สอบถามการหมักเอนไซน์กับผลไม้ค่ะ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

สอบถามการหมักเอนไซน์กับผลไม้ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  ChinnakritFarm on Mon May 07, 2012 5:48 pm

เรียน อาจารย์อานนท์, คุณไผ่

ดิัฉันผู้เข้าอบรมรุ่นที่ p101/33 มีเรื่องสอบถามค่ะเกี่ยวกับการหมักเอนไซน์นั้น ถ้านำเชื้อum555ของอาจารย์ นำไปหมักกับผลไม้นั้น จะไช้เวลา เหมือนกับเห็ดรึเปล่าค่ะ เมื่อก่อนเคยหมักน้ำป้าเช้งค่ะ แต่ตัวเองก็ไม่กล้าดื่มเหมือนกัน พอมาอบรมเรื่องเห็ดแล้ว หนูกับแฟนก็หมักเห็ดนางฟ้าภูฎานที่มีในฟาร์ม เริ่มจากดื่มเองก่อน ซึ่งได้ผลดีค่ะ เป็นหวัดก็ไม่ได้กินยาอะไร ดื่มแต่เอนไซต์ อยากบอกว่าร่างกายขับเสมหะ และไอเยอะมาก ใช้เวลานานแต่ก็หายค่ะ ( นอกเรื่องนิดนึงค่ะ) คือหนูดูลูกของหนูเองที่พ่อแม่สามีพร่ำบอกให้ทานยาให้ครบ ทานยาเป็นประจำ เป็นหวัดทีก็ให้ทานยาปฎิชีวนะตลอด ลูกก็เป็นหวัดไม่สบายตลอดปีตลอดชาติ ตัวเองเชื่อในเรื่องธรรมชาติบำบัำด เชื่อว่าถ้าร่างกายแข็งแรงโรคต่างๆ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ประกอบกับย้ายครอบครัวจากกรุงเทพมาอยู่ต่างจังหวัด ทำให้เค้าได้ออกกำลังกายมากขึ้น เค้าเป็นหวัดน้อยลง ถึงเป็นหวัดก็เป็นไม่มาก และให้ทานน้ำเอนไซต์ที่หมักเองด้วย แต่ให้เค้ากินเยอะไม่ได้เพราะ เค้าบอกว่าเค้าเมา

อีกคำถามที่อยากถามอาจารย์คือ เราจะทราบได้อย่างไรค่ะ ว่าการหมักเอนไซต์ของเรามีคุณภาพ หรือมีปริมาณเอนไซต์ที่เพียงพอ เนื่องจากหลังจากที่เราหมักทานเองแล้วเราได้ทำการแจกจ่ายไปยังพ่อแม่สามี รวมถึงพ่อแม่ของหนูเอง(โดยเฉพาะพ่อแม่ของหนูนั้นมีกรรมพันธุ์เบาหวาน ความดัน ปู่และย่าไหลตายและเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลันด้วย ส่วนตาก็เป็นเบาหวาน,ปอดและไต) พ่อและแม่จึงตั้งคำถามกับหนูว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำที่หนูหมักให้พ่อและแม่ทานนั้นได้คุณภาพ

สุดท้ายนี้ขอบคุณอาจารย์และผู้ร่วมวิจัยของศูนย์ฯทุกท่านที่ผลิตจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ที่ให้ความรู้ค่ะ
ขอบคุณคุ่ะ


ChinnakritFarm

จำนวนข้อความ : 15
Join date : 19/03/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

รู้ได้ไงว่าเมื่อไหร่จะได้เอ็นไซม์พอแล้ว และจะทำไงให้พ่อและแม่เชื่อว่า น้ำหมักที่ทำมันปลอดภัย

