เห็ดเป็นยาและแนวทางการเพาะเห็ดในต่างประเทศ‏

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

เห็ดเป็นยาและแนวทางการเพาะเห็ดในต่างประเทศ‏

ตั้งหัวข้อ  สมาชิกทั่วไป on Mon Jul 05, 2010 5:30 pm

เรียน ดร.อานนท์


ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณสำหรับอาหารมื้อเที่ยงและยาสมุนไพรเห็ด จากการได้ไปพบอาจารย์แล้วได้เห็นการทำเห็ดจริงๆแล้วทำให้ภาพที่คิดไว้ชัดเจนขึ้นครับ
ก่อนผมเดินทางกลับได้คุยกับเพื่อนสนิทชื่อบังอรซึ่งแม่เป็นมะเร็งและได้ให้บังอรไปขอรับคำแนะนำจากอาจารย์เรื่องการรักษาโดยใช้สมุนไพรเห็ด คนนี้เป็นเพื่อนแท้คนหนึ่ง ที่ผมคิดว่าในชีวิตคนๆหนึ่งจะหาเพื่อนแ้ท้สักคนนั้นยากนัก จึงรักษาเอาไว้ให้ดีเสมอมา ก็เลยขอฝากอาจารย์ได้กรุณาให้คำแนะนำ

สำหรับผมเองมามีอาการเอาเมื่อมาถึงโอมานแล้ว จากที่เคยมีอาการปวดข้อเป็นบางข้อ ตอนนี้เป็นทุกข้อพร้อมกันแถมไซนัสกำเริบมาอีก จึงไข้ขึ้นพร้อมกับหายใจไม่ออก ประกอบกับเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูที่โอมาน กลางวันร้อนกลางคืนเย็น คนงานก็เลือดกำเดาออกปากแตกเป็นไข้กันไปถ้วนหน้า ผมก็ไปไหนไม่ค่อยรอดจะพิมพ์ก็ยังนิ้วบวมๆ เนื่องจากไม่ได้ทานยาที่เป็นเคมีด้วยไม่ทราบว่าจะไปตีกับเห็ดที่กำลังใช้อยู่หรือไม่ จึงอาศัยทนเอาไม่ไหวแล้วจึงได้รบกวนโทรไปหาอาจารย์ ซึ่งพอทราบว่ากินยาลดไข้แก้ปวดได้ก็รีบกินไปพอได้บรรเทาซึ่งก็ยังไม่ได้หยุดกินแคปซูลเห็ด แต่ก็จะลดจำนวนลงเหลือ 2 เม็ดต่อมื้อตามที่อาจารย์แนะนำ

วันก่อนเพื่อนที่เป็นหัวหน้าพยาบาลขอให้ไปพบกับผอ.โรงพยาบาลและรองผอ. จากนั้นอาทิตย์นี้ให้แวะไปพบกับรัฐมนตรีสาธารณสุข เนื่องด้วยเพื่อนคนนี้กำลังรอให้รัฐมนตรีแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งต้องการให้ไปเล่นของใส่ จึงเอากาแฟลดน้ำหนักไปเล่นของฟรีแจกพร้อมอธิบายสรรพคุณ จากนั้นก็เลยให้หลักการณ์กับ ผอ.ไปว่า การรักษาคนป่วยนั้นก็ดี แต่ถ้าเราสามารถทำให้คนโอมานมีสุขภาพที่ดีนั้นจะดีกว่าเพราะเมื่อคนมีสุขภาพดี ก็ไม่ต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาล ช่วยประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายและลดการสูญเสียทรัพยากรชาติไปได้มาก ดังนั้นต่อไปเมื่อคนมาโรงพยาบาล
จึงไม่ได้มาเพื่อรักษาตัว แต่มาเพื่อรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพที่ดีต่างหาก แล้วก็เลยไปถึงเห็ดเพื่อสุขภาพและเห็ดเป็นยา เนื่องจากแม่ของผอ.เป็นมะเร็ง พอบอกว่าเห็ดสามารถบรรเทาอาการแพ้จากการทำคลีโมและช่วยระงับการแพร่กระจายของมะเร็งได้ ดูอาการแกจะสนใจเป็นพิเศษ ผมจึงทิ้งประเด็นไว้เพียงเท่านี้เพื่อให้ผอ.ติดตามตอนต่อไป แต่จริงๆแล้วเนื่องด้วยร่างกายผมจะไม่ไหวปวดหมดตัวต้องถอยออกมาก่อน ก่อนกลับผอ.ขอกาแฟไปอีกสองกล่อง จะไปฝากรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขซึ่งก็ง่ายต่อผมคือไม่ต้องเดินทางไปนัดและขอเข้าพบเอง ซึ่งก็คาดว่าจะเอาไอเดียผมไปเสนอให้เปลี่ยนโรงพยาบาลจากการรักษาให้มาเป็นการส่งเสริมให้คนโอมานมีสุขภาพดี หลังจากนั้นเมื่อลงในรายละเอียดก็คงต้องให้เพื่อนผมเข้าไปอธิบายหลักการต่อก็คงได้เลื่อนตำแหน่งสมใจ

