ขอคำแนะนำการหมัก um2555 กับเห็ดนางรม ใช้ทานลดความดันและน้ำตาลในเลือด

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ขอคำแนะนำการหมัก um2555 กับเห็ดนางรม ใช้ทานลดความดันและน้ำตาลในเลือด

ตั้งหัวข้อ  kritchai on Sun Feb 26, 2012 8:49 am

เมื่อวานได้เข้าอบรมได้ยินเกี่ยวกับเห็ดนางรมใช้ทำยาลดความดัน โดยนำมาหมักกับ um 2555 จึงอยากทราบวิธีหมักรบกวนท่านอาจารย์ด้วยครับ
สมาชิก p101-27

kritchai

จำนวนข้อความ : 2
Join date : 20/02/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การหมักเห็ดนางรม เพื่อใช้เป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon Feb 27, 2012 9:54 am

ผมกำลังอยู่กับ ดร.อานนท์ กำลังคุยรายละเอียดเรื่องนี้กันอยู่ และรับปากว่า จะพยายามเอาความรู้จากท่านมาให้ได้ เพราะท่านได้ทำเรื่องนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว จำได้ว่า ตอนที่ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดให้แก่องค์การสหประชาชาติ ประจำอยู่ที่แอฟริกานั้น ท่านถูกขอร้องไม่ให้ปริปากพูดเรื่องของเห็ดนางรม เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตยาลดความดัน เนื่องจากเห็ดนางรม เป็นเห็ดที่มีสารในกลุ่มสเตติน ที่มีคุณสมบัติลดไขมันในเส้นเลือดชนิดเลวในคนได้ ท่านก็ไม่กล้าเปิดเผยมานานแล้ว เพราะไม่อยากจะขัดใจบริษัทมหาอำนาจยักษ์ใหญ่เขา แต่ตอนนี้ ท่านเป็นไทแล้ว ท่านไม่รับตำแหน่งใดๆอีกแล้ว และมาทำธุรกิจส่วนตัวเรื่องเห็ดเป็นยาของท่านเองที่หลังตลาดไท พร้อมทั้งเปิดเวปนี้ เพื่อช่วยเหลือและเป็นที่ปรึกษาให้แก่สมาชิกผู้ผ่านการอบรมเป็นสำคัญ ดังนั้น ในเรื่อง ของเห็ดเป็นยา หรือการใช้เห็ดนางรม เป็นยาลดความดันนั้น ผมกำลังรวบรวมรายละเอียดให้อยู่ และจะพยายามรวบรวมมาตอบในสิ่งที่คุณต้องการให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ก่อนที่จะได้รับคำตอบนี้ อยากจะขอให้สมาชิกใหม่ ที่เพิ่งผ่านการอบรมไป หรือเพิ่งเข้ามาในเวปนี้ ลองเข้าไปศึกษา พิจารณาจากคำถามเก่าๆที่อยู่เกือบพันคำถาม และบทความที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เห็ดแต่ละตัวว่า มันมีสรรพคุณเช่นไร และที่สำคัญ อยากให้ทุกท่าน จงไปอ่านหรือทำความเข้าใจในเรื่องของ พลังจากเอ็นไซม์บำบัด หรือเอ็นไซม์คือ ชีวิต เพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะมาสรุปเอาว่าว่า จะเอาไปทำอย่างไร อยากให้สมาชิกทุกท่านเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นไปตามกระแสที่เห่อทำการหมักกันทั่วบ้านทั่วเมือง โดยผู้หมักเองยังไม่รู้เลยว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหมัก หากโชคดีก็โอเคไป ได้น้ำส้มสายชูแท้มากิน โชคร้าย ก็จะได้เชื้อโรคแถมมาด้วย อย่าเสี่ยงเลยกับชีวิตของเรา และโปรดรอสักครู่ เดี๋ยวจะนำเอาความรู้จาก ดร.อานนท์ มาเล่าให้ฟังครับ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

การหมักเห็ดนางรม เพื่อใช้เป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูงต่อ

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Wed Feb 29, 2012 9:08 am

เมื่อคืนหลับตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อที่จะได้ตื่นแต่เช้า เพื่อจะได้สมองที่แจ่มใส ไม่ว้าวุ่น ไม่เสียสมาธิ ตอนนี้พร้อมแล้ว ที่จะไขความกระจ่างให้แก่สมาชิกที่เพิ่งผ่านการอบรมเห็ดไปหมาดๆ ก่อนอื่นก็ต้องขอทบทวนเรื่องของโรคความดันโลหิตสูงเสียก่อนว่า

เมื่อ หัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มี อาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

