มหัศจรรย์จุลินทรีย์กู้โลก และมุมมองต่อการรณรงค์ต่อน้ำหมักของป้าเช็ง โดย ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

มหัศจรรย์จุลินทรีย์กู้โลก และมุมมองต่อการรณรงค์ต่อน้ำหมักของป้าเช็ง โดย ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat Nov 12, 2011 11:15 pm

ในช่วงที่ประสพภัยพิบิตน้ำท่วมครั้งนี้ ตอนน้ำมาไม่กี่ชั่วโมง น้ำมันขึ้นเอาขึ้นเอาความสูงจนเกือบถึง 2 ม. แต่ตอนนี้เป็นช่วงของน้ำลด ทีน้ำลด มันลดที่ละเซนติเมตรถึงสองเซนติเมตร ต้องบากบั่นสู้กับมหาวิบัติน้ำท่วมครั้งนี้ แต่ก็เป็นโอกาสอันดี ที่ได้อยู่ร่วมกันในสมาชิกครอบครัวอย่างอบอุ่น และก็มีโอกาสได้ติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ ที่ไม่ใส่สื่อหลัก เพราะสื่อหลักก็ยังน้ำเน่าอยู่ หนึ่งในรายการที่ดูแล้วดูอีก ก็คือ รายการน้ำหมักสารพัดประโยชน์ของป้าเช็ง ที่ดูของแกมาตั้งแต่แกเริ่มเปิดเคเบิลทีวีของแกเอง จ่ายเงินเอง ออกอากาศเอง สู้เอง และก็โดนจับเอง แล้วก็ดูบทความต่างๆในโลกไซเบอร์ที่มีต่อป้าเช็ง ซึ่งก็น่าเห็นใจคนสูงอายุ(หากใช้ศัพท์ของป้าเช็งก็คือ คนแก่) มีพื้นความรู้แค่ ป.4 แต่เอาประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ามาเป็นวิทยาทานให้แก่สาธารณชน กลับโดนทิ่ม โดนแทง โดนกล่าวหาสารพัดรูปแบบ ที่สำคัญคือ บรรดานักวิชาการจ๋า ที่คิดว่าตัวเองเรียนมาสูง หรือมีอำนาจ แต่รู้ไม่จริง รู้เพียงแต่สิ่งที่เป็นทาสของหนังสือหนังหาที่เขายัดใส่สมองหรือมอบประกาศนียบัตรให้มา รวมทั้งเอาความรู้สึกส่วนตัวใส่เข้าไป เพื่อหาทางโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งให้จมปฐพีไป จริงๆแล้ว ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือมองเห็นก็มีขนาดเล็ก จนกระทั่งมีขนาดใหญ่ คนหรือมนุษย์ที่บอกว่าตัวเองฉลาดแล้ว หรือเรียนมามากหรือสูงแล้ว ก็หาใช่ว่าจะรู้ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง จริงๆแล้ว เรายังไม่รู้สิ่งที่เราไม่รู้อีกมากมาย สิ่งที่เราบอกว่า เรารู้แต่จริงๆแล้วรู้ไม่จริงนั้น มีเพียงไม่น่าจะถึง 5% เสียอีกด้วยซ้ำ ดังนั้น สิ่งที่ไม่รู้ยังมีอีกมากมายเหลือเกิน ฉันใดก็เช่นกัน ทำไมคนจีน คนเกาหลี คนญี่ปุ่น เขาจึงนิยมทานกิมจิที่ได้จากการหมักด้วยกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาเป็นพันๆปี โดยอาจจะมีการศึกษาที่เรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์นั้น ก็อาจจะรู้บ้างว่า ในตัวกิมจินั้น มีจุลินทรีย์อะไรบ้าง มีสารอาหาร มีกรดอะไรบ้างในตัวกิมจิ และมีเอ็นไซม์อะไรบ้างที่อยู่ในกิมจิ แม้จะได้มีการวิเคราะห์วิจัยกันมากมายเพียงใด