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Mon May 07, 2012 11:47 pm

ตอนนี้เรื่องของน้ำหมักมันระบาดไปทั่วทุกหนทุกแห่งของประเทศ แต่ละคนที่หมักก็มั่นใจในมหัศจรรย์ที่ตัวเองได้ทำไป บางคน ก็โฆษณาสรรพคุณเสียจนมันกลายเป็นของจากเทวดา หรือจากพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิไปหมด จริงๆแล้ว สิ่งที่พ่อแม่คุณถามนั้นถูกต้องแล้ว นั่นแสดงว่า ท่านเป็นคนทันสมัย และเป็นคนที่รู้จักสิทธิส่วนตัวของท่านเอง ที่ก่อนที่จะเอาอะไรเข้าไปในร่างกายของท่านนั้น ท่านมีสิทธิถาม ไม่ใช่ว่า เป็นเพราะถูกยัดเยียดหรือโฆษณาชวนเชื่อว่าต้องกินนั้นกินนี้เข้าไป เช่นเดียวกับมีคนถามในกระทู้เมื่อวาน ที่อยู่อีกหน้าหนึ่งของฟอรั่มนี้ ที่พ่อเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และแกก็ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งมีข้อมูลเยอะมากในอินเตอร์เน็ต เลยไม่รู้ว่า สรุปแล้วจะเชื่อใคร เช่นเดียวกัน ดร.อานนท์ เคยสอนเรื่องของการทำชาเปรี้ยวมาตั้งแต่ปี 2517(อ่านกระทู้ที่ เขียนไปแล้วได้) โดยเอาน้ำชามาผสมน้ำตาล 20% ใส่เชื้อเห็ดรัสเซียเข้าไป(ตอนนั้น ดร.อานนท์ ได้เชื้อนี้มาจากลูกศิษย์ที่เขาเอามาจากจีน แต่ตอนนั้นเรากลัวผีคอมมิวนีสต์กัน แทนที่จะเรียกว่า เห็ดจีน ก็เลยเรียกว่า เห็ดรัสเซีย ซึ่งโด่งดังมากสมัยนั้น) ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน เมื่อมันมีแผ่นวุ้นหนาๆแล้ว น้ำชาก็จะเปรี้ยว ก็ตักเอาน้ำชาเปรี้ยวมากินทุกวัน ตักกินไปเท่าไหร่ ก็ชงชาผสมน้ำตาลแบบเดิมใส่เข้าไปเท่ากัน ก็จะมีชาเปรี้ยวทานทั้งปี ทีนี้ ถามว่า การกินชาเปรี้ยวมันดีอย่างไร ก็ขอตอบว่า ชาเปรี้ยว ก็คือ ชาผสมน้ำส้มสายชูนั่นเอง เพราะเห็ดรัสเซียก็คือ เชื้อน้ำส้มสายชู ที่เรียกว่า Acetobactor acetii นั่นเอง โดยเชื้อนี้ จะทำการหมักได้ ก็เพราะมันต้องการอากาศ ด้วยเหตุนี้ ขณะที่มันเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นน้ำส้มสายชูนั้น มันจะคาย(ถ่ายอุจจาระ)ออกมาเป็นเซลลุโลส เพื่อพยุงตัวมันเองให้ลอยขึ้น เพื่อรับอากาศ แต่เนื่องจากเซลลูโลส มันหนักกว่าน้ำ มันจึงจมไปเรื่อยๆ เชื้อน้ำส้มก็จำเป็นต้องสร้างเซลลูโลส เพื่อำพยุงตัวให้รับอากาศบริสุทธิ์ตลอดเวลา ยิ่งนานไป แผ่นวุ้นก็จะหนาขึ้นๆหนาขึ้น ทีนี้เวลาเรากินน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมักแบบนี้เข้าไป การที่มันย่อยสลายน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่(มีคาร์บอน 6 ตัว) แล้วถูกย่อยสลายให้มีขนาดเล็กลง(มีคาร์บอนเหลือแค่ 2 ตัว) ดังนั้น การทานน้ำส้มสายชูนี้เข้าไปในร่างกาย มันจะถูกดูดซึมเข้าไปในร่ายกายได้เลย โดยแทบจะไม่ต้องผ่านการย่อยเลย ทำให้ใครก็ตาม เวลากินน้ำชาเปรี้ยวเข้าไป จึงจะรู้สึกว่าไม่หิว ในเมื่อไม่หิว ก็ไม่ต้องทานอาหารหรือทานน้อยลง นี่ก็เป็นสาเหตที่ช่วยลดความอ้วนได้ และเนื่องจากตัวมันเองเป็นกรด เวลาเราทานเข้าไปในกระเพาะแล้ว ทำให้กระเพาะเป็นกรดอ่อนๆ ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น