ความดันโลหิตแค่ไหนจึงเป็นโรคความดันโลหิตสูง

เมื่อตรวจร่างกายแล้วว่าความดันโลหิตสูงต้องรับประทานยาทันทีหรือไม่

เมื่อท่านตรวจพบความดันโลหิตสูงถ้าไม่สูงมากอาจจะไม่จำเป็นต้องรับประทานยา แต่หากสูงมากก็จำเป็นต้องรับประทานยา ตารางข้างล่างจะเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย
ความดันโลหิตที่วัดได้ (mm Hg)*
ความรุนแรงของความดันโลหิต Systolic Diastolic จะต้องทำอะไร
ความดันโลหิตที่ต้องการ น้อยกว่า 120 น้อยกว่า 80 ให้ตรวจซ้ำใน 2 ปี
ความดันโลหิตสูงขั้นต้น Prehypertensionl 130-139 85-89 ตรวจซ้ำภายใน 1 ปี
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงระดับ 1 Stage 1 (mild) 140-159 90-99 ให้ตรวจวัดความดันอีกใน 2 เดือน
ความดันโลหิตสูงระดับ 2 Stage 2 (moderate) >160 >100 ให้พบแพทย์ใน 1 เดือน

สาเหตุของความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่านใหญ่ไม่ทราบสาเหตุเรียก primary หรือ essential hypertension เราสามารถควบคุมความดันโลหิตได้แต่รักษาไม่หายดังนั้นจึงจำเป็นต้องป้องกัน ส่วนที่ทราบสาเหตุเรียก secondary hypertension เช่น เนื้องอกต่อมหมวกไต ยาคุมกำเนิด หากทราบสาเหตุสามารถรักษาให้หายขาดได้

Primary hypertension

หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า essential hypertension เป็นความดันโลหิตสูงที่พบมากที่สุดกลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารเค็ม อ้วน กรรมพันธุ์ อายุมาก เชื้อชาติ และการขาดการออกกำลังกาย

Secondary hypertension

เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ

* โรคไต ผู้ป่วยที่มีหลอดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบทั้งสองข้างมักจะมีความดันโลหิตสูง
* เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตพบได้สองชนิดคือชนิดที่สร้างฮอร์โมน hormone aldosterone ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดต่ำ อีกชนิดหนึ่งได้แก่เนื้องอกที่สร้างฮอร์โมน catecholamines เรียกว่าโรค Pheochromocytoma ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับใจสั่น
* โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ Coarctation of the aorta พบได้น้อยเกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบบางส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตต่ำ

ปกติความดันโลหิตยิ่งต่ำยิ่งดีเพราะเกิดโรคน้อย แต่หากความดันโลหิตที่ต่ำทำให้เกิดอาการ เวียนศีรษะ เป็นลมเวลาลุกขึ้นแสดงว่าความดันต่ำไป สาเหตุที่พบได้มีดังนี้

* ผู้ป่วยที่มีโรคระบบประสาทหรือต่อมไร้ท่อ
* ผู้ที่นอนป่วยนานไป
* ผู้ที่เสียน้ำหรือเลือด

ความดันโลหิตสูงในเด็ก

เราไม่ค่อยพบความดันโลหิตสูงในเด็ก แต่เด็กก็สามารถเป็นความดันโลหิตสูงการค้นพบความดันโลหิตสูงตั้งแต่แรกจะ สามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคไต ดังนั้นเด็กควรที่จะได้รับการวัดความดันโลหิตเหมือนผู้ใหญ่ สาเหตุก็มีทั้ง primary และ secondary พบว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวมาก เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิต หรือบางเชื้อชาติ กลุ่มเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง แพทย์แนะนำอาหาร และการออกกำลังกาย หากความดันโลหิตไม่ลงจึงให้ยารับประทาน

ทำไมต้องรักษาความดันโลหิตสูง

เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ แต่โรคความดันโลหิตสูงสามารถทำให้เกิดโรคแก่ร่างกาย เช่นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักอาจจะทำให้เกิดโรคหัวใจวาย โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรคอัมพาต และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดแดงแข็ง ผู้ที่ไม่ได้รักษาความดันโลหิตสูงจะมีผลดังนี้

* มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น 3 เท่า
* มีโอกาสเกิดโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 6 เท่า
* มีโอกาสเกิดโรคอัมพาตเพิ่มขึ้น 7 เท่า

อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่มักจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากปริมาณกรดไขมันในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดไขมันชนิดเลว(LDL) จึงขอทำความเข้าใจเรื่องของกรดไขมันในเลือด ดังนี้

