สวัสดีครับ อาจารย์ และคุณไผ่

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

สวัสดีครับ อาจารย์ และคุณไผ่

ตั้งหัวข้อ  บรรจง l6Tkvii5 on Thu Aug 18, 2011 7:58 am

ผมมารายงาน เกียวกับเรื่อง ผมของการใช้เห็ดหลินจือ รักษาโรคภูมิแพ้ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีอาการคล้ายของ คุณ ฐิติ

ตอนนี้เด็กคนนี้ อาการดีขึ้นมากแล้ว ครับ ไม่แพ้อะไร ง่าย ๆ เหมือนเดิม อาการบวมน้ำ ที่แต่ก่อน หน้าตาบวม ตลอดเวลา ตอนนี้ ยุบลง
เกือบปกติแล้ว เมื่อเช้า เค้าเดินมาหาผม แล้ว ก็ยิ้มอย่างดีใจ แล้วบอกว่า เพราะเห็ดหลินจือที่กิน ทำให้เค้าดีขึ้น มาก ผมเห็นแล้วก็ดีใจที่เห็ดหลินจือมันช่วยได้ สุดยอดจริง ๆ ครับ ตอนนี้เด็กคนนี้สดใสมาก
เลยมานึกถึงความรู้ที่อาจารย์ สอน ๆ มา ก็คิดขอบคุณอาจารย์เลยเข้ามาโพสท์ในเวปเพื่อเป็นวิทยาทาน
หลังจากที่ รักษาอาการของเมียมา สอง ปีแล้ว ก็ได้นำความรู้จากเวปนี้ ไปช่วยเหลือคนอื่น ๆ ได้หลายคนแล้วและก็ได้ผลดีเสียด้วย

ส่วนเรื่องอาการของเมียผมที่เป็นโรคไตนั้น ตอนนี้ กลิ่นฉี่ นั้น เหม็นมาก เห็นเค้ารายงานให้ผมฟังครับ เพราะกินเห็ดหลินจือ ตามที่เคยศึกษามาตามเวป เค้าบอกว่า ถ้าไตทำงานกรองของเสีย ได้ ปัสสาวะ จะมีกลิ่น เหม็น เพราะว่า มีของเสียออกมากับปัสสาวะ ด้วยอันนี้เท็จจริงอย่างไร
ผมอยากจะขอความรู้อาจารย์ด้วยครับ
สุดท้าย หวังว่า คุณฐิติเจะเข้ามาอ่าน ในกระทู้นี้นะครับ

ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงครับ

บรรจง l6Tkvii5

จำนวนข้อความ : 1
Join date : 18/08/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ข้อมูลน้ำหมักเพิ่มเติม