พอร่างกายย่อยอาหารได้ดี ระบบขับถ่ายก็จะดีไปด้วย การที่เราย่อยดี ถ่ายดี ระบบต่างๆในร่างกายก็ดีขึ้น มันก็จะส่งผลทำให้ร่างกายและภูมิต้านทานและระบบต่างๆดีไปหมด เมื่อเราสำเร็จจากการส่งเสริมให้ทำชาเปรี้ยวทานเป็นอาหารสุขภาพแล้ว เราก็พบว่า เราสามารถเอาไปหมักกับผักผลไม้ แล้วใส่น้ำตาลเข้าไปก็ได้ผลเช่นกัน ยิ่งหมักกับอาหารหรือสมุนไพรที่มีประโยชน์ ก็จะได้ประโยชน์ทั้งกรดน้ำส้มสายชู และสรรพคุณอาหารและยาจากวัสดุที่นำเอามาทำการหมัก ซึ่งการหมักแบบนี้ ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ไม่ได้เป็นข่าวอะไรมากนัก ระยะหลังมีสตรีผู้สูงอายุและมีเงิน พร้อมทั้งความกล้า จากการที่ท่านได้ทำและมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง ที่เรารู้จักกันแทบทุกหัวระแหง จนกลายเป็นเจ้าแม่แห่งวงการหมักไป คือ ป้าเช็ง ผู้จุดประกายเรื่องการหมักให้โ่ด่งดังเป็นพลุแตกในปัจจุบันนี้ ก็คือ การทำน้ำส้มสายชูจากวัสดุต่างๆ รวมทั้งขยะไปด้วย แต่สิ่งที่ป้าเช็งแนะนำนั้น ต่างไปจากกรรมวิธีที่ที่ ดร.อานนท์สอนมาในอดีต กล่าวคือ ดร.อานนท์ เน้นให้ใช้เชื้อ Acetobactor acetii บริสุทธิ์ใส่เข้าไปในการหมัก ที่เราเรียกว่า หัวเชื้อ วิธีการนี้ เรารู้แน่นอนว่า เรากำลังทำอะไร และใช้เชื้อตัวไหน ซึ่งเชื้อดังกล่าวนั้น เป็นเชื้อที่บริโภคได้ แต่ของป้าเช็ง เป็นเชื้อที่สวรรค์ให้มา ที่ท่านพูดเสมอว่า กูหมักเอง กูทำเอง และกูรู้เอง ตรงนี้ต่างหากที่มันต่างกัน ของป้าเช็ง จึงได้รับการย้ำนักย้ำหนาว่า จะต้องหมักนานเป็นปีๆไปจึงจะปลอดภัยในการใช้ ของ ดร.อานนท์ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์เท่านั้น ทีนี้ ทำไมวิธีการที่ว่า กูหมักเอง กูทำเอง กูรู้เองนั้น ต้องใช้เวลานานหลายปี ก็เพราะว่า เชื้อที่ใช้นั้น เป็นเชื้อป่า ที่ติดมากับผลไม้ หรือวัสดุที่เอามาหมัก มันมีทั้งเชื้อโรค เชื้อร้าย เชื้ออะไรต่ออะไรเป็นร้อยเป็นพันชนิด ใหม่ๆเชื้อทุกอย่างที่มีมันก็แย่งชิงอาหารกัน ช่วงนี้ หากเอาไปใช้ และหากโชคร้ายไปเจอเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรค ก็จะได้โรคไป แต่เชื้อโรคส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยทนต่อสภาพความเป็นกรดสูง ดังนั้น เมื่อปล่อยให้ทำการหมักนานๆไป กรดเพิ่มขึ้น เชื้อโรคก็จะค่อยๆทยอยตายไป ก็จะเหลือ เชื้อน้ำส้มสายชูเท่านั้น แต่กว่าที่เชื้อโรคจะหมดฤทธิ์ จนปลอดภัยที่จะเอาไปบริโภคได้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร อาจจะอย่างที่ป้าเช็งว่าก็ได้ ดังได้กล่าวแล้วว่า การทานน้ำส้มสายชูธรรมชาติเข้าไปนั้น ก็ถือว่ามีคุณประโยชน์ต่อร่างกายพอสมควร ยิ่งนำเอาพืช ผัก สมุนไพร รวมทั้งเห็ดเอาเข้าไปหมักด้วย ก็จะได้สรรพคุณทางด้านโภชนาการและยาไปด้วย เหตุนี้ จึงทำให้เกิดขบวนการหมักตามป้าเช็งกันไปทั่วประเทศ ถือว่า เป็นเรื่องที่ดีและน่าส่งเสริม และทางการน่าจะมอบรางวัลแห่งความสำเร็จในการปลุกระดมคนให้มีการตื่นตัวเช่นนี้ แต่ ดร.อานนท์ ไม่ได้หยุดเฉพาะเรื่อง การหมักน้ำส้มสายชู ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2517 แล้ว ดร.