กรดไขมัน(Fatty acid)คืออะไร
กรดไขมันเป็นการเรียงตัวของธาตุคาร์บ่อน( Carbon ,C) โดยที่ปลายด้านหนึ่งเป็น methyl group อีกด้านหนึ่งเป็น carboxyl group ความยาวของCมีได้หลายตัวหากมีความยาวน้อยกว่า 6 เรียก Short chains หากมี C มากกว่า 12 เรียก long chain fatty acid กรดไขมันเป็นอาหารของกล้ามเนื้อ หัวใจ อวัยวะภายในร่างกาย กรดไขมันส่วนที่เหลือใช้จะถูกสะสมในรูป triglyceride(ใช้กรดไขมัน3ตัวรวมกับ glycerol)ซึ่งจะสะสมเป็นไขมันในร่างกาย

ไขมันในเลือด

เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาเมื่อท่านไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและพบว่าไขมันในเลือดสูงแพทย์มักจะแนะนำว่า ให้รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่ปัจจุบันต้องเน้นถึงชนิดของไขมันในอาหาร หากมีไขมันที่ไม่ดีมากก็จะทำให้เกิดโรคหัวใจได้ง่ายขึ้น หากมีไขมันดีมากจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ

โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศ

Cholesterol จะพบว่าเป็นส่วนประกอบของเซลล์ผิวและอยู่ในกระแสเลือด ร่างกายของคนเราได้ cholesterol จากสองแหล่งคือ

•จากอาหารที่เรารับประทาน เช่นเครื่องใน เนื้อ นม
•จากการสร้างของตับ

ไขมันในเลือดมีกี่แบบ
เนื่องจากไขมันในเลือดไม่ละลายน้ำจึงจำเป็นต้องมีตัวทำละลายที่เราเรียกว่า Lipoprotein lipoprotein ที่สร้างจาดตับมีสองชนิดคือ low-density lipoproteins (VLDL) และ high-density lipoproteins (HDL) ,ไขมัน VLDL cholesterol เมื่อเข้ากระแสเลือดจะถูกเปลี่ยนไๆปเป็น LDL cholesterol ส่วนไขมันที่จับกับ hdl เรียก HDL cholesterol

ไขมันสูงกับภาวะสุขภาพ
โรคหัวใจ
โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศ ไขมันในโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงข้อหนึ่งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การเปลี่ยนแปลงอาหารและการออกกำลังกายสามารถระดับไขมันในเลือดได ้และลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ ถ้าหากcholesterol ในเลือดสูงไขมันจะเกาะติดผนังหลอดเลือดแดงที่เรียกว่า plaque ขบวนการที่ทำให้หลอดเลือดตีบเรียก Atherosclerosis ซึ่งหากเป็นมากทำให้หลอดเลือดแดงตีบ เลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงเกิดอาการ เช่นเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด หรืออัมพฤกษ์ นอกจากนั้นคราบไขมันอาจจะหลุดจากผนังหลอดเลือดทำให้เกิด อาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

นอกจากระดับ cholesterol แล้วปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งคือ ตัวที่จะพาไขมันไปตามเส้นเลือดซึ่งเรียกว่า lipoprotein ที่สำคัญมีสองชนิดคือ

•Low-density lipoproteins (LDL) ซึ่งจะพา cholesterol จากตับไปสู่ร่างกาย LDL เป็นไขมันที่ไม่ดีหากมีมากจะทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบได้ง่าย
•High-density lipoproteins (HDL) เป็นตัวที่พา cholesterol จากร่างกายเข้าสู่ตับ หากมีHDL สูงการเกิดโรคหลอดเลือดจะน้อยลง