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Fri Aug 19, 2011 7:30 am

ต้องขอขอบคุณคุณบรรจงเกี่ยวข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ และต้องขอขอบคุณสมาชิกอีกหลายท่านที่กรุณาเล่าถึงประสบการณ์เรื่องการรักษาโรคโดยใช้เห็ดที่มีคุณสมบัติทางยา เช่น เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดถั่งเช่าสีทอง เห็ดกระถินพิมาน เห็ด ขอนช้อน ที่ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้และผู้ป่วยโรคมะเร็งอีกหลายชนิดอย่างได้ผล และตอนนี้ ก็มีข่าวดีสำหรับสุภาพบุรุษที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องต่อมลูกหมากโต แล้วก็พัฒนาเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมาก ที่พบว่า สาเหตุของการเกิดโรคดังกล่าว เนื่องจากอวัยวะดังกล่าวขาดสารอาหารที่เรียกว่า ไลโคปิน ซึ่งสารดังกล่าวพบมากใน เยื่อสีแดง ที่หุ้มอยู่รอบๆเมล็ดของฟักข้าว ขณะนี้ ทางอานนท์ไบโอเทค ได้ทำการผลิตเยื่อบุหุ้มเมล็ดของฝักข้าวสำเร็จแล้ว โดยบรรจุในแคปซูล โดย 1 แคปซูล หนัก 500 มก. หรือปริมาณเทียบเท่าเยื่อบุหุ้มเมล็ดฟักข้าวที่ผสมน้ำแล้ว 1 แก้ว เพียงพอต่อการดื่มวันละ 1 แคปซูล ท่านสุภาพบุรุษใดที่เกรงว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากโตหรืออักเสบหรือเป็นมะเร็ง หรือสุภาพสตรีที่มีปัญหาเกี่ยวกับรังไข่อักเสบ บวม ที่อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งในรังไข่ ท่านสามารถทานเยื่อหุ้มเมล็ดฝักข้าว เพียง 1 แคปซูลต่อ วันหรือ 1-2 วัน ท่านก็จะมีโอกาสเป็นโรคดังกล่าวน้อยลง สนใจก็ติดต่อที่อานนท์ไบโอเทค 02-9083308 หรือ 0860830202 หรือที่ชมรมเห็ดสากล
025799200 ,025797759 หรือ 0858270085 สำหรับเรื่องของผู้ที่แพ้อากาศ หรือแพ้สิ่งของรอบข้างรวมทั้งอาหารด้วยนั้น ขอสนับสนุนแนวทางคุณบรรจงเต็มที่ ซึ่งจุดเด่นนั้น อยากให้เน้นที่เห็ดไม่ว่าจะเป็นเห็ดหลินจือ เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดกระถินพิมาน จะตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัวผสมกันได้ยิ่งดี ที่สำคัญที่สุด คือ หัวเชื้อ หรือเชื้อที่ช่วยทำการหมักและสร้างสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยใช้เชื้อยูเอ็มบริสุทธิ์ แต่อย่าลืมเรื่องความสะอาดและสารพิษบางอย่างที่เกิดในระหว่างที่ทำการหมัก วันนี้ จึงขอนำเอาบทความบางตอนของผู้รู้ คือ ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต ดังนี้

