ต้นไม้ยักษ์ล้มเสียงดังกัมปนาท สมกับคำว่ายักษ์ล้มจริงๆ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ต้นไม้ยักษ์ล้มเสียงดังกัมปนาท สมกับคำว่ายักษ์ล้มจริงๆ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Dec 19, 2011 5:55 am

เวลาประมาณตีสามกว่าๆของคืนวันที่ 18 ธ.ค. หรือเช้าตรู่วันที่ 19 ธ.ค. 2554 ได้รับแจ้งจาก ดร.อานนท์ว่า ต้นเบาบับยักษ์ล้มไปเสียแล้ว ซึ่งเป็นการล้มในวันที่พวกเรากำลังกลับมาถึง จากการไปร่วมเปิดงานพืชสวนโลก ที่ทางอานนท์ไบโอเทคไปร่วมออกงานด้วยนั้น ต้องยอมรับว่า งานนี้ มีซากของความยิ่งใหญ่ในอดีต คือ จากการจัดงานครั้งแรก ที่จัดกันอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีของประเทศจริงๆ ฝูงมหาชนหลังหลังเข้าดูงาน ชนิดที่ต้องเบียดเสียดยัดเยียดแย่งกันซื้อตั๋วเข้าไปชมความหลากหลายทั้งทางด้านวิชาการและความงดงามของทั้งพืช ผัก ต้นไม้ ดอกไม้ สมุนไพร รวมทั้งเห็ดด้วย มีทั้งเป็นผลงานของคนไทย และได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศมากมายหลายประเทศที่เข้ามาร่วมจัดงาน ดังนั้น จึงมีดำริกันว่า ปัจจุบัน ผลของความสำเร็จอันงดงามในการจัดงานพืชสวนครั้งแรก ประกอบกับพรรณไม้ที่นำเอามาโชว์ในครั้งนั้น ก็กำลังออกดอกออกผล ดูแล้วร่มรื่น ที่หาดูได้ยากในพื้นที่เดียวกัน จึงได้มีการจัดงานพืชสวนคราวนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพราะแทบจะไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว แต่ผลที่ออกมามันไม่เป็นไปอย่างที่คิดคาดการณ์กันไว้เลย ทุกอย่างมันตรงกันข้ามไปหมด ทั้งๆที่ของเก่าดีอยู่แล้ว แค่เอามาปัดฝุ่นเท่านั้น ก็ดำเนินการได้อย่างสบายอยู่แล้ว แต่ก็ด้วยความด้อยประสบการณ์ มุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริหารโครงการ งบประมาณแม้จะถูกทุ่มเข้าไปมากมายมหาศาล แต่กลับไปติดค้างอยู่ที่ไหนไม่ทราบ ข้าราชการที่จำใจเข้าไปดำเนินการ ทุกคนไม่สามารถปริปากวิพากย์วิจารณ์ได้เลย เพราะมันเป้นชุดเดียวกับพวกที่บริหารน้ำจนเป็นเหตุให้น้ำท่วมครั้งใหญ่ทั่วทั้งประเทศ งานพืชสวนโลกครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความล้มเหลวอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่น่าให้อภัยแก่ผู้บริหารชุดนี้เลย เป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้าที่สุด ใครไปในงานนี้ แม้ว่า จะมีสิ่งที่ดีๆมากมายที่น่าจะเข้าไปดู แต่ต้องเอาผ้าปิดจมูกไปด้วย เพราะห้องน้ำห้องท่าสุดแสนที่จะสกปรก ส่งกลิ่นเหม็นคลุคลุ้งไปทั่ว ใครก็ตามที่เข้าไปในงานจัดนิทรรศการภายในอาคาร ที่ทุ่มเงินกันอย่างมหาศาล