ยื้อชีวิตผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายลุงลิ้ม เจียศิริพงษ์กุล โดยใช้เห็ดเป็นยาของอานนท์ไบโอเทค คือ ทางเลือกสุดท้าย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ยื้อชีวิตผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายลุงลิ้ม เจียศิริพงษ์กุล โดยใช้เห็ดเป็นยาของอานนท์ไบโอเทค คือ ทางเลือกสุดท้าย

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Tue Apr 24, 2012 7:19 am

เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางอานนท์ไบโอเทค ได้รับแจ้งจากพี่สาวของ ดร.อานนท์ คือ อาจารย์ แสงจันทร์ เจียศิริพงษ์กุลว่า ลุงลิ้ม ซึ่งเป็นพี่ชายของ อาจารย์ธวัช พี่เขยของ ดร.อานนท์ ป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย หมอหมดหนทางเยียวยาแล้ว เนื่องจากภรรยาของลุงลิ้มเป็นพยาบาล จึงมั่นใจในการรักษาสามีด้วยกรรมวิธีทางการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเคร่งครัด โดยได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายได้เกือบหมด ยกเว้นยาพิเศษบางตัวเท่านั้น แต่อาการของโรคมะเร็ง ก็ได้สูบเอาเงินและทรัพย์สินเงินทองที่เก็บสะสมไว้จนหมดแล้วหมดอีก อาการของลุงลิ้มก็แย่ลงไปเรื่อยๆตามลำดับ ยิ่งโรคนี้รู้ว่า ได้ผลาญเงินของครอบครัวไปหมดสิ้นแล้ว อาการของโรคยิ่งกู่ไม่กลับเลย ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากการฉายเอ็กซ์เรย์ดูพบว่า เซลมะเร็งกระจายไปทั่ว ตาเริ่มมองไม่เห็นแล้วก็ค่อยๆบอดสนิท สมองที่เคยสั่งการ เคยพูด เคยคุย ก็เริ่มเลอะเลือน จนกระทั่งจำอะไรไม่ได้เลย แพทย์ก็ลงความเห็นว่า ตอนนี้เซลมะเร็งลามไปหมดแล้ว ไข้ก็ขึ้นสูง แทบทุกส่วนของร่างกายก็พังหมดแล้ว เซลมะเร็งขึ้นสมองและตา จนทำให้ตาบอด คุยไม่รู้เรื่อง ความจำเสื่อม เคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว ผู้ป่วยทรมาณอย่างแสนสาหัส ต้องทำการฉีดมอร์ฟีนเพื่อยับยั้งความเจ็บปวดเท่านั้น ผลสุดท้าย ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทางญาติๆจึงตัดสินใจแจ้งให้ทาง ดร.อานนท์ทราบ และขอเห็ดเป็นายที่เคยรักษาท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในระดับตรีทูตเช่นเดียวกันรอดชีวิตมาได้อย่างปาฎิหาริย์ เมื่อทราบเช่นนั้น ดร.อานนท์ จึงแจ้งไปให้พี่ชายคนโต คือ คุณลุงสง่า เอื้อตระกูล ผู้ชำนาญการพิเศษ สวนสัตว์เปิดไนท์ซาฟารี เชียงใหม่ ให้รีบนำเอาเห็ดเป็นยา ซึ่งประกอบไปด้วยเห็ดที่มีคุณสมบัติในการเสริมภูมิคุ้มกันและต้านเซลมะเร็ง ที่มี เห็ดกระดุมบราซิล(สายพันธุ์ที่ ดร.