บทความแรก
น้ำหมักมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันนี้มีเรื่องน้ำหมักมาเสนอกันอีกแต่แตกต่างกันเล็กน้อย...ย้อนหลังไปปีเศษรายการ “ชาววิทย์ ชิดชาวบ้าน” โดยการสนับสนุนของ สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้เสนอวิธีทำน้ำหมักอีกรูปแบบหนึ่ง มีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็งอย่างดีเยี่ยม สูตรนี้ ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการศึกษาวิจัยพืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพ และผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมสุขภาพถ้วนหน้า เป็นผู้ค้นคิด โดยแนะนำแก่ นายธนโรจน์ ทีมอุดม ลูกศิษย์ ให้นำไปใช้กับ นางชูศรี เบญจรานนท์ และ นางอัจฉรา ทีมอุดม คุณยายกับคุณแม่ที่กำลังป่วยถูกมะเร็งร้ายคุกคาม ผลของการรักษาด้วยการกินน้ำหมักติดต่อกันในเวลา 1 ปี นางชูศรี ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกขั้นที่ 3 หายจากโรคร้าย ร่างกายกลับมาแข็งแรงสามารถใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนนางอัจฉรา เป็นมะเร็งเต้านม อาการดีขึ้นเป็นลำดับ และหายในเวลาต่อมา ปัจจุบันน้ำหมักสูตรนี้มาในรูป “น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ” ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว วางขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ซึ่งหากท่านใดสนใจลองแวะไปงานเมดอินไทยแลนด์ ที่เมืองทองธานีได้ครับ มองหาล็อก W 37-39 วันนี้เป็นวันสุดท้าย เขาบริการตรวจเลือดให้ด้วย...เลือดดี...เลือดหนืดบอกถึงสุขภาพร่างกายของท่าน ครับ...เมื่อแนะนำกันพอหอมปากหอมคอแล้ว มาเข้าเรื่องวิธีทำน้ำหมักแก้โรคมะเร็งกันดีกว่า ขั้นตอนแรกให้เตรียมน้ำตาลทรายแดง หรือน้ำผึ้งบริสุทธิ์ประมาณ 1 กก. ตามด้วยแอปเปิ้ล 3 กก. น้ำเปล่า 4 กก. ภาชนะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หม้อต้ม เครื่องปั่นผลไม้ ขวดหรือถังบรรจุ น้ำแข็ง และ “ต้นเชื้อ” ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ 1 จาก 400 สายพันธุ์ มีคุณสมบัติต่อกรดหรือด่าง
วิธีทำ นำน้ำสะอาดไปต้มกับน้ำตาล หรือละลายกับน้ำผึ้ง เมื่อเดือดแล้วให้นำแอปเปิ้ลไปปั่นจนละเอียดแล้วเทลงหม้อ คนให้ทั่วประมาณ 5 นาที แล้วนำมาใส่ขวดหรือภาชนะที่เตรียมไว้...ขั้นตอนสำคัญ ขวดหรือภาชนะที่นำมาบรรจุน้ำหมักจะต้องมีน้ำแข็งจำนวนมากโอบให้ทั่วรอบๆ ด้วย เพื่อช็อกเชื้อโรคด้วยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนต่อไปคือรอให้เย็นแล้วใส่ต้นเชื้อไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเนื้อน้ำหมักที่เราผลิต
ดูแล้วไม่อยากใช่ไหมครับ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ต้นเชื้อนี่แหละ...ผมเองสนใจพยายามค้นหาแต่ไม่เจอ สุดท้ายต้องโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลจากคณะเภสัชฯ เชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ติดต่อกับคณะผู้วิจัยจนทราบว่า “ต้นเชื้อ” ที่ว่าก็คือ “น้ำหมักสมุนไพรสกัดชีวภาพ” ที่เขาผลิตออกวางจำหน่ายแล้ว ตรงนี้จึงอยากให้ข้อสังเกตไว้ว่า สิ่งที่ผมพูดมาตลอดว่าไม่มีของฟรีในโลก หรือของดีราคาถูก...เช่นเดียวกับรายการนี้ ถ้าท่านสนใจจริงๆ ลองไปสอบถามกันดู หรือจะโทรศัพท์ไปที่ 0-2688-5849 หรือ 08-1240-0771-2
ผมเองถึงขนาดเขียนแนะนำขนาดนี้อย่าคิดว่าได้มาฟรีๆ นะครับ ยังต้องลงทุนไปเยี่ยมชมและควักกระเป๋าซื้อมา 1 ขวด ตั้งใจว่าจะเอามาทำเป็นหัวเชื้อ ลองทำกินเองใช้เอง แต่ขอแนะนำว่าควรเริ่มจากทำเล็กน้อยแค่ขวดลิตรสองลิตร ด้วยเหตุผลลงทุนไม่มาก และควบคุมคุณภาพง่ายกว่า เพราะมืออาชีพอย่างทีม ดร.ไชยวัฒน์ ยังยอมรับว่าบางครั้งน้ำหมักไม่ได้คุณภาพต้องนำไปทำปุ๋ย หรือล้างส้วมมามากต่อมากแล้ว ย้ำกันอีกครั้ง ท่านที่สนใจจริงๆ ก็ลองสอบถามกันดู นอกจากน้ำหมักชนิดต่างๆ แล้วยังมีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแปลกๆ ใหม่ๆ น่าสนใจมากมาย
สุดท้ายก่อนจบคอลัมน์ในวันนี้ท่านใดมีความสนใจด้านการเกษตรอย่าลืมลองปลูกพืชต่อไปนี้ทิ้งไว้ในไร่ในสวน เพื่อประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงในวันข้างหน้า...ตัวแรกคือ มะรุม ทั้งใบและฝักที่นำมาแกงส้มมีคุณสมบัติควบคุมความดันโลหิตสูง ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่เหลือคือพลูคาว-ยอบ้าน-มะขามป้อม-สมอไทย และบอระเพ็ด ล้วนแต่เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกวัน

บทความที่สอง

อาจารย์เภสัช มช.ไขข้อข้องใจ กรณีน้ำหมักชีวภาพ

ผศ.ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต ผู้อำนวยการชุดโครงการวิจัยน้ำหมักชีวภาพ เพื่อการบริโภค อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไขข้อข้องใจ 5 ประการสำคัญ เพื่อความกระจ่างให้กับประชาชน จากข่าวกรณีน้ำหมักชีวภาพ “ มหาบำบัด ” ที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ดำเนินคดีกับผู้ผลิต ซึ่งเป็นทั้งผู้จำหน่ายและผู้โฆษณาด้วย
อาจารย์เภสัช มช.ไขข้อข้องใจ กรณีน้ำหมักชีวภาพ
ผศ.ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต


ผศ.ดร. ไชยวัฒน์ ไชยสุต ผู้อำนวยการชุดโครงการวิจัยน้ำหมักชีวภาพ เพื่อการบริโภค อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไขข้อข้องใจ 5 ประการสำคัญ เพื่อความกระจ่างให้กับประชาชน จากข่าวกรณีน้ำหมักชีวภาพ “ มหาบำบัด ” ที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ดำเนินคดีกับผู้ผลิต ซึ่งเป็นทั้งผู้จำหน่ายและผู้โฆษณาด้วย

ผศ.ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต กล่าวว่า น้ำหมักชีวภาพมีบทบาทเป็นทาง เลือกในการส่งเสริมสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันก็มีปัญหาหลายด้าน เช่น เรื่องคุณภาพมาตรฐาน รูปแบบการจำหน่าย และการโฆษณา กรณีข่าวที่เกิดขึ้น มีประชาชนจำนวนมากติดตามข่าว และมีข้อสงสัยหลายประการ ดังนั้นการแยกแยะประเด็นจากข่าวเรื่อง น้ำหมักชีวภาพจึงมีความจำเป็นทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

ประการแรก น้ำหมักชีวภาพ ใช้กับคน พืชหรือสัตว์ กันแน่

ก่อนอื่นต้องรู้จักน้ำหมักชีวภาพก่อน ว่า น้ำ หมักชีวภาพโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ (1)น้ำหมักชีวภาพที่ใช้สำหรับพืชและสัตว์ (2 ) น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค

ทั้งสองประเภทมีความแตกต่างคือ ประการแรก เป็นความความแตกต่างในเรื่อง วัตถุดิบและกระบวนการผลิต เช่น น้ำหมักชีวภาพที่ใช้สำหรับพืชและสัตว์ มักใช้วัตถุดิบที่มาจากขยะ, สิ่งเหลือใช้ทั้งจากพืชจากสัตว์ หรือบางสูตรอาจใช้พืช ผัก และผลไม้ ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ในพืชหรือสัตว์แต่ละชนิด โดยกระบวนการผลิตจะทำอย่างง่ายเพื่อใช้ในภาคเกษตร ส่วนน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค จะต้องคัดเลือกวัตถุดิบ เช่น พืช ผัก ผลไม้ โดยวัตถุดิบแต่ละชนิดจะมีกระบวนการ คัดเลือกตามคุณสมบัติเพื่อการบริโภคทั้งด้านโภชนาการ และสรรพคุณของพืชนั้นๆ ที่สำคัญคือกระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคจะต้องคำนึงถึงความ ปลอดภัยเป็นสำคัญ มีการควบคุมความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนขั้นตอน สุดท้ายของการผลิตโดยไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายทั้งจากวัตถุดิบ หรือที่เกิดขึ้นในกระบวนการหมัก และต้องผลิตให้ได้ตามมาตรฐานน้ำหมัก สำหรับการบริโภค ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาใช้ต้นเชื้อจุลินทรีย์ในการ ผลิตน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งต้นเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตนั้นอาจเป็นได้ทั้ง รูปแบบอย่างง่าย คือ ต้นเชื้อผักดอง ซึ่งเป็นต้นเชื้อที่ผสมผสาน กับภูมิปัญญาท้องถิ่น และ ต้นเชื้อบริสุทธิ์ ที่สามารถควบคุมทั้ง ความปลอดภัยของน้ำหมัก และยังสามารถทำให้ได้คุณภาพ และประสิทธิผลต่อ สุขภาพจากต้นเชื้อและสารเมทาบอไลต์ที่ได้จากต้นเชื้อ ซึ่งต้นเชื้อบริสุทธิ์นี้จะ ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก ให้ได้ต้นเชื้อบริสุทธิ์ และศึกษาถึงคุณสมบัติของ การส่งเสริมสุขภาพ ที่เรียกว่า โปรไบโอติกหรือจุลินทรีย์เสริมชีวนะ ซึ่งจะต้องคัดสรรและศึกษาคุณสมบัติต่างๆดังกล่าวในห้องปฏิบัติการทางวิทยา ศาสตร์ ดังนั้นในการจะผลิตน้ำหมักชีวภาพให้ปลอดภัยในการบริโภค จึงต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ มาประกอบพอสมควร