ก็จะรู้กันแค่ 5% เท่านั้น ที่เหลือก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ายังมีอะไรอีกบ้าง เช่นเดียวกับของป้าเช็ง ที่แกบอกว่าให้ใช้สมุนไพรนั้นสมุนไพรนี้มาทำการหมัก ก็เพราะบรรพบุรุษเราได้ทำการศึกษาทดลองกันมาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งมาตื่นตัวทำการวิจัย เพื่อหาว่าสมุนไพรเหล่านี้มาสารอะไรบ้าง พอเอาเข้าจริงๆก็ไปศึกษาหาสารตัวใดตัวหนึ่งหรือไม่กี่ตัวตามที่ได้เล่าเรียนมาหรือเท่าที่ถูกล้างสมองมาเท่านั้น และการที่ป้าเช็งแกเอาเศษอาหารมาทำการหมัก โดนย้ำนักย้ำหนาว่าจะได้ผลจะต้องหมักนานเป็นปีหรือหลายๆปีขึ้นไป พอป้าเช็งแกบอกว่าเอาเศษขยะหรือเศษอาหารเอามาหมักเท่านั้นแหละ บรรดานักวิชาการ ผู้ดีหรือเจ้าหน้าที่ก็เพ่งเล็งหาทางจับผิดทันทีว่า นี่มันเป็นเรื่องสัปดี่สัปดน กร่นด่ากันเต็มบ้านเต็มเมืองว่า เป็นคำสอนหรือคำโฆษณาะที่เพี้ยน และเป็นเหตุให้นำไปสร้างเรื่องดำเนินคดีป้าเช็ง โดยมีสื่อต่างๆทั้งหลายรุมยำรุมกระทืบเพื่อให้ป้าเช็งจมธรณีไป โดยหารู้ไม่ว่า แม้ป้าเช็งจะอายุมากแล้ว และเรียนมาแค่ ป.4 เท่านั้น แต่สิ่งที่ป้าเช็งพูดไป ทำไป ก็เพราะเป็นเรื่องที่ได้จากการปฎิบัติจากของจริง แม้ว่ายังไม่สามารถอธิบายในแง่วิทยาศาสตร์ได้ หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายๆได้ ซึ่ง อะไรก็ตาม หากเป็นสิ่งที่คนเราเอาไปใช้แล้วได้ผล มันน่าจะช่วยกันแนะนำส่งเสริม ไปทดลองไปต่อยอดต่อ แต่นี่คอยแต่จะจับผิดกัน ซึ่งจริงๆแล้ว ดร.อานนท์ได้อธิบายเรื่องนี้ว่า เหตุที่ป้าเช็งบอกว่า การหมักนั้นยิ่งนานยิ่งดีนั้นถูกต้องแล้ว เพราะอะไรก็ช่าง หากนำมาหมักแล้วใช้น้ำตาลเข้มข้นขนาดนี้ คือ ประมาณ 20% นั้น มันเท่ากับเป็นการทำน้ำปรุงให้เหมาะสมกับจุลินทรีย์บางชนิด บางชนิดที่อาจจะติดมากับวัตถุดิบ ที่ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคนั้น มันอาจจะไม่เจริญได้ดีในสภาพนี้ นอกจากนี้ การใช้น้ำตาลเป็นน้ำปรุง มันจะไปส่งเสริมให้จุลินทรีย์ประเภทยีสต์ และเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดกรดแลคติกและกรดอะซิติก ยิ่งหมักไว้นาน มันก็ใช้น้ำตาลไปมากหรือหมดไป และได้กรดเพิ่มขึ้น หากจุลินทรีย์ประเภทสร้างกรดอะซิติกหรือกรดน้ำส้มสายชูมาก ก็จะเกิดมีแผ่นวุ้นขึ้นมา แผ่นวุ้นจะหนาขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็แสดงว่า น้ำหมักก็จะเป็นกรดสูงขึ้น จนกระทั่งถึงจุดๆหนึ่ง ความเป็นกรดจะสูงเกินที่เชื้อโรคอยู่ได้ เชื้อโรคที่ติดมากับขยะหรือเศษอาหารก็จะตายไป นี่ไงที่บอกว่า ควรหมักไว้นานๆยิ่งนานยิ่งดีไง แล้วยิ่งหากเราไปใช้ผลไม้หรือผักมาทำเป็นน้ำหมัก