สำหรับในความเห็นของผมเรื่องเห็ดเป็นยา ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้่ย่อมเป็นเรื่องที่ดี ผมเอาตัวผมเองทดลองก่อนแล้วก็ทดลองจริงๆครับ ไม่ได้ทำครึ่งๆกลางๆแล้วมาวิจารณ์ ด้วยนิสัยส่วนตัวคือถ้าไม่มั่นใจไม่ทำ ถ้าทำแล้วก็ทำกันจริงๆ เอาชีวิตเป็นเดิมพันกัน ผมจะทำตามคำแนะนำทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ผลออกมาเป็นอย่างไร ผมก็จะได้ไม่ต้องลังเลสงสัย ทีนี้การทำตลาดเรื่องเห็ดเป็นยาสำหรับตะวันออกกลางแล้วเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ แต่ก็พอมีทางเป็นไปได้ ถึงแม้ผมจะนำผงเห็ดจากอาจารย์มาผสมเข้าด้วยกันแล้วบรรจุแคปซูลที่นี่ ก็ยังมีขั้นตอนอีกมากมายที่อธิบายกันเป็นวันๆ แต่ก็ได้เตรียมแผนเอาไว้พอสมควรแล้ว เพียงแต่ผมคิดว่า หากโรงพยาบาลของสุลต่านเอง เป็นผู้ซื้อแคปซูลเห็ดนี้เพื่อแจกให้กับคนป่วยในโรงพยาบาล คำสั่งซื้อนี้จะทำให้การบรรจุและการจัดจำหน่ายเกิดได้ง่ายขึ้นเพราะคำสั่งถ้ามาจากรัฐมนตรีโดยตรง หน่วยงานอื่นๆจะอำนวยความสะดวกให้ แล้วรัฐบาลที่นี่ก็ประชานิยม การรักษาพยาบาลสำหรับคนโอมานฟรี เดือนหน้าก็จะมีการแจกที่ดินสำหรับปลูกบ้านคนละ 600 ตรม.ฟรี แล้วถ้าไม่มีเงินปลูกบ้านก็ไปทำเรื่องขอไว้ รัฐบาลก็จะช่วยปลูกให้อีก ดังนั้นถ้าเห็ดเป็นยามีสรรพคุณรักษาโรคได้ดี รัฐมนตรีและ ผอ.เห็นประสิทธิผลได้ ก็ขายส่งให้รัฐบาลแล้วรัฐบาลก็เอาไปแจกประชาชนฟรีๆ อันนี้น่าจะเป็นช่องทางจำหน่ายที่ไม่ค่อยเหนื่อยครับ

สำหรับเรื่องการเพาะเห็ด ก็ต้องขอศึกษาและทดลองให้มีความมั่นใจดีเสียก่อน การทำอาหารเห็ดสำหรับผมยังไม่ค่อยมีความมั่นใจ แต่เรื่องการเพาะเชื้อบริสุทธิ์บรรจุขวดนั้นผมมั่นใจมากว่าซื้อเอาจากอาจารย์นั่นแหละครับดีแล้ว ผมไม่สามารถอย่างแน่นอนอันนี้มั่นใจครับ โครงการเรื่องเพาะเห็ดของผมคงมีเป็นฟาร์มสาธิตที่เพาะไว้กินเองและแจกเพื่อนฝูงได้ จากนั้นคงเป็นการแนะนำให้คนโอมานเพาะกันให้มากๆ ผมก็นำเข้าหัวอาหารเห็ดและหัวเชื้อเห็ดของอาจารย์ไปขายต่อให้แขก เอาไปเพาะเห็ดอีกทีหนึ่ง ถ้ามีปัญหาเล็กน้อยก็ไปให้คำแนะนำ มีปัญหาใหญ่ก็เชิญมือขวาอาจารย์มาให้คำแนะนำ ปีละครั้งก็อาจขอนิมนต์อาจารย์มาเปิดบรรยาย อบรมการเพาะเห็ดที่ถูกวิธีทำแบบสุขกายสบายใจ มีเห็ดกิน มีเพื่อนๆแวะมาทักทายเยี่ยมเยียนธุรกิจที่สร้างมิตรไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร ผมก็พอใจเท่านี้แหละครับ