เมื่อทราบมาถึงตอนนี้แล้ว ทีนี้เราจะเห็นว่า ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ก็มักจะทำการรักษาด้วยการทานยาคุม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นยาที่มาจากสารสเตติน(Statin)สังเคราะห์ ที่ทำการผลิตจากบริษัทยาขนาดใหญ่ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติแทบทั้งสิ้น ยาลดความดันที่รู้จักกันดีได้แก่ Mevacor, Advicor, Altoprev, Statosan, Simvastatin, Fluvastatin, Pravastatin, Cerivastatin, Atorvastatin, Lipitor เอาเฉพาะยา Atorvastatin, Lipitor ซึ่งผลิตโดยบริษัท Pfizer ซึ่งจดลิขสิทธิ โดยสิทธิบัตรได้ครอบคลุมถึงปี 2554 และขอต่ออายุไปได้อีกจนถึง 2555 นั้น เฉพาะปี พ.ศ. 2551 บริษัทไฟเซอร์ผลิตยาลดความดันมีมูลค่าสูงถึง 12,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4 แสนล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งประเทศของไทย และปีๆหนึ่งประเทศไทยได้นำเข้ายาลดความดันมากเป็นอันดับต้นๆของโลก ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ไม่มีความจำเป็นเลย ทั้งนี้เพราะวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตยาลดความดันที่ปลอดภัยในอดีตนั้น เขาสกัดมาจากข้าวแดง(Red rice) ที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่เพาะเลี้ยงในข้าว เชื้อราดังกล่าวคือ Monascus purpureus ส่วนของบริษัท Merck ผลิตจากเชื้อราเขียวชนิด Aspergillus terreus ซึ่งในส่วนของ การผลิตยาลดความดันจากข้าวแดงนั้น ทาง องค์การอาหารและยาของอเมริกา(FDA)ได้มีคำสั่งห้ามผลิตไปแล้ว จะเหลือก็เป็นยาสังเคราะห์ และยาที่สกัดจากเห็ดนางรมเท่านั้น จริงๆแล้ว ความสนใจเรื่องของเห็ดเป็นยานั้น เรามักจะสนใจไปในเห็ดที่มีราคาแพงๆ หรือเป็นเห็ดที่ต่างประเทศมีการศึกษาหรือใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว เช่น เห็ดหอม เห็ดหลินจือ โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้ค้นพบว่า สารอิริตาดีนิน(Eritadenine) ในเห็ดหอมนั้น สามารถลดกรดไขมันเส้นเลือดในมนุษย์ได้ ญี่ปุ่นจึงรณรงค์ให้คนของเขาเพาะและบริโภคเห็ดหอมกันอย่างจริงๆจังๆ จนประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่เพาะเห็ดหอมคุณภาพดีได้มากที่สุดในโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ได้มีนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ให้ความสนใจในเรื่องเห็ดมากมายหลายชนิดว่า เห็ดไม่ใช่เป็นอาหารที่ทานเช่นเดียวกับผักเท่านั้น แต่เห็ดยังมีสารอาหารอีกมากมายหลายชนิดที่มีคุณสมบัติทางยา เช่นเดียวกับเห็ดนางรม หรือเห็ดที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน อันได้แก่ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางฟ้าภูฎาน เห็ดเป๋าฮื้อนั้น นอกจากจะมีกลุ่มน้ำตาลเพ็นโตส ที่จับกันเป็นลูกโซ่ที่เรียกว่า โพลี่แซคคาไลท์(Polysaccharides)นั้น มีผลในการกระตุ้นให้ร่างกายของคนสร้างภูมิต้านทานต่อโรคร้ายหลายชนิด เช่น มะเร็ง ไข้หวัด เอดส์ แต่เห็ดตระกูลนี้ มีสารอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีในเห็ดตระกูลอื่น คือ สารโลวาสเตติน (Lovastatin) ซึ่งสารโลวาสเตตินนี้ มีคุณสมบัติในการต่อต้านไม่ให้ตับสร้างกรดไขมันชนิดเลว(LDL) โดยผ่านขบวนการสร้างเอ็นไซม์ที่เรียกว่า HMG-CoA reductase(3-hydroxy-3methylglutaryl-coenzyme A reductase) ซึ่งสารดังกล่าวที่มีอยู่ในเห็ดจะอยู่ในรูปที่คงที่หรือไม่แสดงผล และจะแสดงผลออกมาก็ต่อเมื่อผ่านเข้าไปในร่างกายแล้วถูกเอ็นไซม์ในร่างกายหรือจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ย่อยสลายจึงจะเกิดผลในการกระตุ้นขึ้นมา(Lovastatin, being inactive in the native form, the form in which it is administered, is hydrolysed to the β-hydroxy acid form in the body or by microbes; it is this form that is active.)