ซึ่งปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้ ล้วนแล้วแต่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคไม่มากก็น้อย การที่เราหมักนาน และมีปริมาณกรดเพิ่มขึ้น กรดต่างๆเหล่านี้ รวมทั้งเอ็นไซม์ที่มันเกิดขึ้นในขบวนการหมัก มันก็จะไปทำลายสารพิษดังกล่าว และการหมักไว้นานๆ สารพิษหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายมันก็จะสลายไปเองด้วย ก็จะทำให้น้ำหมักยิ่งหมักนานยิ่งมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ในช่วงที่ครอบครัวของเราไปทำงานอยู่ในต่างประเทศ เราก็ใช้น้ำหมักนี้แหละไปรักษาโรคอะไรต่ออะไรมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของเห็ดเป็นยา วันนี้จะต้องเอามาตีแผ่เสียทีว่า เห็ดทุกชนิดมีคุณสมบัติเป็นยาทั้งน้าน แล้วเห็ดบางชนิด ที่เราเห็นว่า เป็นเห็ดพื้นๆ ไม่น่าจะมีสรรพคุณทางยาเลย เช่น เห็ดนางรมนั้น กลายเป็นเห็ดเป็นยาที่สำคัญที่สุด ที่มีมูลค่าในการสกัดเอายาจากเห็ดนางรม น่าจะมากกว่า เห้ดเป็นยาอื่นใดที่ว่าแน่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหลินจือ หรือเห็ดถั่งเช่า ที่มีราคา กก.ละหลายล้านบาท ก็ยังสู้เห็ดนางรม ที่เอาแค่บริษัท Pfizer อย่างเดียวสกัดเอาสารในกลุ่มสแตตินจากเห็ดนางรม ขายปีละไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนล้านบาท(นี่ตัวเลขบริษัทเดียวและเฉพาะปี 2551 เท่านั้น) เอาล่ะรายละเอียดเรื่องเห็ดเป็นยานั้น คอยติดตามหนังสือเห็ดเป็นยา เขียนโดย ดร.อานนท์ ที่จะพิมพ์ออกเร็วๆนี้ก็แล้วกัน ทีนีวกมาถึงเรื่องการหมักของป้าเช็งว่า คำว่า เห็ดทุกชนิดที่มีสรรพคุณเป็นยา เพราะ เห้ดมันกินอาหารพวกน้ำตาลในรูปแป้ง เซลลูโลส ลิกนิน โดยมันจะเก็บน้ำตาลบางอย่างไว้ในรูปที่มีแขนที่จับกันแน่น ที่เขาเรียกว่า โพลีแซคคาไรด์(Polysaccharides) ของน้ำตาลหลายชนิด หลายรูปแบบ โดยแขนการจับดังกล่าวจะมีความยาวและมีน้ำหนักต่างกัน เห็ดส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลที่มีแขนจับกันที่มีน้ำหนักเบานั้น มันจะมีคุณสมบัติทางยา ที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน เพื่อทำให้ร่างกายต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็ง และเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ หรือไวรัสตับ แต่ร่างกายไม่สามารถนำเอาสารดังกล่าวจากเห็ดไปใช้ได้โดยตรง เคยได้ยินไหมว่า สปอร์ของเห็ดหลินจือ ที่มีราคาแพงๆนั้น เขาลือกันว่า มันมีสรรพคุณทางยาสูง คนส่วนใหญ่หลงเชื่อ ก็จะบ้าจี้ไปกับกระแสการโฆษณาดังกล่าว ยิ่งคนที่พอมีจะกิน พอใกล้จะตาย หากมีใครมาโฆษณาอะไรก็คว้าเอาไปหมด เช่นเดียวกัน