ประการ ที่สอง น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

ประเด็นนี้เป็นที่รับรู้กันว่า เมื่อมีการหมักจะต้องมีจุลินทรีย์เกิดขึ้น ซึ่งที่จริงแล้ว ไม่เพียงแต่มีจุลินทรีย์ หากแต่มีหลายสิ่งที่ปนเปื้อนซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ เช่น เกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้มี เมทาทอล เอทานอล และกลุ่มฟูเซลล์ออยล์ (Butanol, Propanol) ซึ่งหากรับประทานจะทำให้มึนหัว ดังนั้น เราต้องมีการควบคุมคุณภาพให้ได้น้ำหมักที่ดีคือ ไม่พบสิ่งปลอมปน เอทานอลต้องไม่เกินร้อยละ 3 เมทานอลต้องไม่เกิน 240 มิลลิกรัมต่อลิตร

ส่วนจุ ลินทรีย์นั้นในการหมักอาจพบจุลินทรีย์ได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มก่อโรคและกลุ่มเสริมสุขภาพ

จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคที่ต้อง ควบคุมคือ ซาลโมเนลลา ต้องไม่พบในตัวอย่าง 50 กรัม สตาฟิโลค็อกคัส ออเรียส ต้องไม่พบในตัวอย่าง 1 มิลลิกรัม คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ ต้องไม่พบในตัวอย่าง 0.1 กรัม เอสเชอริเชีย โคไลต้องน้อยกว่า 2.2 ต่อตัวอย่าง 100 มิลลิลิตร ยีสต์และราต้องไม่เกิน 100 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร

ส่วนจุลินทรีย์ที่ดี คือ จุลินทรีย์เสริมชีวนะหรือโปรไบโอติก ( probiotic) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดกรดแลกติก (กรดน้ำนม) จุลินทรีย์ชนิดนี้ ถูกนำใช้ในการผลิตโยเกิร์ต นมเปรี้ยว มีประโยชน์ คือ ช่วยไม่ให้เชื้อก่อโรคเจริญได้ ปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ช่วยในการเหนี่ยวนำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล นอกจากนี้ยังพบคุณสมบัติของจุลินทรีย์เสริมชีวนะในการช่วยลดการเกิดสารก่อ มะเร็ง และกลไกที่ชักนำให้เกิดมะเร็งจากการสามารถย่อยและจับสารก่อมะเร็งเอาไว้ได้ รวมถึง
การลดการทำงานของเอนไซม์ที่ มีกิจกรรมก่อให้เกิดสารพลอยได้ที่เป็นสารก่อมะเร็ง เป็นต้น ยกตัวอย่างจุลินทรีย์กลุ่มนี้ คือ แบคทีเรีย แลกโตบาซิลลัส เคซิอิ ( Lactobacillus casei ) แลกโตบาซิลลัส อะซิโดฟิลุส ( Lactobacillus acidophilus ) แลกโตบาซิลลัส แพลนทารัม ( Lactobacillus plantarum ) เป็นต้น