อานนท์ ได้ทำการศึกษาถึงเชื้อจุลินทรีย์ ที่ช่วยในการหมัก และจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการสร้างเอ็นไซม์ในการย่อยสารอาหารและยา เพื่อให้ร่างกายของเราดูดซึมเข้าไปได้ง่าย ในเมื่อ ดร.อานนท์ เป็นผู้ค้นคว้าและศึกษาเรื่องเห็ดเป็นยามาตลอดชีวิต แม้ว่า ในทางวิชาการตรวจพบว่า เห็ดนั้น เห็ดนี้ มีสารที่มีคุณสมบัติทางยาแก่มนุษย์มากมาย แต่สารต่างๆเหล่านั้น ร่างกายของมนุษย์แทบจะไม่มีความสามารถนำเอาไปใช้ได้เลย ไม่ว่า สารดังกล่าว จะผ่านการสกัดด้วยวิธีการต้ม การสกัดด้วยสารเคมี แต่เป็นเพราะจุลินทรีย์บางชนิดที่อาศัยอยู่ในกระเพาะเราต่างหาก ที่ทำการย่อยสารอาหารและสารที่เป็นยาก่อนที่ร่างกายจะเอาไปใช้ได้ ประกอบกับตัวของ ดร.อานนท์เอง เป็นเบาหวานอย่างรุนแรง ต้องอาศัยการฉีดอินซูลินเพื่อประทังรักษาชีวิตไปวันๆ แต่ญาติๆ ที่ถือว่า เป็นกรรมพันธุ์ทางฝ่ายแม่ ล้วนแล้วแต่เป็นเบาหวาน ด้วยเหตุนี้ ดร.อานนท์ จึงได้ทำการศึกษา หาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตรวจแล้วตรวจอีก และก็ส่งไปยังแทบทุกสถาบันจากทั่วโลก ว่าจุลินทรีย์ที่เราแยกได้จากธรรมชาติ ที่ส่วนใหญ่ มาจากกลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บริเวณปลายรากลำพูหรือรากโกงกาง พบว่า มีจุลินทรีย์กลุ่มที่สร้างกรดแลคติด เช่น Pediococcus spp. Lactobacillus spp. ต่างๆเหล่านี้ มีความสามารถในการสร้างเอ็นไซม์ได้อย่างรวดเร็วในปริมาณที่สูงมาก คือ หลายหมื่นเท่าที่ร่ายกายมนุษย์สร้างได้ โดยการใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง คือ ประมาณ 12-16 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากจุลินทรีย์เหล่านี้จะสร้างเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว มันยังสามารถช่วยย่อยสารอาหารที่เป็นยาในเห็ดและในสมุนไพรได้ดีกว่าเชื้อทำน้ำส้มสายชู ที่ใช้หมักกันอยู่ทั่วไปเต็มบ้านเต็มเมือง นอกจากนี้ มันยังเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกายของเรา ที่เรียกว่า Probiotic microorganisms ที่มันจะไปช่วยเสริมในความแข็งแรงในการต่อต้านจุลินทรีย์ชนิดที่เป็นโรคร้าย ที่เผอญหลุดเข้าไปในร่างกายของเรา ไม่ให้มันเจริญเติบโตต่อไปได้ เช่น เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง โรคบิด อหิวาตกโรค เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ยูเอ็ม 2555 ก็คือ กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่สร้างกรดแลคติก เช่นเดียวกับเชื้อที่ทำนมเปรี้ยวนั่นเอง พอรู้อย่างนี้แล้ว เป็นหน้าที่ของคุณเอง ที่จะต้องไปทำความเข้าใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่คุณเองว่า เชื้อจุลินทรีย์ยูเอ็ม 2555 นั้น เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่ทานได้ และมีความสามารถในการสร้างเอ็นไซม์ และสกัดเอาสารอาหารและยาจากวัสดุหมักได้ดี