อานนท์ ไปเอามาจากเมืองปิอาดอด ของประเทศบราซิล ที่คนอื่นไม่มีสายพันธุ์นี้) เห็ดถั่งเช่าหิมาลัย จากประเทศภูฎาน เห็ดหิ้งไซบีเรียและเห็ดกระถินพิมาน(เห็ดไทย ที่คนไทยไม่รู้จักใช้ เป็นเห็ดชนิดเดียว ที่อเมริกาอนุญาตให้ขายเป็นยาต้านเซลมะเร็ง มีนักวิชาการจากไทย ขโมยจากธรรมชาติ ไปขายที่อเมริกา กก.ละ หลายล้านบาท) และสมุนไพรที่สำคัญบางชนิด ปรากฎว่า หลังจากทานเห็ดเป็นยาสูตรของ ดร.อานนท์ไปวันแรก อาการไข้ขึ้นสูงลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกสองวันต่อมาอาการไข้ไม่มีและเริ่มรู้สึกตัว มาถึงวันนี้ ทุกคนต่างแสดงความยินดีว่า ลุงลิ้มเริ่มมองเห็นบ้างแล้ว ความจำกลับมาและสามารถโทรศัพท์คุยกับญาติพี่น้องได้แล้วตามปกติ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ลุงลิ้มคงสามารถอยู่อย่างมีความสุข กับลูกกับหลานตลอดไป ในส่วนของอานนท์ไบโอเทค ก็มีหน้าที่ผลิตยาจากเห็ดส่งไปให้อย่างสม่ำเสมอตลอดไปเช่นกัน ทั้งนี้ เพราะลุงลิ้มไม่เพียงแต่มีความเกี่ยวดองในฐานะญาติที่ใกล้ชิดของพวกเราแล้ว ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ลุงลิ้ม ก็ได้รับมอบหมายจาก ดร.อานนท์ให้ไปดูแลกิจการงานก่อสร้างที่แอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิตครอบครัวของ ดร.อานนท์ ที่กลับประเทศแทบไม่มีอะไรเหลือ แม้ว่า ขณะที่ทำงานให้กับองค์กรระหว่างประเทศ ได้รับเงินเดือนๆละมากกว่าครึ่งล้านบาท คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่า ระหว่าง ที่ ดร.อานนท์ ไปประจำอยู่ในแอฟริกานั้น คนไทยน้อยคนที่จะรู้เรื่องของแอฟริกา เช่นเดียวกัน คนแอฟริกาน้อยคนที่รู้จักเมืองไทย ดร.อานนท์ ได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดขององค์การค้าโลก ผ่านทางธนาคารโลก ที่ประเทศกาน่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และก็ตะเวณอยู่ในประเทศต่างๆในแอฟริกาอยู่นานมาก ช่วงนี้เอง นอกจากจะไปช่วยเขาพัฒนาเรื่องเห็ดให้แก่หลายประเทศจนสำเร็จ และมีคนรู้จักและเชื่อถือมากมาย จึงเป็นสาเหตุให้หลายประเทศ ต้องการให้ ดร.อานนท์ประสานงาน ให้คนไทยไปลงทุน ที่แอฟริกา ซึ่ง ดร.อานนท์ ก็ได้พยายามทำด้วยดีตลอดมา คนหนึ่งที่เห็นเป็นมรรคเป็นผล ก็คือ ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ที่ไม่เคยไปแอฟริกาและแทบไม่มีข้อมูลทางนั้นเลย ดร.อานนท์ ก็ได้พยายามติดต่อเชื้อเชิญ ดร.นิติภูมิไปที่แอฟรกา และไปพักที่บ้านที่กรุงโจฮันเนสเบริก จนกระทั่งปัจจุบัน ดร.นิติภูมิ เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยว่า เป็นคนที่มีความรอบรู้เรื่องของแอฟริกามากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยความที่ประเทศกานาเป็นประเทศแรกที่ ดร.