คาดว่าเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นหน้าร้อนของที่โอมาน ผมจะได้กลับไปเข้ารับการอบรมการเพาะเห็ดกับอาจารย์ครับคงจะทำให้มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ระหว่างนี้ก็จะหาข้อมูลเรื่องวัตถุดิบที่ประเทศโอมานไว้ให้มากครับ



wichai wattanasopon
SMART VISION INTER-TRADE LLC.
PO.Box2395,PostCode111.As Seeb Airport Sultanate Of Oman
Tel(+968)98193093,97158450(Rumais)
Fax(+968)26894094



สมาชิกทั่วไป

จำนวนข้อความ : 247
Join date : 04/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เห็ดเป็นยาและแนวทางการเพาะเห็ดในต่างประเทศ‏

ตั้งหัวข้อ  สมาชิกทั่วไป on Mon Jul 05, 2010 5:31 pm

เรียนคุณวิชัย


ต้องขอโทษอย่างแรงที่คุยโทรศัพท์กันไม่เสร็จ เพราะถ่านมือถือผมหมด ประกอบกับเป็นช่วงที่ทำการอบรมเห็ดพอดี แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีที่สุด ที่ได้คุยกันพอจับใจความได้ พร้อมกันนี้ขอแจ้งให้ทราบว่า ต้นรูบาลนั้นมีใบอ่อนงอกขึ้นมาแล้วทุกต้น ผมจะพยายามทะนุถนอมเต็มที่คาดว่าน่าจะรอด สำหรับเห็ดเป็นยาที่ให้ไปพร้อมเอ็นไซม์นั้น เนื่องจากเรามีเวลาพบกันสั้นมาก และความตั้งใจในการเจอกันครั้งแรกนั้น เน้นกันที่การเพาะเห็ด ผมจึงไม่ได้พูดในรายละเอียดเรื่องของเห็ดเป็นยาและเอ็นไซม์มากนัก เพราะเกรงว่าจะงงไปกันใหญ่

แต่พอทราบว่า คุณวิชัยมีโรคประจำตัวอยู่ จึงตัดสินใจเสนอเรื่องเห็ดเป็นยาและมอบตัวอย่างให้มา ดังที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า พื้นฐานการเกิดความผิดปกติในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโรค หรือการเจ็บไข้ได้ป่วย ล้วนแล้วเป็นผลสืบเนื่องจากร่างกายเราบกพร่องทางภูมิคุ้นกันและภูมิต้านทาน หากภูมิต้านทานเราไม่ดี มันก็ไม่สามารถต่อต้านผู้รุกรานได้ หรือหากร่างกายเกิดผิดปกติ เช่น มีการสะสมกรดยูริคในร่างกายมากและเป็นเวลานาน ก็จะก่อให้เกิดโรคปวดตามไขข้อ เช่นเดียวกับคุณพ่อผมและญาติผู้ใหญ่ผมเป็นกันแบบเรื้อรังหลายคน คุณพ่อผมช่วงที่อากาศหนาว ท่านจะปวดตามไขข้อทรมานมาก ส่วนทางแม่ผมญาติส่วนใหญ่เป็นเบาหวาน รวมทั้งผมด้วย ญาติทางแม่หลายคน ต้องถูกตัดนิ้ว ตัดข้อมือ และตัดขา เนื่องจากเป็นแผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เกิดจากความไม่สมดุลย์ทางร่างกายและภูมิต้านทานบกพร่องทั้งสิ้น