ทีนี้คำถามและปัญหาที่คุณถามมา ก็อยู่ที่คุณเองว่า จะเลือกเอาอะไรหรือจะเอาทั้งหมด หากคุณจะเลือกเอาเรื่องเอ็นไซม์ การหมักเพียง 12-24 ชั่วโมง ก็จะได้เอ็นไซม์เยอะแล้ว ลูกของคุณน่าจะนำเอาไปทานผสมกับน้ำหรือกับนมได้ดีกว่า จะไปช่วยเรื่องภูมิแพ้หรือหวัดเรื้อรังได้เป็นอย่างดี แต่หากคุณปล่อยไว้สัก 2-5 วัน อย่างนี้ ลูกคุณทาน เมาแน่ เพราะช่วงนี้ บางส่วนการหมักกำลังดำเนินการอยู่ จะมีจุลินทรีย์ประเภทยีสต์ ย่อยน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอลล์ ช่วงนี้ เด็กๆเมาแน่ แต่ผู้ใหญ่ประเภทคอทองเหลือง ทองแดงชอบ แต่ถ้าคุณต้องการทั้งเอ็นไซม์และคุณค่าทางอาหารและยาแล้วล่ะก็ การหมักควรจะนานขึ้น คือ ประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นไป ก็เอามาทานได้แล้ว ไม่ต้องรอนานแบบกูหมักเอง กูทำเอง กูรู้เอง ที่อาศัยเชื้อจากเทวดา ที่ต้องหมักเป็นปีๆไป สิ่งสำคัญที่คุณจะได้จากการใช้เชื้อยูเอ็ม 2555 นั้น คือ ครีมอมตะ หรือที่เรียกว่า Super Royal Cream = SRC ซึ่งก็เหมือนกับแผ่นวุ้นน้ำส้ม แต่มีสรรพคุณทางยาและเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางที่ล้ำค่า เพราะมันเป็นทั้งครีมและโปรตีน ที่กระตุ้นให้ร่างกายกระตุ้นภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคอันเนื่องจากเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และโรคภูมิแพ้ โดยมีโปรตีนที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานมากว่า 5 ชนิด อันได้แก่ IgA, IgD, IgE, IgG, และ IgM และมีสารไซโตคีน (Cytokines) Interleukin 1 & 6, Interferon Y & Lymphokines: สารเคมีที่สื่อสารกันจากเซลล์ถึงเซลล์ เป็นตัวต้านเชื้อไวรัสและต้านการเกิดเนื้องอก การหมุนเวียนโลหิต และความเข้มในการสนองตอบของภูมิคุ้มกัน สารไซโตคีนเป็นสารสำคัญ ที่ช่วยในการทำงานของ T เซลล์และกระตุ้นการทำงานของสารโปรตีนภูมิคุ้มกัน Cytokine และ interleukin-10 เป็นสารต้านการอักเสบติดเชื้อที่สำคัญมาก พบว่าจะมีเป็นตัวช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด อีกทั้ง interleukin ยังเป็นตัวต้านการเกิดมะเร็งอีกด้วย ดังนั้น หากคุณใช้เชื้อจุลินทรีย์ยูเอ็ม 2555 เป็นหัวเชื้อในการหมัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช้เห็ดเป็นวัสดุในการหมัก ก็จะได้สิ่งล้ำค่าที่เป็นผลพลอยได้จากการหมัก นี่ยังไม่รวมถึงน้ำกลั่นเย็น ที่เป็นสารระเหยได้ในอุณหภูมิต่ำ (Volatile aroma compound) ที่มีทั้งสารหอมและยาที่มีค่าอีกหลายชนิด เอาไว้มีใครถามมาก็ค่อยตอบก็แล้วกัน เอาเป็นว่า วันนี้ เป็นหน้าที่คุณที่จะต้องไปทำความเข้าใจให้พ่อแม่คุณ แล้วคุณก็จะเป็นอีกคนหนึ่งหรืออีกครอบครัวหนึ่ง ที่ปลอดโรคปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยยาจากต่างประเทศเข้ามาอีกเลย เพราะคุณทำและผลิตได้เองหมดแล้ว แต่อย่าลืมมีอะไรดีๆ ก็เอามาเล่าสู่ให้สมารชิกฟังบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาพวกผมบ้าง ที่นั่งกันอยู่หน้าจอทุกวี่ทุกวัน


Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