อานนท์ไปประจำตั้งแต่ปี 2532 ทางประธานาธิบดี และท่านเซอร์แซมโจนาท ได้ขอให้ ดร.อานนท์ นำเทคโนโลยี่จากไทยไปพัฒนาถนนหนทางและการสร้างบ้านให้แก่ประเทศกานา ซึ่งเป็นธุรกิจที่ ดร.อานนท์ไม่ถนัดเลย แต่ก็คิดว่า น่าจะประสานงานเอาคนเก่งๆไปช่วยทำได้ จึงเลือกเอาเทคนิคการสร้างถนนที่เขาเรียกว่า Soil cement ไปทำโครงการแรกที่เมืองเซนู ของเมืองท่าเทมมา ซึ่งได้ผลดี เป็นข่าวฮือฮา จนกระทั่งรับงานไม่ไหว และต้องไปทำให้แก่ประเทศแกมเบียและเซเนกัล ตามคำขอร้องของท่านเอกอัครราชทูตไทยสมัยนั้น คือ ท่านทูต พจน์ อินทุวงค์ อ้าวแล้วในเมื่อธุรกิจอะไรก็ดูดีไปหมด มีการสร้างศูนย์การค้าไทยเทรดเซ็นเตอร์ขึ้นที่เมืองเทมมา ประเทศกานา มีการสร้างบ้านพักครูนับพันหลัง บ้านจัดสรรให้แก่โครงการเทศบาลเมืองเทมมา โดยใช้อิฐบล๊อคประสาน แต่ทำไม ดร.อานนท์จึงหมดเนื้อหมดตัวนั้น ไม่ได้เกี่ยกับเทคโนโลยี่หรือไม่มีงานทำ แต่เกิดจากการบริหาร ที่นำเอาคนไทยไปช่วยบริหารต่างหาก เนื่องจาก ขณะที่ ดร.อานนท์ ทำงานให้แก่องค์การระหว่างประเทศนั้น ไม่สามารถที่จะรับงานส่วนตัวได้ จึงมารับคนไทยไปช่วย ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ที่เอาไปช่วย ก็ล้วนแล้วแต่มีปัญหาทั้งนั้น บางคนเป็นข้าราชการระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ ลาออกมาทำงานส่วนตัว แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แม้กระทั่งคนในบ้านก็ไม่ยอมรับ บางคนพ่อแม่หย่าร้างกันตั้งแต่เด็ก ต้องไปอาศัยวัด ขณะที่เรียนหนังสือ ก็รับจ้างเพื่อนทำงานเพื่อแลกกับเงิน พอไปเป็นลูกจ้างให้แก่ทางราชการ เดือนละ 6,000 บาท แต่ก็ยังไม่ได้รับค่าจ้าง บางคนจบปริญญามาทางบัญชี ดูแลการเงินของอานนท์ไบโอเทค ดร.อานนท์ ในช่วงที่ ดร.อานนท์ไม่อยู่ในไทย บุคคลพวกนี้ ทาง ดร.อานนท์ ได้ส่งไปฝึกงาน ไปดูงาน บางคนพาไปดูงานที่ต่างประเทศ โดยทำกันเป็นทีมบริหารร่วมกับนักธุรกิจคนกานา ที่มีแหล่งพำนักอยู่ที่อเมริกา ด้วยการแนะนำให้รู้จักจาก Hon. Kwesi Ahwoi ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการของสภาส่งเสริมการลงทุนแห่งชาติกานาขณะนั้น ขณะนี้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ครั้งแรก การดำเนินการไปได้ดีมาก มีการแบ่งงานกันอย่างดี โดยฝ่ายกานาไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการบริหาร ดร.อานนท์ ดูแลเรื่องการบริหารทั้งหมด โดยมีหลักการและค่าบริหารกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ผลกำไรที่พึงได้ ก็จะแบ่งกันอีกคนละครึ่ง ปรากฎว่า งานทุกอย่างออกมาดีเกินคาด และงานไหลมาเทมา ตรงนี้เอง ธาตุแท้ของทุกฝ่ายจึงออกมา ฝ่ายผู้ร่วมลงทุนจากกานา เห็นว่า นี่คือ เงินก้อนใหญ่มหึมา และการดำเนินการทั้งหมด ไม่ได้อยู่ที่ ดร.