วิตามิน C กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์ย่อย Polysaccharide ในเห็ด

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

วิตามิน C กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์ย่อย Polysaccharide ในเห็ด

ตั้งหัวข้อ  Ama Gan on Sun Jan 22, 2012 2:50 pm


วันนี้มาเยี่ยมเวป.พร้อมกับคำถามที่รอการตอบให้เป็นแสงสว่างส่องทางเห็ดเป็นยา

เกี่ยวกับเรื่อง วิตามิน C กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์ย่อย Polysaccharide ในเห็ด ดังที่ทราบมาว่า Polysaccharide ในเห็ดที่รักษามะเร็งได้นั้น ร่างกายจะนำมาใช้ได้ดีจะต้องมีการกระตุ้นด้วยวิตามินซีจากผักสดหรือผลไม้สด แต่ถ้าหากว่า เราจะนำเอาเห็ดฟางซึ่งมีวิตามินซีมาก มาหมักด้วยจุลินทรีย์หรือหมักอย่างป้าเช็งแล้ว ขอเรียนถามท่านดร.หรือคุณไผ่ว่า
1. วิตามินซีที่อยู่ในเห็ดฟางสด เมื่อหมักแล้ววิตามินซีนั้นยังคงอยู่เหมือนเดิมหรือไม่
2. ต่อเนื่องจากข้อ 1. หากวิตามินซียังคงอยู่ จะทำให้มีผลต่อการย่อย Polysaccharide ในเห็ด ดีกว่า เหมือนเดิม หรือลดลง จากการทานเห็ดฟางโดยไม่หมัก
จะรอคำตอบเพื่อเป็นแสงสว่างต่อการปฏิบัติที่ถูกแนวทาง ขอบคุณมาก

Ama Gan

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 15/01/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

วิตานินซีกับการย่อยสาร โพลี่แซคคาไลด์

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Jan 23, 2012 9:12 am

ทีแรกพวกเราก็เข้าใจกันเช่นนั้นว่า เอ้ ทำไม บางคนทานเห็ดเป็นยาไปแล้วก็ได้ผลดี้ดี แต่บางคนไม่ได้ผลเอาเสียเลย แต่ตอนหลังเราก็พบว่า หากมีการสนับสนุนให้ผู้ที่ทานเห็ดเข้าไปนั้น ให้ทานวิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิก เข้าไป ก็ได้ผลดีขึ้น เราจึงเข้าใจว่า วิตามินซีน่าจะมีผลต่อการย่อยสารโพลี่แซคคาไลด์เป็นแน่แท้ แม้กระทั่งหนังสือการเพาะเห็ดหลินจือ ที่เขียนโดย ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ก็มีการแนะนำสูตรในการทำน้ำเห็ดหลินจือแทบทุกสูตร ให้ใช้วิตามินซีใส่เข้าไปด้วย แต่เมื่อมีการทดลองกันทางวิทยาศาสตร์จริงๆกลับพบว่า วิตามินซี ไม่มีความสามารถในการย่อยสารโพลี่แซคคาไลด์ดั่งที่พวกเราเข้าใจกันเลย วิตามินซีเป็นเพียงทำให้สภาพภายในระบบย่อยของเรามีความเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งสภาพเช่นนี้ จะเหมาะอย่างยิ่งในการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่อยู่ในลำใส้ของมนุษย์ และเจ้าจุลินทรีย์พวกนี้ต่างหาก ที่มันสามารถที่จะไปย่อยสารโพลี่แซคคาไลท์ ให้มีขนาดเล็กลงและดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ที่แอฟริกา ได้มีการศึกษากันขึ้นหลายที่ พบว่า คนที่ทานผักสดๆ ทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการหมัก เช่น เกงเก้(มันสำปะหลังหมักแล้วเอามาคั่วทานแทนข้าว) รวมทั้งผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาสีฟันแปรงฟันตอนเช้า อาจจะใช้เกลือหรือน้ำเปล่าบ้วนปากเอา ปรากฎว่า บุคคลพวกนี้ ทานเห็ดเป็นยาเข้าไป จะได้ผลดีกว่า ผู้ที่ทานอาหารที่สุกแต่เพียงอย่างเดียว หรือบ้วนปากแปรงฟันด้วยสารพัดยา เมื่อมีการประชุมเห็ดเป็นยานานาชาติครั้งที่ 5 โดย ศาสตราจารย์ ดร.วาสเซอร์ แห่งมหาวิทยาลัยไฮฟาของอิสราเอล ยืนยันว่า เชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่อาศัยอยู่ในลำใส้ของมนุษย์ จะเป็นตัวสำคัญในการย่อยสารโพลีแซคคาไลด์ที่มีคุณสมบัติเป็นยาเข้าสู่ระบบต่างๆของร่างกาย ที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายไปสร้างระบบภูมิคุ้มกันต่างๆได้ ดังนั้น จึงขอแนะนำว่า ไม่ว่าจะเป็นเห็ดอะไร ที่มีสารโพลีแซคคาไลด์ที่มีคุณสมบัติทางยานั้น หากจะนำไปบริโภคให้ได้ผลนั้น ควรนำไปผ่านการหมักด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระดับหนึ่งเสียก่อน กลุ่มจุลินทรีย์ดังกล่าวนั้น จุลินทรีย์ในยูเอ็ม 92 ก็เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ มีความสามารถในการย่อยสลายสารดังกล่าวได้เป็นอย่างดีเช่นกันครับ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการสัมมนาเห็ดเป็นยาครั้งแรกที่งานพืชสวนโลกเชียงใหม่เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านไปแล้วนั้น จากนี้ไป ทางอานนท์ไบโอเทค จะทำการเปิดอบรม การเพาะและผลิตเห็ดเป็นยาขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวในเร็วๆวันนี้ โดยจะแจ้งให้ทราบต่อไป ส่วนคำถามเรื่องการใช้วิตามินซีต่อเห็ดเป็นยานั้น ควรแนะนำหรือไม่ แน่นอนครับ หากไม่มีทางเลี่ยง ไม่รู้ว่าจะไปหาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากที่ไหน หรือมีความมั่นใจว่า ในระบบย่อยของเรามีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อยู่แล้ว การใส่วิตามินซีเข้าไป ก็จะทำให้สภาพภายในลำใส้มีความเป็นกรดอ่อนๆ จะทำให้การทำงานของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การใส่วิตามินซีดีกว่าไม่ใส่ครับ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตั้งหัวข้อ  Ama Gan on Thu Feb 02, 2012 1:17 am