การควบคุม อีกเรื่องที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในการหมัก คือ กรด ซึ่งโดยทั่วไปกรดที่เกิดในกระบวนการหมักถือเป็นการถนอมอาหารไปในตัว ความเป็นกรดของน้ำหมักเพื่อการบริโภคต้องมีค่าความเป็นกรดด่าง หรือค่าพีเอช (pH) ต่ำกว่า 4.3 จึงจะควบคุมการเจริญของเชื้อก่อโรคได้ ในกรณีที่เป็นข่าวว่านำน้ำหมักไปใช้หยอดตานั้น โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์สำหรับตานั้นต้องไม่มีจุลินทรีย์ รวมทั้งต้องปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้มีค่า 7.4 เพื่อไม่ให้ระคายเคืองต่อตา การนำน้ำหมักที่ยังไม่ผ่านกระบวนการใด ๆ ไปหยอดตาถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพเพื่อ การบริโภคคือได้จากจุลินทรีย์ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่าต้นเชื้อเป็นจุลินทรีย์สายพันธุ์ใด และประโยชน์จากคุณค่าสารสำคัญตามชนิดของพืชผักผลไม้ที่นำมาใช้หมัก เพราะการหมักเป็นการแปรรูปที่เป็นการสกัดสารสำคัญในพืชผักผลไม้ ซึ่งในประเทศไทยเรามี พืชวัตถุดิบมากมายที่นำมาใช้ เช่น ลูกยอ มะขามป้อม ผลไม้ชนิดต่าง ๆตามฤดูกาล ดังนั้น น้ำหมักชีวภาพที่ดี ก็ต้องมีสารสำคัญของพืชผักผลไม้ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งในการหมักจะมีสารสำคัญออกมา สารสำคัญนี้แหละที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสุขภาพ นอกเหนือจากโปรไบโอติก ดังนั้นในวัตถุดิบที่เราหมัก จะใช้เวลาแตกต่างกันที่จะสกัดสารสำคัญออกมา

ประการที่สาม หมักยิ่งนานยิ่งดีจริงหรือ

การหมักแต่ละชนิด จะมีระยะเวลาที่เหมาะสม 2 องค์ประกอบคือ ระยะเวลาของการเจริญของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งหากมีการหมักนานกว่า 2 ปี จุลินทรีย์กลุ่มนี้ ก็จะตายหรือหมดไป อีกประการหนึ่งคือ การหมักจะทำให้เราได้สารสำคัญออกมา เพราะเมื่อสารสำคัญออกมาหมดแล้ว กระบวนการสกัดก็สิ้นสุดลง ดังนั้นหากหมักนานเกินไปก็อาจจะไม่มีประโยชน์ ในแง่ที่ว่า สารสำคัญของพืชที่ถูกสกัดออกมานั้น ไม่มีความคงสภาพในน้ำหมักชีวภาพ แต่ก็มีประเด็นว่าผู้ผลิตบางรายต้องการหมักให้นานๆ เพื่อหวังผลให้เกิดพลังงานมากๆนั้น คงต้องศึกษาวิจัยกันต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อคุณสมบัติของน้ำหมัก คือเมื่อมีการหมักจะทำให้ วิตามินซีสลายตัวไป โดยปกติคนเราจะคิดว่ารสเปรี้ยวแสดงว่ามีวิตามินซี ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิด สำหรับน้ำหมักจะมีรสเปรี้ยวเพราะเกิดจากจุลินทรีย์กลุ่มแลกติกที่อยู่ใน กระบวนการหมัก ส่วน ภาชนะบรรจุ แสง อุณหภูมิ และ อากาศ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้คุณสมบัติของน้ำหมักไม่คงตัว ดังนั้นการควบคุมคุณภาพของน้ำหมักเพื่อการบริโภคจึงต้องดูปัจจัยที่เกี่ยว ข้องเหล่านี้ด้วย