ทีนี้เมื่อทราบแล้วว่าสารโลวาสเตตินที่มีอยู่ในเห็ดนางรมนั้น เราควรต้องมาทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ปริมาณของสารโลวาสเตตินนั้น มันมีอยู่ในทุกส่วนของเห็ดนางรม นับตั้งแต่เส้นใยของเห็ดนางรม รวมไปกระทั่งถึงทุกส่วนของดอกเห็ด อันได้แก่ ก้าน หมวกดอกและครีบ แต่ว่า สารโลวาสเตตินจะมีมากมีน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเห็ดนางรม ดร.อานนท์ ได้ทำการเก็บรวบรวมสายพันธุ์เห็ดนางรมไว้หลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีเปอร์เซ็นต์ของสารโลวาสเตตินแตกต่างกันไป ล่าสุดพบว่า สายพันธุ์ดอกสีเทา ดอกใหญ่ มีสารโลวาสเตตินสูงที่สุด(หากสมาชิกท่านใดจะเอาไปเพาะทานเพื่อลดความดัน ก็ขอเลือกเอาสายพันธุ์ดังกล่าว) และในบรรดาทุกส่วนตั้งแต่เส้นใยไปจนถึงดอกเห็ดนางรมนั้น พบว่า ดอกเห็ดนางรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกที่บานก่อนที่จะสร้างสปอร์ ตรงบริเวณหมวกดอกจะมีสารโลวาสเตตินสูงที่สุด แต่ในทางปฎิบัติแล้ว ก็จะใช้ทุกส่วน เพราะ บางส่วนที่มีสารโลวาสเตตินต่ำกว่า ก็จะมีสารอย่างอื่นสูงกว่าก็ได้ ดังนั้น ทางที่ดี ควรใช้ทุกส่วน
สำหรับการนำเอาเห็ดนางรมไปทานเป็นยานั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ ทานในรูปเห็ดสด เพราะจะได้สารอาหารที่มีประโยชน์มากที่สุด แต่ในทางปฎิบัติแล้ว ผู้ที่จะสามารถทานเห็ดนางรมสดๆเลยคงจะยาก เพราะมันมีกลิ่นของเห็ดค่อนข้างรุนแรง ดังนั้น วิธีที่เขาทำกันเป็นธุรกิจขนาดใหญ่นั้น จะนำเอาเห็ดนางรมสด มาผ่านขบวนการทำให้เย็นอย่างรวดเร็ว โดยให้เย็นกว่าจุดน้ำแข็งหรือที่เรียกว่า อุณหภูมิต่ำกว่า ลบ 30 องศาเซลเซียส แล้วดูดเอาความชื้นออกให้หมด หรือที่เรียกว่า ฟรีซดราย(Freeze dry) ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถรักษาความสดของเห็ด และคุณค่าทางอาหารและยาให้สดอยู่ได้นาน รวมทั้งเอ็นไซม์ด้วย แต่การทำฟรีซดรายนั้น ต้นทุนค่อนข้างสูง เพราะราคาเครื่องในการทำฟรีซดรายนั้นราคายังแพงอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงมีกรรมวิธีที่ง่ายกว่า แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาคุณค่าทางอาหารและยาไว้ครบถ้วนก็ตาม วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เอาไปลวกหรือเอาไปนึ่งหรือนำไปปรุงเป็นอาหาร แม้ว่า เอ็นไซม์ทุกอย่างที่มีอยู่ในเห็ดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจะถูกทำลายไปด้วยความร้อน แต่ในกรณีของเห็ดนางรมนั้น สารโลวาสเตตินนั้น มีคุณสมบัติค่อนข้างเสถียร(Stable) แม้ว่าถูกความร้อนไม่นานเกินไป ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ต้องการทานเห็ดนางรมเป็นยาลดความดันนั้น สามารถทานเห็ดนางรมในรูปของต้มหรือนึ่งได้ รวมทั้งนำไปเป็นส่วนผสมของอาหาร เช่น ผัด ต้ม แกง อีกวิธีหนึ่งที่นิยมกันมาก ก็คือ นำมาทำการหมักตามที่เจ้าของคำถาม ได้ถามมา ก็ขอตอบว่า การหมักเห็ดนางรมเป็นยาลดความดันนั้นมีหลายวิธีได้แก่