หากใครหลงเอาสปอร์เห็ดหลินจือเข้าไปแล้ว มันจะไปเร่งทำใหเผู้ป่วยตายเร็วเสียอีก เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แม้ว่า มันอาจจะมีสารอะไรก็แล้วแต่ในตัวมันอยู่สูง แต่ร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารพวกนี้เอาไปใช้ได้ แม้แต่ตัวเห็ดเองมันยังเอาไปใช้ไม่ได้ มันจึงเก็บไว้ในตัวของมันไง แต่บางคนอาจจะใช้ได้ผล หากคนๆกินเข้าไปในวันที่เขาลืมแปรงฟันหรือล้างปากในตอนเช้า เขาอาจจะกลืนเอาจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในปากเข้าไปในร่างกาย แล้วเจ้าจุลินทรีย์พวกนี้ จะไปช่วยย่อยสปอร์เห็ดหลินจือ จนสารดังกล่าวร่างกายเอาไปใช้ได้ คนๆนั้นก็จะรอดตายราวปาฎิหาริย์ได้ นี่ไง เรื่องของป้าเช็งจึงไม่ใช่เรื่องงมงายหรือเหลือเชื่อ มันเป็นเรื่องจริง เรื่องที่ถูกต้อง เพียงแต่แกไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ ดร.อานนท์ทำมาโดยตลอด และเอาเห้ดมาทำยา ก็ด้วยการเอาเห็ดมาทำการหมักให้สารที่มีสรรพคุณทางยาแตกตัวออกมาอยู่ในรูปที่ร่างกายมนุษย์เอาไปใช้ได้เสียก่อน จึงจะเอาไปให้ผู้ป่วยทาน (พอพูดมาถึงตอนนี้ คิดถึงคุณบรรจงจัง ที่แกรักษาเมียแกด้วยเห็ดหลินจือหมัก และก็ได้ผล เพื่อนแกก็ได้ผล ตอนนี้แกหายไปจากกระดานข่าวนี้ไปนานพอสมควร ว่างๆก็เขียนมาคุยบ้างสิ) ดร.อานนท์ ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ท่านเองนั้นแหละที่เป็นคนตั้งชื่อคำว่า เห็ดรัสเซีย เมื่อปี 2517 เมื่อครั้งที่นักเรียนเซนต์จอนเอาน้ำชาเปรียว(ผวนมาจากคำว่าชาเปรี้ยว)เอามาให้ มีลักษณะคล้ายน้ำชา แต่ภายในมีแผ่นวุ้นติดมาด้วย แกบอกว่า เป็นเห็ดมหัศจรรย์ บอกว่า ครอบครัวแกได้มาจากจีน ตอนนั้นเรากับจีนเป็นปฎิปักษ์กันอยู่ ดร.อานนท์ก็เลย เอามาทดลองเพาะดูตามสูตรที่เขาให้มา คือ ต้มน้ำชาแล้วใส่น้ำตาลไป 20% ใส่ในขวดโหลหรือขวดปากกว้าง เมื่อน้ำเย็นแล้วก้เอา เห็ดมหัศจรรย์ใส่เข้าไป ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน แผ่นวุ้นมหัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้น แล้วหนาขึ้นเรื่อยๆ ประมาณเดือนแผ่นวุ้นก็จะหนาเป็นนิ้ว พอนำไปตรวจสอบส่องกล้องดู และไปวัดค่าความเป็นกรด-ด่างดู พบว่าเป็นกรด ค่าพีเอซประมาณ 3.2 และเป็นกรดน้ำส้มสายชูนั่นเอง ซึ่งละม้ายคล้ายคลึงกับสมัยที่อากงหรือคุณพ่อของ ดร.อานนท์ ทำน้ำส้มสายชูโดยใช้สาโทแล้วเอากล้วยหักมุกสุกงอมใส่เข้าไปประมาณ 3 สัปดาห์ก็จะได้ทั้งวุ้นและน้ำส้มสายชู ซึ่งก็เป็นเชื้อชนิดเดียวกัน เพียงแต่การนำเสนอของนักเรียนคนนี้น่าสนใจมาก เพราะแกบอกว่า ทางบ้านแกทานทุกวันๆละครึ่งแก้วหรือประมาณ 100 ซีซีต่อวันเมื่อทานไปแล้วเท่าไหร่ ก็จะชงชาผสมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งใส่เข้าไปแทน ก็ปรากฎว่า คนที่ทานหน้าตาเต่งตึง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ไม่มีสิวมีฝ้า ลดความอ้วนได้ ใครที่เป็นโรคกระเพาะ โรคความดันโลหิตสูงก็หายได้ และ ดร.