อานนท์นี่หว่า อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านที่ส่งไป จึงเกิดขบวนการซื้อตัว แลกกับผลประโยชน์และความสะดวกสบายต่างๆ คนที่เป็นหลักในด้านการก่อสร้าง ที่เคยเป็นคนขับรถมาก่อน เงินเดือน 6,000 บาท ก็ยังถูกนายจ้างโกง ไม่จ่าย แต่ ดร.อานนท์จ่ายให้ถึง 15,000 บาท ต่อเดือน และมีการจ่ายให้ล่วงหน้า พร้อมทั้งจัดงานแต่งงานให้อีก แต่พอถูกเยินยอสรรเสริญว่า เป็นคนเก่ง เป็นหัวใจหลักของงาน เลยถูกเสนอเงินเดือนสูงกว่าและมีรถบีเอ็มให้ขับ เท่านั้นเอง แกก็พร้อมจะถีบหัวไปเลยโดยไม่ได้แยแส ประกอบกับบรรดาลูกพ่วงทั้งหลาย แล้วลุงลิ้มก็พลอยเออออกับเขาไปด้วย ผลสุดท้าย ดร.อานนท์และครอบครัว หมายถึงลูกๆที่มีผมอยู่ด้วย ก็ต้องถอนตัวออกมาในปี 2548 และก็มาตั้งหลักจริงๆจังเอาดีเฉพาะเรื่องเห็ด ที่อานนท์ไบโอเทค ตราบจนปัจจุบัน พวกเราจึงตั้งคำถาม ดร.อานนท์ว่า นี่ขนาดเราหมดตัวเช่นนี้ แล้ว ยังจะไปช่วยชีวิตคนอื่นอีกหรือ สิ่งที่เราได้รับคำตอบจาก ดร.อานนท์ว่า หากเราไม่ได้รับบทเรียนอันแสนสาหัสจากคนไทยด้วยกัน มันก็เป็นบทเรียนที่เราได้เรียนรู้ด้วยตัวเราเอง เป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าที่สุด ที่ตอบโจทย์ให้เราทราบว่า อะไรที่เราไม่ถนัด ไม่ควรทำ อะไรที่ทำเองไม่ได้ ก็ไม่ควรทำ คำว่า ยืมจมูกเขาหายใจนั้น เป็นวลีที่เป็นอมตะ ขนาดคนที่เราไว้ใจที่สุด ที่ให้ดูแลเรื่องการเงินมาตลอดเกือบ 10 ปี หากเราไม่ส่งเขาไปต่างประเทศ เราก็จะไม่รู้เลยว่า ตลอด 10 ปี ที่เราส่งเงินมาให้เขาบริหารแล้วมันขาดทุนป่นปี้นั้น เพราะเขาใช้วิชาชีพเป็นวิชามาร เขาผ่องถ่ายทั้่งเงินและสิ่งของจากอานนท์ไบโอเทค ไปให้ครอบครัวเขาจนสร้างบ้านสร้างช่องและส่งส่งน้องส่งแฟนเรียนหนังสือได้ ส่วนของลุงลิ้มนั้น ท่านเป็นคึนดี ที่ดีไปกับทุกคนโดยไม่ได้คิดอะไรที่เป็นส่วนอกุศลสำหรับเรา ดังนั้น เราต้องขอบคุณคนพวกนี้ ที่ทำให้เราได้กลับประเทศไทย และมาร่วมกันสร้างอานนท์ไบโอเทคให้ยิ่งใหญ่สืบไป การช่วยชีวิตคนไม่ว่าจะเป็นการทำให้มีงานทำ หรือหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ถือว่า เป็นบุญเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ เราเลือกมาทางนี้ถูกต้องแล้ว ส่วนคนอื่นที่เขาทำอะไรไว้ ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ที่มองเห็นในชาตินี้ชัดเจนขึ้นทุกๆวัน
ว่างๆจะเอารูปกิจกรรมต่างๆที่ทำสำเร็จในแอฟริกา และล้มเหลวในด้านธุรกิจของครอบครัว มาฝากให้ดูเป็นที่ระลึก



Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

เวลาผ่านไปเกือบเดือนแล้ว ลุงลิ้มสามารถมองเห็นและความจำกลับคืนแล้ว

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon May 07, 2012 10:46 am

ถือว่าเป็นบุญของลุงลิ้ม ที่ภรรยาที่เคยทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วตัดสินใจรักษาลุงลิ้ม ตามพื้นฐานเบื้องต้นของมูลเหตุของการแพร่ระบาดของเซลมะเร็ง เป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน ที่อยู่ๆมา ผู้ป่วยที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยให่ และก็ผูกพันผูกติดกับเทคโนโลยีนี้ โดยไม่เปิดรับความจริงหรือมูลเหตุพื้นฐานของโรค ในกรณีของลุงลิ้มก็เป็นตัวอย่าง ที่อย่างไงเสีย ก็ไม่มีวันที่จะทำการรักษาโรคมะเร็งในตัวลุงลิ้มในแนวทางเลือกทางอื่น เพราะภรรยาและลูกๆต่างเรียนมาสูงและก็ทำงานทางด้านนี้มาตลอดชีวิต จนกระทั่งลุงลิ้มมีปัญหาที่ไม่มีทางเยียวยาแล้ว เซลมะเร็งแพร่กระจายไปทั้งตัว ทำให้ตาไม่เห็น ความจำเสื่อมและไม่สามารรถช่วยตัวเองได้แล้ว หมออนุญาตให้กลับบ้านแล้ว เพราะหมดทางรักษา เพียงแต่ฉีดมอร์ฟีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อประทังความเจ็บปวดให้แก่ลุงลิ้มแล้ว แต่หลังจากหมดหวัง และทุกคนยอมแพ้แล้ว ทุกคนยอมทุกอย่าง ที่สามารถยื้อชีวิตลุงลิ้มได้ เราจึงเริ่มเปลี่ยนกรรมวิธีในการยื้อชีวิตลุงลิ้ม ด้วยการเปลี่ยนอาหารที่ให้ทางสายยาง เปลี่ยนจากโปรตีนไข่ขาว ที่มาจากไข่ จากปลา เพราะยิ่งให้ อาการยิ่งแย่ ยิ่งทรุด เปลี่ยนมาเป็นน้ำเต้าหู้ น้ำต้มเห็ด และเอาเห็ดเป็นยา โดยใช้เห็ดกระดุมบราซิลเป็นหลัก ผลปรากฎว่า วันที่ 2-3 อาหารของลุงลิ้มดีขึ้น นอนหลับได้ ถ่ายดีขึ้น แต่ยังมีไข้ขึ้นสูงมาก เราได้วิเคราะห์แล้วว่า น่าจะเดินมาถูกทา่งแล้ว จึงเฝ้ารอรักษาด้วยกรรมวิธีนี้ต่อไป จนกระทั่ง ณ วันนี้ อาการของลุงลิ้มดีวันดีคืน ความจำและสายตากลับสู่สภาพปกติแล้ว และสามารถที่จะพยุงตัวขึ้นบันไดได้แล้ว ก็ถือว่า ปเป็นสิ่งเหลือเชื่อ ที่สามารรถยืดหรือยื้อชีวิตลุงลิ้มได้ แม่แทบไม่มีความหวังเลย ขณะเดียวกัน มีญาติห่างๆ ที่เป็นเจ้าหน้าที่อนามัยอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นมะเร็งเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ยอมรับกาารรักษาในแนวทางอื่น ผลสุดท้าย สิ่งที่พวกเราทำได้ ก็คือ พาไปที่วัด เพื่อไปทำบุญครั้งสุดท้ายในชีวิต หลังจากได้ทำบุญเสร็จ ก็สิ้นใจไปวันเดียวกับคุณแม่ของแก โดยจะทำการฌาปนกิจศพในวันที่ 8 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ ก็ถือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกรรม และผลสุดท้ายก็ต้องดับไปตามธรรมชาติ ส่วนผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ขอให้อยู่อย่างมีสติและมีเหตุมีผล

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมาอาการของลุงลิ้มเข้าขั้นตรีทูตอีกครั้ง เพราะการฉายรังสี