ที่จะเอาของแปลกจากทั่วโลกมาโชว์ โชว์ได้แค่วันสองวัน ก็กลายเป็นที่ขายสินค้าแกะสลักของคนดำกลุ่มเดิมที่เคยเอาของมาขายที่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำไปเมื่อครั้งจัดงานครั้งแรก แล้วห้องน้ำที่อยู่ในอาคารส่งกลิ่นเหม็นอบอวลน่าขายหน้า ที่นั่งสีขาว ที่วางอย่างสวยงามเป็นลายกนก เชื่อมต่อระหว่างอาคารแสดงสินค้าในร่ม ที่ดูแล้วมีความสง่า พอเข้าไปใกล้ๆ ไม่มีใครกล้านั่ง เพราะมันเต็มไปด้วยฝุ่นสกปรกที่สะสมมาหลายปีแล้ว ทั้งๆที่น่าจะมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการตกแต่งซ่อมแซมของที่มีอยู่แล้ว พอเข้าไปในห้องน้ำ ทุกคนชมเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต่างจากประเทศจีนในอดีตเลย เพราะแทนที่จะมีคนดูแลทำความสะอาดห้องน้ำอย่างเพียงพอ กลับเป็นว่า ห้องน้ำขนาดใหญ่ รองรับคนได้ครั้งละเป็นร้อย กลับมีคนดูแลเพียงคนเดียวหรือสองคนเท่านั้น นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่น่าละลายอย่างยิ่ง ข้าราชการที่เกี่ยวข้องต่างก็ไม่สบายใจ พูดอะไรก็ไม่ได้ เพราะเกรงใจคนสุพรรณเขา แล้วผลที่ออกมา แทนที่จะเป็นงานพืชสวนโลกอันยิ่งใหญ่ กลับกลายเป็นงานพืชสวนร้าง ที่มีคนที่ถูกเกณฑ์มาจากทั่วสารทิศเข้ามาชมเท่านั้น แต่แทนที่จะเข้ามาชมแล้ว จะได้ของที่ดีๆ ความรู้สึกที่ดีๆ แต่แทบทุกรายต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ดูดีเฉพาะของเก่าที่คราวที่แล้วเขาทำไว้ดีแล้วเท่านั้น ถามว่า แล้วน่าจะไปดูไหม ก็ขอตอบว่า น่าไปดูเพื่อย้อนไปในอดีตที่ชุดแรกเขาทำเอาไว้เป็นอย่างดีเท่านั้น ส่วนของใหม่ๆมันแทบจะไม่มีอะไร ยกเว้นชิงช้าสวรรค์ที่ไปเช่าเขามาเป็นเงินนับร้อยล้านบาท ที่ดีเหมือนจะเป็นจุดต่างจากครั้งก่อน แต่ใครก็ตาม ที่ตัดสินไป ควรจะเข้าห้องน้ำห้องท่าและเตรียมห่อข้าว อาหารการกินและน้ำเข้าไปด้วย ทั้งนี้ เพราะพอคนเข้าไปน้อย ร้านค้าทั้งหลายที่เสียค่าเช่าแพงก็อยู่ไม่ได้ เลยพร้อมใจกันขึ้นราคาอย่างถ้วนหน้า อาหารเคยทานเช่น ส้มตำ ที่ราคา 30-35 บาท ในวันที่เปิดงาน คือ วันที่ 14 ธันวาคม พอเวลาผ่านไป 3 วันก็ขึ้นราคาเป็น 50-60 บาทแล้ว แถมมะละกอที่ใช้ตำลดลง เอาผักหนุนให้มากเข้าไว้ แล้วขอแนะนำว่า ควรไปในช่วงกลางวัน พร้อมทั้งเตรียมเอาไฟฉายติดตัวไปด้วย หากจะอยู่ถึงมืด เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยไล่ปิดไฟตามสถานที่จัดงานต่างๆ เพื่อเป็นการประหยัดไฟฟ้า เช่น แถวที่เขามาร่วมจัดงานสมุนไพรค่อนข้างยิ่งใหญ่ และเป็นจุดที่คนไปใช้เวลาในการดูงานและศึกษารายละเอียดที่น่าสนใจมาก พอเริ่มจะมืดลง ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาตัดไฟมืดมิดตั้งแต่หัวค่ำ ทั้งๆที่งานเลิกถึงสามทุ่ม เอ๊ะ ฤาว่า งานนี้ มันกำลังส่อสัญญาณว่า พญามังกรกำลังจะไปไม่รอดแล้วหรือไง ดูแล้วทำอะไรๆก็เป็นขาลงทั้งสิ้น พอพวกเรากลับกันมาถึงที่อานนท์ไบโอเทค เวลาประมาณ ตีสามกว่าๆเห็นจะได้ ทุกคนจะต้องสะดุ้งตื่นกับเสียงดังกัมปนาท พื้นสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เสียงดังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายนาที ทั้งหมาทั้งแมวต่างเห่าหอนด้วยความตกใจ พอรีบตื่นไปดู ปรากฎว่า ต้นเบาบับ ที่เป็นต้นใหญ่ที่สุด ของอานนท์ไบโอเทค ได้ล้มครืนลงมาแน่นิ่ง ซึ่งต้นไม้ต้นนี้ ใครๆที่เคยเข้าไปยังอานนท์ไบโอเทค ก็คงจะเห็นถึงความส่งาสวยงาม แม้มีอายุเพียง 7 ปีกว่า แต่ก็มีขนาดลำต้นโตเกือบ 2 คนโอบ ก่อนที่มันจะล้ม มันได้ออกดอก ออกผลเต็มต้น ราวกับว่า มันมีความสุขและได้สืบลูกสืบหลานอย่างสมบูรณ์แล้ว จากนั้นใบมันก็ร่วงตามฤดูกาลของมัน เพราะใบมันต้องร่วงในช่วงฤดูแล้ง แบบโกร๋น คือ ไม่มีใบเหลือเลย แต่ด้วยความที่มันมีรูปทรงอ้วนพุงพุ้ย กิ่งก้านสาขาเล็ก พอใบมันร่วงหมด จุงมีลักษณะเหมือนต้นไม้ที่เอาหัวปักลงดิน เอารากชี้ฟ้า ด้วยเหตุนี้ ภาษาอังกฤษ เขาจึงเรียกต้นนี้ว่า ต้องรากชี้ฟ้า (Up root tree) ใครล่ะจะคิดว่า ต้นเบาบับที่อ้วนถ้วนแข็งแรง บึกบึน มีฐานลำต้นใหญ่โต แม้กระทั่งน้ำท่วมอยู่เกือบ 2 เดือนก็ไม่ตาย ยังงามเอางานเอา แต่ทำไมล่ะ พอน้ำลด ต้นแล้ว ต้นเล่า ล้มลง ตายไปอย่างไม่มีท่า หรือว่า นี่กำลังจะเป็นการบอกว่าอะไรสักอย่างหรือไม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ที่แน่ๆที่ทางเราได้เรียนรู้คือ ความยิ่งใหญ่ของเอ็นไซม์ที่แม้จะมองมันไม่เห็น แต่มันมีทั้งขอดีและข้อเสีย จริงๆแล้ว ต้นเบาบับที่ตายและล้มครืนลงไปนั้น เป็นผลของการเข้าทำลายของเอ็นไซม์นั่นเอง แล้วเป็นการยืนยันและเป็นตัวอย่างอันดีว่า เอ็นไซม์มันมีพลังอันมหาศาล มันสามารถล้มยักษ์ได้ในเวลารวดเร็วจริงๆ ช่วงที่น้ำยังท่วมอยู่ ต้นเบาบับยังยืนอยู่ได้อย่างสบาย เพราะมันยังดูดอาหารได้จากน้ำที่ท่วมมันอยู่ แต่พอน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว เปลือกของมันบางส่วนมีราดำ ราสีขาว และราสีส้มเกิดขึ้นบนเปลือก แรกๆ มันเกิดแค่นิดเดียว บางต้นที่ได้เอาจุลินทรีย์ยูเอ็ม 92 ฉีดเข้าไป ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนบางต้น ที่คนงานละเลยในช่วงที่พวกเราไปร่วมจัดงานพืชสวนครั้งนี้ ไม่ได้ทำการฉีดยูเอ็ม 92 เข้าไป ปรากฎว่า เชื้อราดังกล่าวเจริญเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อข้างในภายในลำต้นจนรอบ ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 10 วัน ต้นไม้ขนาดใหญ่ชนิดที่ต้องใช้คนโอบเกือบสองคน ล้มครืนตายลงอย่างไม่เป็นท่า นี่ก็เพราะเอ็นไซม์ที่เชื้อราเข้าไปย่อยสลายลำต้นในส่วนที่เคยถูกน้ำท่วมมาก่อน จึงไม่แปลกอะไร ที่มนุษย์เรา บางคนอาจจะตายเพราะเชื้อโรค หรืออาหารเป็นพิษในระยะเวลาที่สั้นมาก จึงถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ที่อยากให้สมาชิกทุกท่าน จงใคร่ครวญ หมั่นศึกาาหาความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของความรู้ ความลี้ลับในเรื่องของเอ็นไซม์ เพราะชีวิตของเราดำเนินการได้ด้วยเอ็นไซม์ การที่เราเจ็บไข้ ได้ป่วย หรือแก่ตัว ความจำเสื่อม ฟันหลุด ผมร่วง ผิวหนังเหี่ยวย่น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นความเสื่อมของเอ็นไซม์แทบทั้งสิ้น แต่ด้วยความที่หลายคนคิดว่า เรื่องของเอ็นไซม์นั้น เป็นเรื่องของหมอ หรือคนที่เรียนมาสูงเท่านั้น หากท่านคิดเช่นนี้ เท่ากับท่านปิดประตูที่ท่านเองน่าจะรู้ เพราะท่านเป็นเจ้าของชีวิตของท่านเอง จริงๆแล้ว เอ็นไซม์เป้นเรื่องที่เข้าใจไม่ยากเลย ดร.อานนท์ ได้เขีนยเรื่องเอ็นไซม์เพื่อเป็นวิทยาทานให้อ่านกันฟรีๆในเวปนี้แล้ว จงไปอ่านหรือทำความเข้าใจและทบทวนดู ท่านจะเห็นถึงความมหัศจรรย์ของเอ็นไซม์ และหากท่านนำเอามันมาเป็นประโยชน์ ชีวิตท่านจะปลอดโรคปลอดภัย มีชีวิตอยู่แบบยั่งยืนนานได้โดยไม่ต้องอาศัยหยุกอาศัยยาอย่างบ้าคลั่งดั่งปัจจุบัน และก็จะได้ไม่ต้องเป็นเหยื่อที่จะต้องไปซื้อเอ็นไซม์มาทาน เพราะท่านสามารถทำได้เองด้วยกรรมวิธีที่แสนจะง่ายและราคาถูก มีอยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ทางคณะทำงานของอานนท์ไบโอเทค จะนำเอาประสบการณ์เรื่องของเอ็นไซม์ในแง่มุมต่างๆมาเล่าสู่ให้ฟังต่อๆไป อย่างไรเสีย ก็ขอไว้อาลัยอาวรณ์ยิ่งกับต้นเบาบับที่ครั้งหนึ่งมันเคยโตตระหง่านให้ร่มให้ความสุขแก่พวกเรา สาธุๆๆๆๆๆๆ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้นไม้ยักษ์ล้มเสียงดังกัมปนาท สมกับคำว่ายักษ์ล้มจริงๆ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Dec 19, 2011 8:47 am


รูปใหม่สดๆร้อนๆ ถึงสภาพอันหมดท่าของยักษ์ใหญ่ และจากปัญหาน้ำท่วมที่ทำให้อานนท์ไบโอเทคราบเป็นหน้ากลอง

รูปต้นไม้ที่ราบเป็นหน้ากลอง เอามาให้ดู เผื่อว่าคุณบรรหารและนายธีระจะได้ดูเอาไว้ว่า การที่จะผันน้ำไม่ให้คนสุพรรณเดือดร้อน แล้วไปสร้างความเสียหายให้พื้นที่อื่น ผลมันก็เป็นเช่นนี้ พูดไม่ได้ เพราะน้ำมันท่วมปาก

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