การหมักแบบทำแหนมเห็ด
แหนมเห็ดนางรม ถือว่า เป็นตัวอย่างการหมักเห็ดเป็นทั้งอาหารและยาอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะง่าย ทารนง่าย อร่อยแล้ว ยังเป็นสารพัดยาอยู่ในตัวของมันด้วย เพราะการหมักเป็นแหนมเห็ดนั้น เป็นการอาศัยเชื้อจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติกย่อยอาหารและสร้างเอ็นไซม์ ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะไปช่วยย่อยสารที่เป็นยาบางอย่างที่ร่างกายไม่สามารถนำเอาไปใช้ได้ ให้มีขนาดเล็กลงและร่างกายสามารถดูดซึมเอาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การทำแหนมจากเห็ดนั้น ทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยเอาเห็ดนางรมหรือเห็ดนางฟ้าภูฎานที่สะอาด ฉีกตามยาวให้เป็นเส้นเล็กๆเสียก่อน แล้วนำไปนึ่งให้สุกประมาณ 10 นาทีนับตั้งแต่น้ำเดือด แล้วนำมาบีบเอาน้ำออก ใช้น้ำซาวข้าว(น้ำที่ล้างข้าว ข้าวเหนียวยิ่งดี)ราดเข้าไปเล็กน้อยเพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งพลังงาน หรืออาจจะใช้ข้าวเหนียวสุกหรือน้ำตาลทรายแดงเข้าไปเล็กน้อย เอาเป็นว่า เห็ดนึ่ง 1 กก. ใส่ข้าวหรือน้ำตาล 50 กรัม กระเทียมสดโขลกให้ละเอียด 50-100 กรัม(แล้วแต่ชอบ ใส่มาก กลิ่นกระเทียมก็จะฉุนมาก แต่ในด้านความเป็นยาถือว่ายิ่งดี) ใส่เกลือเข้าไปประมาณ 20-30 กรัม ใส่เชื้อยูเอ็ม2555 หรือยูเอ็ม55(อีนเดียวกัน เพียงแต่ตัวหลังเรียกชื่อให้สั้นเข้าเท่านั้นเอง) นำไปใส่กล่องพลาสติกปิดฝาแล้วเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องธรรมดา 1-2 วัน ไว้ยิ่งนานยิ่งเปรี้ยว แต่เอ็นไซม์จะสูญหายไปเพราะกรดสูง ดังนั้น ควรหมักไว้เพียง 1-2 วันก็เพียงพอแล้ว ที่จะเอาไปทานเป็นทั้งอาหารและยา หากต้องการรักษาคุณภาพดังเดิมไว้นานๆ ให้นำไปเก็บไว้ในตู้เย็น ก็สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน จะทานเมื่อไหร่ก็เอาออกจากตู้เย็นมาทาน ในกรณีที่ทานเป็นยา สามารถทานก่อนหรือหลังอาหารหรือพร้อมกับการทานอาหารได้ ในกรณีที่ใช้ทานเป็นยานั้น หากมีปัญหาเรื่องของความดันในระยะแรกๆ ประมาณ 5-7 วันแรก ควรทานแหนมเห็ดทุกวันๆละ 3 เวลา ครั้งละ 1 ช้อนแกง แต่เมื่อสามารถควบคุมความดันได้แล้ว ให้ทานวันละครั้ง สองครั้งก็พอ แต่หากความดันเป็นปกติ ค่าของ LDL อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว ก็ทานสลับในบางวันได้
การหมักที่เอาทั้งเอ็นไซม์เห็ดและคุณค่าทางอาหารและยาจากเห็ด
การที่จะหมักให้ได้ทั้งเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งคุณค่าทางอาหารและยาจากเห็ดนั้น ควรใช้เห็ดนางรมสดๆ โดยไม่ควรใช้เฉพาะดอกเห้ดเท่านั้น ควรใช้ทั้งเส้นใยและดอกเห็ดไปพร้อมกัน เพราะในส่วนของเส้นใยเห็ดจะอุดมไปด้วยเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ เนื่องจากเส้นใยเห็ด เป็นส่วนที่สร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาย่อยอาหารจากแหล่งอาหารที่มันกินอยู่แล้ว
ในส่วนของเส้นใยเห็ดนั้น หากต้องการนำมาหมัก ขอให้แจ้งให้ฝ่ายผลิตของอานนท์ไบโอเทคว่า ต้องการเอาไปหมักเป็นยา เพราะจะได้ทำการเพาะเลี้ยงเฉพาะสายพันธุ์ที่มีสารโลวาสเตตินสูงให้ ด้วยการเพาะเลี้ยงในเมล็ดข้าวฟ่างผสมอาหารเฉพาะ เพาะอยู่ในถุงพลาสติกเป็นการเฉพาะ โดยจะต้องมีการเขย่าเมล็ดข้าวฟ่างให้เส้นใยเจริญเข้าไปในเนื้อข้าวฟ่างให้มากที่สุด และสิ่งที่สำคัญที่ใช้เป็นตัวหมักก็คือ เชื้อยูเอ็ม2555 หรือยูเอ็ม55 ซึ่งจะเป็นเชื้อในกลุ่มเชื้อที่ผลิตกรดแลคติก เช่น เชื้อ Pediococcus spp., Lactobacillus spp. และเชื้อยีสต์บางสายพันธุ์ที่ไปทำลายสารพิษตกค้าง