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat May 19, 2012 7:33 am

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา บรรดาญาติๆของลุงลิ้มดีอกดีใจ ที่เห็นว่าอาการของลุงลิ้มดีวันดีคืน จากการเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่ลามเข้าไปทั่วทั้งตัว และเซลมะเร็งลามเข้าไปทำลายทั้งระบบประสาทจนไม่สามารถจำอะไรได้ ตาก็บอดสนิทมองไม่เห็น และแพทย์ก็บอกเป็นนัยๆว่า ลักษณะเช่นนี้ ช่วยได้อย่างเดียวคือ ฉีดมอร์ฟีนเพื่อลดอาการเจ็บปวดจนสิ้นลมหายใจไป โดยแพทย์อนุญาตให้นำตัวลุงลิ้มกลับบ้านไปพักผ่อนในวาระสุดท้ายของท่านได้ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้เกิน 3 วัน แต่ปาฎิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อบรรดาญาติๆฮึดสู้ สิ่งที่ปฎิเสธมาตลอดโดยไม่เชื่อว่า บรรดาสมุนไพรอะไรมันจะดีกว่ายาของหมอแผนปัจจุบัน แต่คราวนี้ ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียจะเสี่ยงแล้ว ก็เลยเอาเห้ดเป็นยาจากอานนท์ไบโอเทคเอาไปผสมน้ำกรอกปากท่าน แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นว่า อาการของลุงลิ้มดีวันดีคืน จนกระทั่งความจำกลับคืนมา ตาที่คิดว่าบอดสนิทและไม่มีทางกลับคืนได้ ก็กลับคืนมามองเห็นได้ตามปกติ สามารถพยุงตัวนั่ง และช่วยพยุงขึ้นบันไดได้ ยังความปราบปลื้มให้แก่บรรดาญาติๆทุกคน แต่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยความหวังดีของศรีภรรยา ที่เป็นพยาบาล ก็พาลุงลิ้มไปโรงพยาบาล เพื่อให้คุณหมอตรวจ คุณหมอก็บอกว่า อาการของลุงลิ้มดีขึ้นแล้ว ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ และแข็งแรงขึ้นเช่นนี้ น่าจะลองฉายรังสีด้วยคลื่นอ่อนๆดู เพื่อจะได้ทำลายเซลมะเร็งให้สิ้นซาก ใครเป็นญาติ เมื่อฟังอย่างนี้ ก็อยากให้ลุงลิ้มหายจากโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย ก็เลยตกลงปลงใจตามคำแนะนำ ผลสุดท้าย ก็นำเอาตัวลุงลิ้มไปฉายแสงในวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า หลังจากทำการฉายแสงไประยะหนึ่ง อาการของลุงลิ้มทรุดลงอย่างรวดเร็ว และหมดสติไม่รู้สึกตัว แพทย์พยายามช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ พร้อมทั้งแจ้งให้บรรดาญาติทราบว่าให้ทำใจกันไว้เพื่อความไม่ประมาท และขอให้เรียกญาติสนิทที่ใกล้ชิดมารวมกันเป็นการด่วน ทุกคนที่เปิดโทรศัพท์เป็นการเฉพาะเพื่อการนี้อยู่แล้ว เมื่อทราบว่า อาการของลุงลิ้มเข้าขั้นตรีทูตเช่นนี้ บ้างอยู่ใกล้ บ้างอยู่ไกล เช่น กรุงเทพ แพร่ เชียงใหม่ ต่างมุ่งหน้าไปรวมกันร้องห่มร้องไห้กันเต็มหน้าห้องไอซียูไปหมด เพราะความห่วงหาอาลัยลุงลิ้ม แต่ก็ถือว่า ลุลิ้มยังมีโชคอยู่ ที่วันนี้อาการเริ่มดีขึ้น และพวกเราทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า จากนี้ไป จะไม่มีการพาลุงลิ้มมาฉายแสงหรือให้คีโมอะไรอีกแล้ว และจะให้ท่านทานเห็ดเป็นยาและคุมอาหาร ที่จะต้องไม่มีเนื้อ ไม่มีปลา โดยเด็ดขาด เฉกเช่นเมื่อครั้งที่ดึงชีวิตท่านคืนมาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และนี่ก็เป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งของ ผู้ที่ประสพเคราะห์กรรมที่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายอยู่ว่า ท่านจะตัดสินใจอย่างไร เพราะบางครั้ง การหวังดี อาจจะเร่งให้ผู้ป่วยมีอาการเลวร้ายขึ้น แล้วก็ล้างผลาญจนเป็นหนี้เป็นสินเพื่อยื้อชีวิต ที่ความหวังเลื่อนลอยมาก และก็จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างปกติ หากทำการเลือกทางในการดูแลรักษาตัวเองอย่างถูกต้อง เฉกเข่น เพื่อนของ ดร.อานนท์ ที่สละชีวิตฆารวาสของท่านถือบรรพชิตตลอดชีพ เพราะท่านเป็นมะเร็งโพรงจมูกขั้นสุดท้าย แม้มีพี่สาวเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลของรัฐที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ แต่ก็ไม่สามารถรักษามะเร็งขั้นสุดท้ายของท่านได้ ท่านจึงเลือกทางเดินของท่านโดยอาศัยสมุนไพร จนกระทั่งท่านมีชีวิตอยู่ได้ตราบทุกวันนี้กว่า 10 กว่าปีแล้ว และท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดคำประมง ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก ที่เปิดวัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายจากทั่วโลก จนผู้ป่วยเต็มวัดไปหมด นับพันนับหมื่น ที่จังหวัดสกลนคร มีนักศึกษาแพทย์ และแพทย์อาสา จิตอาสาจากทั่วสารทิศไปช่วยเหลือโครงการนี้อย่างคับคั่ง ที่เอาเรื่องนี้มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อให้เป็นอีกข้อมูลหนึ่งสำหรับท่านที่ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ เพื่อเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเลือกตัดสินใจในตัวของท่านหรือในญาติของท่าน