ประการที่สี่น้ำ หมักชีวภาพใช้ได้ครอบจักรวาลหรือไม่

ประเด็นนี้แหละ ที่เกิดปัญหาโฆษณาเกินจริง เพราะมีการเหมารวม ซึ่งไม่ถูกต้อง ประการแรกน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคเป็นการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร (พืช ผัก ผลไม้) เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ไม่ใช่เป็นยา ประการที่สอง น้ำหมักแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติต่างกัน จากวัตถุดิบที่ต่างกันและต้นเชื้อจุลินทรีย์ต่างกัน ดังนั้นน้ำหมักแต่ละชนิดไม่สามารถดูแลสุขภาพได้ครอบจักรวาล

ประการ ที่ห้า น้ำหมักชีวภาพแบบภูมิปัญญาชาวบ้านใช้ไม่ได้หรือ

เรื่องนี้เป็น ความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของประเทศไทยเรา ที่มีภูมิปัญญาดั้งเดิมสำคัญคือ (1) กระบวนการหมักของชุมชน (2) วัตถุดิบพืชผักผลไม้ไทยที่หลากหลาย และ (3) ภูมิปัญญาการนำพืชไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งสามประการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของน้ำหมักชีวภาพ แต่ประเด็นที่อยากทำความเข้าใจคือ แต่เดิมมาการใช้น้ำหมักชีวภาพ ใช้เป็นลักษณะพื้นบ้าน ผลิตกันเองในครอบครัวหรือในหมู่บ้าน ไม่ได้ทำจำนวนมาก ไม่มีการขาย ไม่มีการเห่อตามกระแส แต่ปัจจุบันมีการผลิตเพื่อการจำหน่ายมากขึ้น การควบคุมคุณภาพมาตรฐานจึงต้องมีการพัฒนา เพื่อความปลอดภัย และเพื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้างสุขภาพ

มีความพยายาม พัฒนาน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคในชุมชนตลอดมา และขณะเดียวกันก็มีการต่อยอดการวิจัยมากมาย เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณภาพมาตรฐาน จึงมีการวิจัยร่วมกับชุมชน เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตโดยใช้ต้นเชื้อผักดอง

ทั้งนี้ ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับศูนย์ประสานงานพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (ศพช.อย.) ได้เข้ามามีบทบาทในแง่ของการสนับสนุนงบประมาณในการวิจัยในเรื่องดังกล่าว โดยมี ผศ.ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้อำนวยการชุดโครงการวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นำไปสู่การถ่ายทอดความรู้ แนะนำแนวทางการผลิตโดยการนำเทคโนโลยีชีวภาพอย่างง่ายๆเข้ามาช่วย ตลอดจนผลักดันในการวางตัวบทกฎเกณฑ์ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพให้เป็นมาตรฐาน เดียวกัน จนได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 481/2547 ( มผช. 481/2547) เป็นมาตรฐานรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค และยังได้ร่วมมือกันจัดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ อยู่เสมอ เช่น โครงการเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-learning) การจัดเผยแพร่องค์ความรู้ในรูปแบบหนังสือและซีดี

โดยจะมีการจัด ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคขึ้นอีก ในระหว่าง วันที่ 13-14 มีนาคม 2553 ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2553 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. ติดต่อเข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ที่ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม สวทช. โทร. 02- 5648000 หรือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร 053-944343 และติดต่อบทเรียนอิเลคโทรนิคส์ได้ที่ ศูนย์หนังสือสวทช.โทร. 02-564 7000
“ หากชุมชนหรือผู้ประกอบการต้องการที่จะผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค ควรเพิ่มเติมความรู้เพื่อการผลิตที่ดี และพึงตระหนักว่าน้ำหมักชีวภาพไม่ใช่ยา แต่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงไม่ควรหลงเชื่อการโฆษณาเกินจริง ” ผศ.ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต กล่าวทิ้งท้าย



Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