วิธีการหมักนั้น ให้เตีรยมดอกเห็ดนางรมที่บานเต็มที่ ก่อนที่มีนจะสร้างสปอร์(สังเกตุที่ขอบหมวกของดอก คลี่ออกมาเกือบเต็มที่) ใช้ดอกเห็ดทั้งก้านและหมวก ผสมกับหัวเชื้อเห็ดนางรมที่เส้นใยเจริญเข้าไปทั่วในเนื้อของเมล็ดข้าวฟ่าง(ต้องเขย่าอย่างน้อย 3-4 ครั้ง) ให้ถือเอาน้ำหนักที่ว่า ทั้งดอกและหัวเชื้อเห็ดนางรมสด 1 กก. ใส่น้ำตาลทรายแดง 3-3.5 ขีด(300-350 กรัม) หรือใช้แป้งข้าวสาลีหรือกากน้ำตาลแทนก็ได้(ป้าเช็งบอกว่า ใช้กากน้ำตาลไม่ได้ เพราะมันสกปรก จริงๆแล้ว กากน้ำตาลดีกว่า น้ำตาลทรายแดงเสียอีก เพราะ คำว่า กากน้ำตาลนั้น ก็คือ ผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาล เพียงแต่กากน้ำตาลประกอบไปด้วยโปรตีน เกลือแร่ และวิตามินสูง มันจึงไม่จับตัวกันเป็นผลึก ซึ่งต่างจากน้ำตาลทราย ที่มีเฉพาะน้ำตาลที่เป็นแหล่งพลังงานเท่านั้น เพียงแต่สีของกากน้ำตาลมันมีสีดำ จึงถูกเหมาเอาว่า มันใช้ไม่ได้ เพราะมันสกปรก ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันตรงกันข้าม ขอให้ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ แม้ว่า คนผู้นั้นเป็นครู ให้เอาสิ่งที่ได้เรียน ได้รู้ นำเอาไปปฎิบัติเสียก่อน จึงจะเชื่อได้ สาธุ) สิ่งที่สำคัญในการเริ่มการหมัก ก็คือ หัวเชื้อบริสุทธิ์ยูเอ็ม 2555 ให้ใช้ 1-2 แคปซูล ผสมน้ำดื่มที่สะอาดเข้าไปอีก 2-3 ลิตร(ไม่ควรใช้น้ำที่ผ่านขบวนการกรองแบบรีเวิรส เพราะการกรองด้วยวิธีนี้ แร่ธาตุที่สำคัญที่ติดมากับน้ำถูกกรองเอาไปทิ้งหมด ควรใช้น้ำดื่มที่กรองด้วยขบวนการกรองธรรมดา หรือใช้น้ำประปา ในกรณีที่น้ำประปามีคลอรีนสูง ให้ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 วันในภาชนะปากกว้าง เพื่อให้คลอรีนระเหยไปก่อน แต่ถ้าใจร้อน อยากให้คลอรีนระเหยเร็ว ให้เอาเหล้าอะไรก็ได้ ใส่เข้าไปเล็กน้อย เหล้าก็จะไล่คลอรีนให้ระเหยไปเร็วยิ่งขึ้น) ผสมคลุกเคล้าส่วนผสมดังกล่าว ในส่วนของยูเอ็ม2555นั้น จะเปิดแคปซูลเท หรือใส่เข้าไปทั้งแคปซูลก็ได้ เพราะไม่กี่นาทีแคปซูลก็จะละลายไปเอง นำไปหมักในขวดโหลหรือถังพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหาร ที่ล้างและลวกให้สะอาดแล้ว ใส่วัสดุที่จะหมักเข้าไปประมาณ 2/3 ของความสูงของถังหมัก แล้วปิดฝาทิ้งไว้ โดยทำการคนเช้าเย็นทุกวัน ประมาณ 2-3 วันก็สามารถนำเอาไปใช้ได้ หากปล่อยให้ทำการหมักนานขึ้น ก็จะยิ่งเป็นกรดสูงขึ้น ก็ยิ่งเปรี้ยวมากขึ้น เมื่อความเปรี้ยวเริ่มสูงขึ้น เอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ก็จะหมดไป ดังนั้น หากต้องการทานเป็นเอ็นไซม์นั้น หลังจากทำการหมัก 36-48 ชั่วโมงก็เอาไปใช้ได้แล้ว แต่หากหมักนานกว่านี้ เอ็นไซม์ที่มีประโยชน์จะลดลงหรือไม่มีเหลือแล้ว ยกเว้นเอ็นไซม์ที่ทนกรดบางชนิดเท่านั้น แต่สารอาหารบางอย่าง เช่น สารโพลี่แซคคาไลท์ จะถูกย่อยออกมาได้ดีขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว มันจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่า เราต้องการผลของการหมักเป็นเช่นไรกันแน่ หากเราต้องการเฉพาะเอ็นไซม์ สำหรับคนที่ต้องการบำรุงร่างกาย คนที่เป็นเบาหวาน คนที่มีปัญหาเรื่องระบบการย่อย หรือปัญหาเรื่องผิวพรรณและระบบการขับถ่ายไม่ดี ก็หมักขนาดที่มีการสร้างเอ็นไซม์ระหว่าง 36-48 ชม.