อานนท์เอามาทำลองด้วยตัวเอง ก็เป็นเช่นนั้น แจกจ่ายให้คนอื่นไปใช้ไปทำก็เป็นเช่นนั้น แต่แทนที่จะบอกว่าเป็นเห็ดมหัศจรรย์ ก็เลยตั้งชื่อใหม่ว่า ทำชาเปรียวจากเห้ดรัสเซีย เพื่อเบี่ยงเบนไปว่าเราไม่ได้ฝักใฝ่คอมมิวนีสต์จีน เพราะช่วงนั้นนักศึกษากำลังโดนตามล่า นับตั้งแต่นั้นมา เห็ดรัสเซียดังมาก นี่ก็เพิ่งมารู้ว่า ป้าเซ็งก็เป็นหนึ่งในนั้น ตามที่ป้าเซ็งบอกว่า ทำวุ้นนี้มาตั้งแต่ปี 2526 ก็แสดงว่า ก็น่ามาจากสาเหตุของการเริ่มต้นดังกล่าวตั้งแต่ ปี 2517 ของ ดร.อานนท์นั้นเอง ดังนั้น วันนี้ ขอเปิดประเด็นเสียเลยว่า สิ่งที่ป้าเช็งแน่นำส่งเสริมหรือรณรงค์ทำน้ำหมักนั้นถูกต้องแล้ว ทางอานนท์ไบโอเทคขอสนับสนุนเต็มที่ ทราบว่า ป้าเช็งกำลังมีแผนที่จะเดินทางไปประเทศจีน เพื่อจะไปหาเห็ดมาทำเป็นยา ด้วยการไปซื้อมาจากจีนนั้น หากใครรู้จักป้าเช็ง ช่วยบอกแกด้วยว่า อย่าไปเอาจากจีนมาเลย ของเรามีดีกว่าของจีนเสียอีก และตอนนี้ มีเห็ดที่เป็นยาหลายตัว เราก็ส่งไปขายจีนมากมายมหาศาลอยู่แล้ว นี่รวมทั้งเห็ดหลินจือที่เพาะแถวบ้านนาและวิหารแดง ก็ส่งไปที่จีน บอกป้าเช็งเถอะว่า เอาเห้ดจากไทยดีกว่า มีเหลือเฟือ เสียดายที่ไม่เคยเจอและไม่เคยรู้จักพูดคุยกับป้าเช็งมาก่อน หากสามารถทำงานร่วมกันได้ เราน่าจะช่วยกันลุยเรื่องนี้ให้ดังระเบิดไปทั่วโลกเลย เรามีของเราดีอยู่แล้ว หากสมาชิกท่านใดที่เป็นลูกศิษย์ป้าเช็งอยู่แล้ว ลองเอาบทความนี้ไปให้ป้าอ่านดู แล้วหากมีทางใดที่เราจะร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์ ทางอานนท์ไบโอเทคยินดีครับ อย่าลืมน๊ะครับสำหรับชาวเห็ดทั้งหลาย เห้ดทุกชนิดที่ท่านเพาะอยู่นั่น ล้วนแล้วแต่เป็นยาที่ทรงคุณค่า ถ้าจะให้ได้ผลในการรักษาโรคมนุษย์ จะต้องผ่านการหมักแบบเดียวกับที่ป้าเช็งทำ เพียงแต่แทนที่จะไปรอคอยเชื้อที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มันมีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะมีเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคมนุษย์ ทางที่ดี ควรใช้เชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่สามารถนำไปบริโภคได้ คือ เชื้อยูเอ็ม 92 เป็นตัวเร่งการหมัก ที่แทนที่จะใช้เวลาเป็นปี ก็จะลดเวลาลงเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น รายละเอียดในเรื่องการหมักเห้ดเป็นยากำลังจะคลอดเร็วๆนี้