ผมใช้เวลามานานกว่า 20 ปี ที่พยายามช่วยชีวิตตัวเองและครอบครัวก่อน ประกอบกับโชคดีที่จับเรื่องเห็ดมาตั้งแต่ครอบครัวทำอยู่ที่จังหวัดแพร่ และมาเริ่มเอาจริงเอาจังงานวิจัยและส่งเสริมเมื่อปี 2516 เป็นต้นมา จากประสบการณ์ดังกล่าว จึงได้นำเอาเห็ดที่มีคุณสมบัติในการสร้างภูมิต้านทานหลายชนิด ที่ไม่มีผลข้างเคียง และเป็นสารธรรมชาติ เช่น เห็ดหิ้งไซบีเรีย เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดพิมาน เห็ดถั่งเช่า เห็ดหลินจือ และสมุนไพรที่สำคัญอีกหลายชนิดที่ใช้ในการบำรุงเลือด บำรุงหัวใจผสมเข้าไปด้วยกัน เพื่อให้ผม คนในครอบครัวและญาติๆ ตลอดจนลูกศิษย์ ลูกหาคนใกล้ชิด ที่มีปัญหาสุขภาพได้มีของดีๆเสริมสร้างภูมิต้านทาน

ผมจึงตัดสินใจมอบเห็ดผสมเป็นยาให้คุณวิชัย โดยได้เน้นตั้งแต่ต้นว่า นี่ไม่ใช่ยา แต่เป็นพวกเห็ด ที่มีคุณสมบัติเท่ากับการกินผัก ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย แต่มันจะไปกระตุ้นสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายอย่างรวดเร็วมาก ใน 2-3 วันเท่านั้น จะสามารถสร้างภูมิต้านทานได้สูงถึง 5-7 พันเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ทั้งนั้นขึ้นกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่อยู่ในลำไส้เล็กของคนนั้นๆด้วย เพราะจริงๆแล้ว สารอาหารสำคัญในเห็ดนั้น ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยสลายและนำเอาไปใช้ได้ จุลินทรีย์ในลำไส้เล็กจะทำหน้าที่นี้ ทีนี้ เมื่อทานเห็ดผสมนี้เข้าไป ในกรณีคนที่เป็นโรคสะสมมานาน เช่น โรคเก๊าซ์ โรคอักเสบ มักจะแสดงอาการต่อสู้กัน ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดขึ้นมา นั่นแสดงว่า เห็ดผสมนี้กำลังทำงานและเป็นการรักษาที่เริ่มถูกทางแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ แต่เดิมเราเคยทานยาอะไรเข้าไป อย่าเพิ่งไปหยุดทานทันที เช่น ปกติจะทานยาปฎิชีวนะหรือยาแก้ปวก หรือยาลดน้ำตาลอะไรพวกนี้ ก็ควรต้องทานต่อไปก่อน แต่หากพอรู้สึกดีขึ้นแล้ว สามารถลดยาเคมีลงและพอเข้าที่แล้วแทบไม่ต้องทานยาพวกนี้อีกเลย

ยกตัวอย่างพี่สาวคนโตของผม คือ อ.แสงจันทร์ เจียศิริพงษ์กุล ที่เป็นทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูง ต้องทานยาเยอะมาก ทานมากยังกะเป็นส่วนหนึ่งของอาหารไป แต่พอทานเห็ดไปในระยะแรก ก็ต้องทานยาพวกนี้อยู่สักพัก ไม่ถึง 10 วัน พอทานเห็ดติดต่อกันไปเรื่อยๆ ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็แทบจะลดการใช้ยาได้หมดเลย เดี๋ยวไม่ต้องแล้ว ผมว่าในกรณีของคุณวิชัยนั้น คุณควรจะทานยาที่คุณทานเป็นประจำไปด้วยน๊ะครับ เพราะมันจะช่วยกันทั้ง 2 ทาน โดยไม่ได้ไปขัดกัน ในส่วนของยาเคมี มันก็เข้ากับกดจุดหรือเข้าไปยับยั้งอาการนั้นๆ แต่เห็ดเพียงเพื่อไปช่วยสร้างสมดุลย์ร่างกาย สร้างส่วนต่างๆของร่างกายให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อร่างกายถูกปรับดีขึ้น ก็ค่อยๆลดใช้ยาครับ ถูกต้องแล้วละครับ ที่ก่อนจะไปแนะนำอะไรให้ใคร ก็ทดลองด้วยตัวเองเสียก่อน