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อาการของลุงลิ้มเริ่มกลับมาดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับอีกแล้ว

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon May 21, 2012 1:26 pm

หลังจากไม่กี่วันที่ผ่านมา ทุกคนลุ้นกับการยื้อชีวิตของลุงลิ้มที่ต้องส่งเข้าห้องไอซียูเป็นการด่วน หลังจากได้ทำการทดลองฉายรังสีแบบอ่อนๆให้ ทำให้ลุงลิ้มหมดสติไป ขณะนี้ ลุงลิ้มกลับฟื้นคืนมาแล้ว และกำลังได้รับการพยาบาลอย่างใกล้ชิด โดยให้ทานเห็ดเป็นยาจากอานนท์ไบโอเทค ที่ทำการผสมเป็นกรณีพิเศษสำหรับลุงลิ้มโดยเฉพาะ ทุกคนก็เริ่มหายใจเกือบจะทั่วท้องบ้างแล้ว และตัดสินใจกันว่า จากนี้ไป คงไม่พาลุงลิ้มไปฉายแสงหรือให้คีโมอีกต่อไปแล้ว คงจะให้ทานเห็ดเป็นยาผสมสมุนไพรดังเดิม เพราะในช่วงที่รักษาด้วยเห็ดเป็นยานั้น ลุงลิ้มกลับคืนสภาพปกติเกือบทุกประการ อย่างไรก็ตาม ก็จะนำมารายงานให้ทราบต่อไปเป็นกรณีศึกษาที่มีประโยชน์ยิ่ง

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งของการจากไปอย่างสงบของลุงลิ้ม

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Sat May 26, 2012 4:44 pm

เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากญาติทุกคนมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว โดยเฉพาะน้องสาวคนสุดท้องที่เป็นพยาบาลอยู่ที่อเมริกาได้มาถึง และแล้วหลังจากด้วยความหวังดีของญาติๆ ที่เห็นลุงลิ้ม ซึ่งเป็นมะเร็งและมีอาการทรุดลงอย่างมาก ประสาททางตาไม่ทำงาน ตาบอดสนิท และความจำเสื่อม แต่พอทานเห็ดเป็นยาจาก ดร.อานนท์ไปแล้ว อาการทุกอย่างกลับดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์ยิ่ง ตาก็สามารถมองเห็น ความจำก็กลับมาเหมือนเดิม ทางญาติเห็นว่าร่างกายเป็นปกติดีขึ้นแล้ว จึงพาไปทดลองฉายรังสีแบบอ่อน ปรากฎว่า อาการของลุงลิ้มกลับทรุดหนักลงไปอีก แม้ว่าจะเพิ่มเห็ดเป็นยาให้ทานมายิ่งขึ้น ถึงแม้ว่า ลุงลิ้มกลับมามีความรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่แล้วเมื่อวาน ท่านก็หลับตาจากเราไปอย่างสงบไม่มีทุรนทุรายอะไรเลย ก็นับว่า ท่านได้จากไปอย่างสงบที่สุด จึงขอแสดงความเสียใจ และไว้อาลัยรักลุงลิ้ม ขอให้วิญญานของลุงลิ้มจงไปสู่สุคติ บนสวรรค์ชั้นฟ้าเถอะ

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics
» เพื่อนๆพี่ๆฝึกงานกันมั้ยคะ
» สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาฝรั่งเศสที่ใกล้ตัวเรา
» สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเชิญชวนนักศึกษาทุกท่านที่มีหนังสือค้างส่ง นำหนังสือ คืน โดย ไม่เสียค่าปรับ
» Facebook ของกลุ่มนักศึกษาวิชาเอกอังกฤษ
» ประวัติและความเป็นมาของคณะมนุษยศาสตร์

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