ไม่ได้แวะมาหลายวันเพราะมีญาติเสียจากการที่ไตวายฉับพลัน
ขอบคุณมากสำหรับคำตอบที่คุณไผ่ได้ให้ความกระจ่าง ถึงแม้ว่าจะตอบไม่ตรงคำถาม แต่ก็ทำให้มีความแจ่มชัดว่าความเป็นกรดอ่อนๆในระบบย่อยในร่างกายจะทำให้เจ้า Polysaccharide ถูกตัดทอนให้เป็นโมเลกุลที่ยับยั้งมะเร็งร้ายได้
ตอนนี้ดิฉันได้เจ้าเห็ด Phellinus linteus (แห้ง หนัก 0.4 กก.) กับ เห็ดหลินจือม่วงดำ(แห้ง หนัก 0.2 กก.) ได้ล้างให้สะอาดแล้วนำมาหมักรวมกันก็เป็น 0.6 กก. โดยใช้อัตราส่วน น้ำผึ้ง:เห็ด:น้ำ เท่ากับ 1 กก.:3 กก.:5 กก. ตอนสัมมนา ท่าน ดร. แนะนำว่าหมักทีละอย่างไม่รวมกัน(ตอนนี้ดิฉันชักจะนอกกรอบแล้วซินะ)ที่ทำเช่นนี้เพราะน้ำหนักเห็ดมีน้อยก็เลยรวมกัน ไม่ทราบว่าจะมีอันตรายไหม๊เนี๊ย confused แล้วเจ้า Triterpenoids จะหมดไปหรือเปล่า confused และน้ำหมักนี้จะปลอดภัยจะต้องเติมเจ้ายูเอ็ม 92 เพื่อไปทำลายเชื้อที่จะก่อให้เกิดโรคหรือเชื้อที่เป็นอันตรายต่อร่ายกาย ตอนนี้ดิฉันยังไม่ไม่มีเจ้ายูเอ็ม 92 แต่ได้นำเอายาเห็ดที่ ท่าน ดร.อานนท์ ให้ ผอ.ในวันสัมมนาเห็ดเป็นยา ใส่น้ำหมักไป 1 แคปซูล จะมีผลเป็นอย่างไรบ้าง (ดีหรือไม่ดีอย่างไร) confused และเจ้ายูเอ็ม 92 จะติดต่อซื้อจากอานนท์ไบโอเทคได้อย่างไรโดยที่ไม่ต้องเดินทางไกลไปที่ศูนย์ กรุณาแนะนำด้วยนะคะ confused
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเห็ด ลี่ฉือ กับ ยาเห็ดรักษามะเร็งที่ท่าน ดร.ให้ ผอ.ในวันสัมมนานั้นเป็นตัวเดียวกันหรือไม่ confused

มารอบนี้ มาเป็นคนเจ้าสงสัยหลายข้อ เพราะความไม่รู้จึงถามเพื่อจะได้รู้สึกปลอดภัยและได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการดื่มน้ำหมัก ท่านซึ่งเป็นผู้รู้ กรุณาให้ความกระจ่างด้วยนะคะ หิ่งห้อยน้อยขอขอบคุณล่วงหน้า sunny