ส่วนเอ็นไซม์ที่เป็นเม็ดให้ไปนั้น หน้าที่ของมันจะไปช่วยระบบการย่อย เพิ่มเอ็นไซม์ให้แก่ร่างกาย เพราะร่างกายของเราทุกส่วนดำเนินการด้วยเอ็นไซม์ทั้งนั้น(อ่านรายละเอียดจากเวปไซด์ได้ครับ) และสิ่งสำคัญที่สุดของเอ็นไซม์ก็คือ เพื่อจะเข้าไปเสริมสร้างเอ็นไซม์ที่เรามักจะขาด เพราะเราไปกินอาหารที่ถูกทำลายเอ็นไซม์เสียหมดด้วยการทำให้เกิดความร้อน ทำให้แห้งด้วยความร้อนหรือฉายรังสี ทำให้ร่างกายต้องไปยืมเอาเอ็นไซม์จากตับอ่นมาย่อยอาหาร(เป็นการเอาของแพงมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า เหมือนกับขับเบนส์ไปไถนา) ทำให้ร่างกายเราขาดเอ็นไซม์ นั่นก็เป็นสาเหตุของน้ำตาลและกรดยูริค สะสมในร่างกาย จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวานและเกาซ์ รวมทั้งการนำเอาธาตุอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ทำให้คนเราแก่เร็วและไม่แข็งแรง ส่วนคนที่เป็นมะเร็ง ที่จะต้องผ่านการเข้ารักษาด้วยคีโม ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะทนต่อยาไม่ได้ เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เห็ดนี้แหละช่วยได้อย่างแน่นอน ที่ทำให้อาการแพ้ผลข้างเคียงน้อยลงหรือไม่มีเลย และทำการรักษาคีโมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

คุณคิดถูกทางแล้วครับว่า เสนอให้คนโอมานบำรุงรักษาตัวเองให้ดี ดีกว่าปล่อยให้เป็นโรคแล้วรักษา ส่วนเรื่องของการทำตลาดเรื่องเห็ดเป็นยานั้น ก็คงต้องว่ากันไปตามขั้นตอน ทางผมไม่เร่งรีบหรือรีบร้อนประการใด แต่ก็มีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเต็มที่และนับว่าเป็นแนวคิดที่สุดยอดที่สุด ที่คุณมีแนวคิดแบบดาวกระจาย ไม่ใช่ดาวฤกษ์

ซึ่งในการทำเห็ดนั้น ครอบครัวผมไม่เห็นด้วยในระยะเริ่มแรก โดยมีความเห็นว่า ลำพังแต่ครอบครัวเพาะเห็ดออกมาแล้วยังขายแทบไม่ได้เลย แล้วยังจะไปเปิดเผยให้คนอื่นเขามาเพาะเห็ดแข่งขันเราอีกหรือ ผมไม่ได้ปฎิเสธข้อโต้แย้งและก็ไม่ได้ศิโรราบกับความตั้งใจ เพียงแต่ต้องการเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ผมจึงตัดสินใจเข้าร่วมทำกิจกรรมเรื่องเห็ดกับชมรมเห็ดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปี 2516 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยยังนำเห็ดเข้ามาบริโภคในประเทศ ปีละหลายร้อยล้านบาท และผู้ที่อาศัยอยู่บ้านนอกก็จะเก็บเห็ดป่ามาทาน โดยคนไทยทานเห็ดกันโดยเฉลี่ยแค่ 235 กรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วเขาทานกันมากกว่า 3000 กรัมต่อคนต่อปี พอผมเริ่มส่งเสริม แนะนำเรื่องการเพาะเห็ดเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีผู้เพาะเห้ดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าทวีคูณ ที่สำคัญทำให้คนส่วนใหญ่รู้ว่า เห็ดเป็นอาหารที่มีคุณค่าแก่ร่างกาย เป็นอาหารที่มีโปรตีนเกลือแร่ วิตามินสูง ไขมันต่ำ และยังคุณสมบัติเป็นยาอีกด้วย เชื่อไม่ครับ แค่เวลาผ่านไปเพียง 5 ปีเท่านั้น เรากลายเป็นประเทศที่เพาะเห็ดฟางใหญ่ที่สุดในโลก และเดี๋ยวนี้เรายังครองความยิ่งใหญ่นั้น โดยเราสามารถผลิตเห็ดได้มากกว่า 600,000 ตัน คนไทยทานเห็ดโดยเฉลี่ยมากกว่า 4500 กรัมต่อคนต่อปี เด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 7 ขวบ ที่เคยเป้นโรคขาดอาหาร อันเนื่องจากขาดโปรตีนที่สูงถึง 47.7% เดี๋ยวนี้เราไม่มีปัญหานั้นแล้ว ที่สำคัญแต่ก่อนเราเผาทิ้งเศษซากพืช หญ้า ฟาง ขี้เลื่อย แต่เดี๋ยวนี้เราได้เอาพวกนี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการเพาะเห็ด และใช้ของเหลือใช้จากการเพาะเห็ดมาเป็นปุ๋ยของพืช