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

สุดยอดครับ ถ้าลุงกับป้าร่วมมือกันได้

ตั้งหัวข้อ  Phakin on Mon Nov 14, 2011 7:30 am

Very Happy ผมเห็นด้วยครับกับการร่วมมือกันของลุงกับป้า ถ้าลุงกับป้าร่วมมือกันได้ผมว่าน่าจะต่อยอดพัฒนาสิ่งดีๆ ที่มีประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติได้ น่าจะลดการใช้ยาจากต่างประเทศที่มีราคาแพงมากๆได้

Phakin

จำนวนข้อความ : 317
Join date : 26/08/2011
Age : 51

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ลุยออกบ้านได้แล้ว มุ่งตรงไปที่ร้านของป้าเช็งที่ตลาดโรงเกลือเลย เจอแต่ถังเปล่าและคนมาซื้อกับคนรอขาย

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Nov 14, 2011 8:57 pm

หลังจากเอาเทปวัดๆแล้ววัดอีกว่า ความสูงของน้ำน่าจะต่ำกว่าท่อไอเสีย พอกะว่ามันปริ่มๆประมาณ 50 ซม.แล้ว ตัดสินใจเอารถซูซูกิ แคริเบี่ยน ที่ ดร.ภูษณ ปรีย์มาโนชให้ไว้ใช้ เพราะเป็นรถมีความสูง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ปรากฎว่าประสพผลสำเร็จ เอารถลงจากกองอิฐที่เตรียมเอามาปูพืนได้ ก็เลยยกโขยงกันไปทั้งครอบครัว ออกไปซื้อข้าวซื้อของที่โลตัสบางประอิน แต่ก่อนไป ก็แวะไปดูสถานที่ที่ป้าเช็งย้ายมาบริการที่ตลาดโรงเกลือเป็นการประเดิม เผื่อว่าจะได้เจอป้าเช็ง แต่ก็ไม่เจอ เจอแต่มีคนข้ามน้ำข้ามคลองมาซื้อของเตรียมไปหมักกันไม่น้อยทีเดียว ก็น่าดีใจที่คนไทยให้ความสนใจเรื่องนี้ และดีใจที่ได้ไปเห็นกับตาตัวเอง จากนั้นก็ไปซื้อของที่จำเป็นที่โลตัส ก็โอเค ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ยกเว้นคาดการณ์ผิดไปหน่อยตรงที่เอารถลงจากที่จอดได้ แต่พอออกจากประตู น้ำท่วมเข้าทางประตู เลยท่อไอเสียประมาณสัก 6 นิ้ว เลยต้องรีบลุยออกไปถึงปากซอยอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ลูกสาวเดินลุยน้ำตาม ก็สนุกกันพอสมควร ขายกลับมาก็เจอภาพน่าเศร้าที่มองดูรั้วต้นไม้ที่เคยเขียวเคยงาม ปัจจุบันภาพนั้นไม่มีแล้ว มีแต่ภาพต้นไม้ตายแบบไม่มีวันฟื้น เสียเวลาตัดเสียเวลาเล็มให้เข้าที่เข้าทางมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว เอาเถอะตายไปก็ปลูกใหม่ วันนี้ ทางธนาคารทหารไทย ทั้งสำนักงานใหญ่ และสาขาที่ทางอานนท์ไบโอเทคใช้บริการอยู่ที่สาขาอุดมสุข ก็ได้โทรมาสำรวจและให้กำลังใจ ก็คงจะต้องมานั่งเริ่มต้นเป็นหนี้กันใหม่อีก ทั้งๆที่เหลือเวลาอีกแค่ 5 ปีก็จะเป็นไทแก่ตัวเองแล้ว นี่ก็คงต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาปรับปรุงงานที่ฟาร์มและเริ่มนับหนึ่งกันใหม่อีก


ตอนนี้พอใส่ชุดลุยน้ำที่เป็นบูทยกสูง โดยใช้เชือกผูกที่เอว ยึดด้วยตัวหนีบเพื่อป้องกันการหลุดลุ่ยลงขณะย่างก้าว(ออกแบบโดย อ.เยาวนุช ใช้ได้ผลดีมาก)


ลูกบ๊อบหัวแก้วหัวแหวนของตายาย ไปลุยที่ไหน แกก็ต้องขอติดตามไปลุยด้วย

รถปิ๊กอัฟก็ยังลอยอยู่บนแพ ยังลงไม่ได้ เพราะระดับน้ำยังสูงอยู่

ซูซูกิแคริเบี้ยนขับเคลื่อนสี่ล้ออยู่บนกองอิฐ ที่เตรียมตัวลงปฎิบัติหน้าที่ แต่ปรากฎว่า มีกองทัพมดง่ามมาออกลูกออกหลาน มีตัวพญานับพันๆตัวอาศัยอยู่อย่างสุขสำราญเป็นกองทัพจำนวน 1 กองพล กว่าจะเอามันออกได้ ใช้เวลาเกือบทั้งวัน เวลาเอารถไปจอดที่ไหน ไม่ว่าหน้าร้านป้าเช็ง หน้าโลตัส มันออกมากองกันตายเป็นกระป๋องๆ เพราะมันโดนไบกอนเข้าไป 2 กระป๋อง

ฝ่ายสนับสนุน คือ ลูกสาว(น้องผึ้ง) ก็ไปยืมเอาท่อระบายอากาศของโรงเพาะเห็ดฟางขนาด 4 นิ้ว เอามาสวมที่ปลายท่อไอเสีย เพื่อพร้อมลุยน้ำลึก

รั้วหน้าห้องแลปตายเกลี้ยง

ด้านหลังห้องแลปน้ำลดไปเกือบเมตรแล้ว สังเกตดูรอยน้ำ

ต้นไม้ที่เป็นรั้วข้างถนนด้านในตายเรียบเช่นกัน รวมทั้งต้นไทรเซียราด้วย



ที่สุดแสนเจ็บปวดที่เอาไว้ดูต่างหน้านายบรรหารและนายธีระ ก็คือ รั้วที่คอยฟูมฟักมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำฟาร์ม ในอดีตใครเห็นก็มีความรู้สึกร่มเย็นและสวยงาม แต่บัดนี้ มันคงเหลือแต่เศษซากของต้นไม้แห้งตายด้วยน้ำท่วมอันเป็นฝีมือของคนที่เห็นแก่ได้แท้ๆ


และแล้วชีวิตก็ต้องมาเคว้งค้างเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ กับหนี้ที่จะต้องแบกเพิ่มอีกก้อนโต ไม่ทราบว่า เมื่อไหร่มันจะหมดทุกข์เสียที เอาเป็นว่า เรามาเริ่มทำน้ำหมักสนับสนุนงานป้าเช็งดีกว่า แต่เราชาวเห็ด ควรจะใช้เห็ดที่มีสรรพคุณเป็นยา มาทำการหมัก และใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จะต้องไม่ต้องเสียเวลาหมักกันเป็นปีๆหรือสิบปี ลดเวลาลงเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันด้วยกรรมวิธีที่ได้รับการพัฒนาไปแล้ว

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics
» จากเด็กปี 1 ครับ เกี่ยวกับสถานที่ที่สอบและ การแต่งกาย
» ใครสอบผ่านวิชา FR251 บทอ่านภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับอารยธรรมฝรั่งเศสแล้วบ้างครับ
» สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาฝรั่งเศสที่ใกล้ตัวเรา
» สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเชิญชวนนักศึกษาทุกท่านที่มีหนังสือค้างส่ง นำหนังสือ คืน โดย ไม่เสียค่าปรับ
» Facebook ของกลุ่มนักศึกษาวิชาเอกอังกฤษ

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