ทานเฉพาะน้ำก็พอ โดยทานครั้งละ 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 1 แก้วทานก่อนอาหารครึ่งชม. แต่สำหรับผู้ที่เป็นความดัน ที่ต้องการสารโลวาสเตตินนั้น ควรนำเอาทั้งดอกและเนื้อของเส้นใย ที่ทำการหมัก 36-48 ชม.เข้าไปด้วย เพราะสารโลวาสเตติน ยังไม่ถูกย่อยสลายออกมาที่น้ำ มันยังอยู่ติดอยู่กับเส้นใยและเนื้อของดอกเห็ดอยู่ แต่หากต้องการสารโพลี่แซคคาไลท์ เพื่อใช้รักษาโรคเกี่ยวกับความบกพร่องเรื่องของภูมิต้านทาน เช่น โรคมะเร็ง หวัด เอดส์ สามารถทำการหมักจนสิ้นสุดขบวนการหมัก คือ ประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งจะเปรี้ยวมาก ค่าของพีเอซประมาณ 3.5-4 ซึ่งการใช้เชื้อยูเอ็ม2555 นั้น ช่วงที่มันทำการย่อยอาหารในขบวนการหมักนั้น จะสังเกตเห็นมีฝ้าสีขาวเกิดขึ้น นั่นแสดงว่า มันสร้างแผ่นโฟมขึ้นมาคล้ายๆกับเซลลูโลส ที่ช่วยพยุงตัวมันเองให้ได้รับอากาศ โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่ามันเสีย(แต่หากทำการหมักตามป้าเช็งแล้ว จะต้องอาศัยเชื้อจากเทวดาหรือธรรมชาตินั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อสารพัด มีทั้งเชื้อโรคและเชื้อที่ไม่เป็นเชื้อโรค จึงอันตรายมากๆ ที่จะนำไปทานในระยะเวลาสั้นๆได้ เพราะเชื้อโรคส่วนใหญ่ใช้เวลาเจริญเติบโตภายในไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้น การหมักโดยอาศัยเชื้อธรรมชาตินั้น จะต้องทำการหมักจนกระทั่งเชื้อโรคตาย แล้วก็จะมีเชื้อที่ทนความเป็นกรดสูงยังเหลืออยู่ หนึ่งในนั้นคือ เชื้อทำน้ำส้มสายชู(Acetobactor acetii) ซึ่งเชื้อนี้ สามารถทนต่อกรดได้สูง โดยมันจะใช้ออกซิเจนในขบวนการหมัก ด้วยการสร้างเซลลูโลสพยุงตัวให้มันลอยขึ้นมาเพื่อรับอากาศ ฉะนั้น หากทำการหมักนานๆนั้น จะมีความเปรี้ยวสูงและมีแผ่นวุ่้นเกิดขึ้น แผ่นวุ้นคือ เซลลูโลส ไม่มีสรรพคุณอะไรที่มีคุณสมบัติเป็นยาตามคำโฆษณาเลย ด้วยเหตุนี้ ป้าเช็งจึงย้ำนักย้ำหนาว่า หมักให้ปลอดภัยโดยสูตร กูหมักเองนั้น ต้องหมักให้ได้อย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป หาก 10 ปี ขึ้นไป ก็จะเป็นมหาสมบัติ ซื้อเพชรได้แล้ว ซึ่ง หากพิจารณาในแง่ของความเป็นยาที่สกัดจากสมุนไพร อาจจะมีความเป็นไปได้ แต่หากอ้างว่า จะทำให้ได้เอ็นไซม์สูงสุดนั้น เข้าใจผิดถนัดเลย เพราะยิ่งหมักยิ่งนาน ยิ่งเป็นกรด จะไม่มีเอ็นไซม์เหลืออยู่เลย) เอาล่ะวันนี้ คงแค่นี้ก่อน เพราะตื่นตั้งแต่ก่อนตีสี่ ใช้เวลาตอบนานจนป่านนี้ปาไปกว่า 9 โมงแล้ว ขอให้นำเอาสิ่งที่เล่ามาให้ฟังนี้ เอาไปทบทวนหรือทดลองดู อย่าเพิ่งเชื่อกันง่ายๆ ปัจจุบันมีความรู้มากมายที่จะให้ท่านเอาไปค้นคว้าได้ ยกตัวอย่างเช่น สาร Lovastatin เท่านั้น ท่านก็เอาชื่อนี้เข้าไปค้นหาความรู้เพิ่มเติมที่ google ด้ ต้องรีบทำ รีบค้น ก่อนที่เขาจะมีแท๊ปเลทแจกเด็ก ประถมปีที่ 1 ไม่เช่นนั้น อายเด็กแน่ๆ อย่าไปบอกว่า เรื่องคอม เรื่องเน็ต เป็นของคนสมัยใหม่ จริงๆแล้ว คนสมัยเก่านั้นแหละที่ต้องเร่งในการเรียนรู้และปรับตัว ขอให้โชคดีครับ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอบคุณอาจารย์มากครับ

ตั้งหัวข้อ  kritchai on Wed Feb 29, 2012 8:44 pm

ขอบคุณอาจารย์มากครับ

kritchai

จำนวนข้อความ : 2
Join date : 20/02/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