Ama Gan

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 15/01/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ้าววันนี้ จะตอบให้ตรงๆกับที่ถามเลยก็แล้วกัน

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Thu Feb 02, 2012 10:35 pm

ก็จริงอย่างที่คุณว่าว่า ถามเรื่องวิตามินซีในเห็ดฟาง ผมก็ฟุ้งไปเสียยาวเลย จริงๆแล้ว การหมักนั้น วิตามินและสารอื่นๆ บางส่วนก็จะถูกย่อยสลายไป แต่จะเป็นไปในทางที่ดีครับ เพราะแม้ว่า วิตามินซีอาจจะลดลง แต่เราก็ได้กรดหรือวิตามินอย่างอื่นเพิ่มขึ้น และการหมักก็จะทำให้ polysaccharide and triterpene เปลี่ยนแปลงโครงสร้างไป แต่ก็เปลี่ยนไปเป็นโครงสร้างที่ง่ายต่อการที่ร่างกายเอาไปใช้ เอาเป็นว่า หายกันก็แล้วกันที่บอกว่า ตอบไม่ตรงประเด็น ตอนนี้เล่นกันตรงๆเลย
สำหรับคำถามวันนี้นั้น ในกรณีที่คุณทำไม่มาก ใส่รวมกันได้ครับ ยิ่ง หากเป็นเห้ดในตระกูลที่ใกล้เคียงกัน เช่น เห็ดกระถินพิมานและเห็ดหลินจือ ย่อมทำได้ครับ ไม่เป็นไร แต่ทางที่ดี ควรใช้เชื้อบริสุทธิ์ที่มีประโยชน์ใส่เข้าไปด้วย ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นแบบของป้าเช็ง ที่ต้องอาศัยเชื้ออะไรก็ไม่รู้ที่อยู่บนสวรรคชั้นฟ้า อย่างนั้น จะต้องหมักนานๆ เพราะเชื้อป่า หรือเชื้อที่ติดมากับวัตถุดิบ มันมีทั้งเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และพวกที่มีประโยชน์ พอหมักไปนานๆ ก็เหลือแต่เชื้อน้ำส้มสายชูเท่านั้น ดร.อานนท์ ได้แนะนำว่า ควรใช้เชื้อ ยูเอ็ม 92 ที่ประกอบไปด้วยเชื้อ Pediococcus spp. , Lactobacillus sp, Pichia sp and Dekkerra sp. วันที่ ดร.อานนท์ไปบรรยายที่งานพืชสวนโลก และได้มอบแคปซูลเห้ดให้แก่ท่าน ผอ.โรงเรียนที่มาจากจังหวัดแพร่นั้น มีส่วนผสมของเห้ดเป็นยาที่มีเห้ดกระดุมบราซิลเป็นหลัก แต่ไม่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อยู่ในนั้น ดังนั้น หากใส่เข้าไปในการหมัก ก็จะไม่ได้เชื้อดังกล่าวเข้าไป แต่ก็จะเพิ่มธาตุอาหารเข้าไปในการหมักได้ครับ หากคุณต้องการ ผมว่า ที่น่าจะง่ายที่สุด คุณสามารถติดต่อไปที่ อาจารย์ธวัช เจียศิริพงษ์กุล โดยตรงได้ครับ เพราะ อ.ธวัช เป็นผู้ควบคุมการหมักผลิตภัณฑ์จากเห้ดให้แก่ ดร.อานนท์ อ.ธวัชอยู่ที่ บ้านร่องกาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่ โทร. 0898293687 โดยคุณไม่จำเป็นต้องไปเอาเอง ให้ อ.ธวัชจัดส่งไปให้คุณถึงบ้านได้ ขอให้คุณโทรไปคุยกับอ.ธวัชเอง กระซิบหน่อย ให้บอกว่า เป็นผู้ที่ไปฟัง ดร.อานนท์ บรรยายที่งานพืชสวนโลกก็แล้วกัน

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics
» นัดบัณฑิตรุ่นที่ 36 รอบบ่าย ทานข้าวเช้าก่อนเข้าซ้อมพิธีซ้อมย่อยครับ
» Facebook ของกลุ่มนักศึกษาวิชาเอกอังกฤษ
» อยากทราบอีเมล เฟสบุ้ค ช่องทางการติดต่อ ของเืพื่อนๆสื่อสาร มนุษศสาตร์หน่อยค้าบ มาเป็นเื่พื่อนกันนะครับ
» เด็กสื่อสารปี 1 พรุ่งนี้มีเรียนตัวไหนหรอ เรียนที่ราม 1 หรือราม 2 หรอค่ะ
» บัณฑิตรุ่นที่ 36 ใครว่างบ้างครับ เรามานัดทานข้าวกันก่อนดีกว่า

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