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พอเห็นคนอื่นเขาพูดเรื่องเอ็นไซม์ ก็คิดว่า ของพรรค์อย่างนี้ จะต้องไปซื้อจากบริษัทที่ผลิตเอ็นไซม์ขายเท่านั้น และเอ็นไซม์ที่ดีนั้น น่าจะเป็นของที่มีจากต่างประเทศ ยี่ห้อดังๆนั้น นับว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิดถนัด จริงๆแล้ว เอ็นไซม์ที่ดีที่สุด อยู่ใกล้ตัวคุณเอง ดีกว่าเอ็นไซม์ที่ซื้อมาราคาแพงๆแน่นอน นั่นก็คือ ผักสด ผลไม้สด (อ่านในกระทู้ www.anonbiotec.com ดูสิ จะพูดถึงเรื่องพวกนี้อยู่บ่อยครั้ง) นอกจาก อาหารที่มีเอ็นไซม์แล้ว อาหารโปรตีนก็ต้องการมาก แต่ควรเป็นโปรตีนที่ไม่ไปเร่งการเจริญเติบโตของเซลมะเร็ง เช่น เห็ดที่เขาขายตามท้องตลาดทุกชนิด น้ำเต้าหู้ อาหารประเภทถั่ว ส่วนอาหารที่ไปช่วยเสริมภูมิต้านทานนั้น เห็ดหลายชนิดช่วยได้ เช่น เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดเค็ง เห็ดกระถินพิมาน เห็ดขอนช้อน เห็ดหลินจือ เป็นต้น โดยเห็ดต่างๆเหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานแก่ร่างกายได้อย่าง ดีและรวดเร็ว สามารถช่วยแก้การอักเสบ การเจ็บปวด และัการบวมได้ สำหรับคำถามที่คุณถามว่า พี่สาวของคุณสามารถใช้เห็ดกระดุมบราซิลได้ไหม ก็ต้องตอบว่า ได้ แต่ต้องเป็นเห็ดกระดุมบราซิลที่ผ่านขบวนการทำแห้งด้วยอุณหภูมิต่ำ และส่วนที่จะนำมาใช้เป็นอาหารกระตุ้นภูมิคุ้มกันนั้น ควรใช้ทุกส่วน นั่นหมายความว่า ใช้ทั้ง เส้นใย ดอก และสปอร์ของมัน เช่นเดียวกับเห็ดอื่นๆที่กล่าวมา ไม่ใช่ว่าเจอเห็ดอะไรก้เอามาต้มเพียงอย่างเดียว เพราะการต้ม หรือการนำมันมาผ่านความร้อนนั้น สรรพคุณบางอย่างในการกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันจะด้อยหรือถูกทำลาย ไป ทีนี้ที่ถามว่าจะทานเท่าไหร่นั้น ต้องขออธิบายดังนี้ว่า เห็ดกระดุมบราซิลนั้น ไม่ใช่ยา มันเป็นอาหารเหมือนเห็ดธรรมดาทั่วไป เช่น เหมือน เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า คุณจะทานมาก ทานน้อย มันก็เหมือนกับทานเห็ดเป็นผักนั้นเอง แต่เนื่องจาก ปัจจุบัน มันยังมีราคาแพงอยู่ เพราะเราเพาะได้ในปริมาณที่จำกัด จึงอยากจะแนะนำให้ทานทีละน้อยก็พอ คือ ทานประมาณครั้งละ 1-2 กรัม ของเห็ดแห้ง หากเป็นลักษณะที่บรรจุอยู่ในแคปซูล 500 มก. นั่นก็หมายความว่า 2 แคปซูล เท่ากับ 1 กรัม ให้ทานก่อนอาหารสักครึ่งชั่วโมง- 1 ชั่วโมง วันละ 3 ครั้ง เพื่อให้มันไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน และตัวเห็ดกระดุมบราซิลเอง มันมีโปรตีนที่ร่างกายต้องการ แต่เซลมะเร็งไม่ชอบอยู่แล้ว มันก็จะช่วยเพิ่มโปรตีนให้แก่ร่างกายได้ ส่วนโปรตีนจากเต้าหู้นั้นดีแล้ว ทานได้เท่าไหร่ก็ทานไปได้ พยายามงดหรือทานโปรตีนจากปลาหรือเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่สามารถอดกลั้นได้ คนป่วยจะมีชีวิตอย่างมีความสุข และอยู่ร่วมกับมะเร็งได้อีกนาน อย่าไปกลัวมัน อย่าไปคิดว่า เป็นมะเร็งแล้ว ต้องนับวัน นับเดือนตายอย่างที่คนอื่นเขาบอก เราจะตายและอยู่ได้อีกนาน หากเรารู้จักตัวเราเอง รักษาตัวเราเอง ยิ่งสติและกำลังใจดี เท่ากับนั้น คือยาติดตัววิเศษอยู่แล้ว ใครก็ตาม เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ แล้ว หากมีญาติ พี่น้อง พ่อ แม่ หรือตัวเอง เป็นมะเร็ง ต้องบอกให้เจ้าตัวรู้ อย่าหลบๆซ่อนๆ ไม่เช่นนั้น เราจะไม่ได้รับความร่วมมือในการรักษาตัวของผู้ป่วยได้เต็มที่ ตัดสินใจเสีย บอกกันตรงๆเลยก่อนที่จะสายเกินแก้ และบอกให้ทุกคนรับรู้ว่า มนุษย์ทุกคน มีเซลมะเร็งอยู่ในตัวทุกคนอยู่แล้ว หากเรามีภูมิต้านทานดี ไม่ทานอาหารที่มีสารพิษ หรือสารกระตุ้นเซลมะเร็ง เราก็จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข จนกระทั่งตายจากกันไปตามอายุขัยครับ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