นอกจากนี้ ผมยังได้ถูกเชิญให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดขององค์การสหประชาชาติมาตั้งแต่ปี 2524-2548 ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 20 ปีในการพิสูจน์ให้ครอบครัวได้เห็นว่า สิ่งที่ผมตัดสินใจถูกต้องแล้ว และครอบครัวผมก็ได้ดิบได้ดี อยู่ดีกินดีอยู่กับธุรกิจเกี่ยวกับเห็ดกันทั่วถ้วน ที่เขียนมายืดยาว ก็เพราะว่า เดี๋ยวนี้มีคนไทยจำนวนมาก ที่อยู่ต่างประเทศ และได้เข้าดูเวปไซด์ผมและกลับบ้านหรือเมืองไทย เพื่อมาปรึกษาหารือหรือเข้ารับการอบรมเห็ดกับผม โดยต้องการจะนำเอาวิชาการไปเพาะเห็ดที่ประเทศที่พำนักอยู่ โดยผมเน้นเสมอว่า หากเป็นไปได้ ควรหาแนวร่วมทำการเพาะเห็ดจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะเราเอง ทำกันเองทั้งหมดเป็นไปได้ยาก หรือแม้เป็นไปได้ แต่ก็จะจำกัดมาก โดยเฉพาะการตลาด เช่น ที่โอมานนั้น ไม่ต่างอะไรจากอินเดียเลย เพราะคนอินเดียไม่ชอบเห็ด เพราะเขาถือว่า เห็ดมาจากขี้สัตว์ต่างๆ เป็นของชั้นต่ำ แต่พอผมไปสอนใช้เวลา 8 ปี เพื่อพิสูจน์ว่า เห็ดที่เพาะได้ไม่ได้มาจากขี้สัตว์เท่านั้น ส่วนใหญ่เห็ดที่ทำการเพาะได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ขี้สัตว์เป็นส่วนผสมเลย เดี๋ยวนี้คนอินเดียเพาะเห็ดกันแทบทุกพื้นที่

ผมจึงเชื่อมั่นว่า หากเราสนับสนุนให้คนโอมานมีส่วนมาเกี่ยวข้องการเพาะเห็ดแล้ว เขาก็จะมีงานทำ มีอาหารที่ดี และรัฐบาลจะต้องสนับสนุนอย่างแน่นอน ยิ่ง หากเขามีความขี้เกียจเป็นเดิมพันอยู่แล้วยิ่งดี เพราะหากเขาทำไประดับหนึ่ง เขาจะไปไหนไม่ได้ เพราะจะต้องอยู่กับเห็ดตลอดเวลา แต่เขาจะเข้าใจว่า การเพาะเห้ดจะต้องเอาใจใส่ เป็นของกินที่สะอาด และคุณค่าทางอาหารสูง เขาก็อาจจะยอมแพ้การเพาะ แต่จะกลายเป็นผู้บริโภค หรือผู้ซื้ออันยิ่งใหญ่ตลอดกาล เฉกเช่น ประเทศไทย ที่มีคนผ่านการอบรมเห็ดไปแล้วนับแสน ในนั้นไม่ถึง 5 % ที่นำเอาความรู้ไปเพาะเห็ด ที่เหลือ จะเป็นผู้บริโภคเห็ดอย่างมั่นใจไปตลอดชีวิต และจะกลายเป็นผู้แนะนำคนอื่นให้ทานเห็ดเป็นผู้ช่วยประชาสัมพันธ์โดยอัตโนมัติ จึงขอให้คุณโชคดีในแนวทางนี้ครับ





ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล



สมาชิกทั่วไป

จำนวนข้อความ : 247
Join date : 04/07/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