เมล์จากคุณ เจ็ก บ่วย ดูไบ รายงานตัวและแจ้งผลของการใช้เห็ดเป็นยา

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

เมล์จากคุณ เจ็ก บ่วย ดูไบ รายงานตัวและแจ้งผลของการใช้เห็ดเป็นยา

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Tue May 29, 2012 10:53 pm

เรียน ท่านดร.อานนท์และอ. ไผ่

ตามที่ดิฉันได้สั่งเห็ดเป็นยาผ่านคุณยิ้มที่ดูไบนั้นตอนนี้ได้ทานเห็ดหลักกับ เอนไซม์แล้ว

กำลังอยู่ในช่วงติดตามผลอยู่อ้อดิฉันลืมบอกไปว่าชื่อบ่วย แฟนชื่ออ้วนเราสองคนกิน

เห็ดทั้งคู่แต่แฟนสีผิวกำลังเปลี่ยนแล้วก็ไม่ค่อยเหนื่อยแล้ว ที่จริงดิฉันให้น้องสาวชื่อประภาพร

สั่งไปให้แม่กับพ่อกินก่อนแล้วและแม่ก็อาการดีขึ้นเลยให้ยิ้มถามให้เพราะดูจากเน็ตแล้วสนใจ

ตอนเลี้ยงส่งเพื่อนแฟนเขาคุยเรื่องน้ำหมักป้าเซ็งอยู่เลยต้องคุยเรื่องของท่าน ดร.เลยบอกเขา

ว่าท่านเก่งแถมเป็นเบาหวานเหมือนพี่และพี่เพาะเห็ดถ้ามีปัญหาเห็ดก็ถามท่านได้ท่านชำนาญ

เลยบอกเวปไปแถมให้ดื่มน้ำหมักด้วยไม่นานอย่างป้า แล้วที่ทำงานแฟนเพื่อนแฟนสนใจกำลังดู

ผลที่แฟนอยู่คาดว่าอีกไม่นานเจ้าสามคนนี้คงสั่งเห็ดเป็นยาแน่นอนอีกอย่างน้องเขาฝากถามว่า

เขาเป็นตับแข็งจะกินได้หรือไม่ กินอะไรบ้างแล้วถ้าสั่งมาแล้วหมักเห็ดอะไรบ้าง

ด้วยความนับถือ

บ่วย

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอบคุณบ่วยจากดูไบ โดยทีมงานอานนท์ไบโอเทค

ตั้งหัวข้อ  Pai_Anonworld on Tue May 29, 2012 11:04 pm

ต้องขอบคุณคุณบ่วยมาก ที่เมล์มาคุย ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ ยิ่งอยู่ต่างประเทศนานๆ บางทีก็เหงา บางทีก็จะหาคนคุยคนให้คำปรึกษาได้ยากลำบาก เวลาเกิดอะไรขึ้น เช่นไม่สบายแบบปัจจุบันทันด่วนก็ลำบาก เพราะพวกเราเคยใช้ชีวิตส่วนใหญ่ต่างประเทศมานาน สัมผัสความยากลำบากมาพอสมควร ยิ่งอาหารการกินก็ไม่เหมือนเมืองไทย ทราบว่า ได้มีคนไทยมาทำงานที่ดูไบหลายคน ทำให้เราคิดถึงตอนที่เราไปอยู่ที่ประเทศนามิเบีย(แอฟริกาใต้) ซึ่งละม้ายคล้ายคลึงกับดูไบมาก เพราะเป็นทะเลทรายเหมือนกัน ตอนนั้นเราทานอาหารโดยไปซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำดื่ม เราก็เลือกเอาน้ำที่เขาโฆษณาว่า เป็นน้ำที่สะอาดที่สุด ไม่มีสารอะไรเจือปนอยู่เลย และเขาก็ใช้คำที่ฟังแล้วสวยหรูว่าเป็นน้ำที่ผ่านขบวนการรีเวริสออสโมสิส(Reverse osmosis) ที่บ้านเรากำลังเห่อใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนี้ แต่พอพวกเราทานไปนานๆ ทุกคนมีอาการตัวเหลือง ตัวซีด และเป็นโรคง่าย พอไปหาหมอชาวเยอรมัน เขาก็หาสาเหตุสารพัด ผลสุดท้าย เขาบอกว่า ร่างกายเราขาดธาตุอาหารที่สำคัญบางอย่างหลายตัว และธาตุอาหารส่วนใหญ่ที่มีประโยชน์ มักจะมากับน้ำดื่ม แต่ด้วยความที่เราไม่รู้ เราจึงเลือกดื่มน้ำที่คิดว่า น้ำที่ผ่า่นขบวนการรีเวริสออสโมสิส(Reverse osmosis)นั้น เป็นน้ำที่ดีสุด หมอบอกว่า ในแง่ความบริสุทธิ์และสะอาดใช่ แต่ร่างกายต้องการแร่ธาตุหลายชนิดที่อยู่ในน้ำนั้นนี่ เอามันออกไปทำไม ตอนหลังเขาก็ให้เราหันกลับมาทานน้ำประปา หรือน้ำแร่ อีกไม่นานสุขภาพพวกเรากลับเข้าสู่ภาวะปกติ ดูสิ บ้านเราเดี๋ยวนี้ คนไทยเป็นโรคกันเยอะมาก เพราะพฤติกรรมในการบริโภคน้ำ ไปหลงเชื่อกับเทคโนโลยีที่สามารถเอาของดีทิ้ง และเหลือแต่น้ำจริงๆ ที่ไม่มีแร่ธาตุอะไรที่สำคัญเลย เลยทำให้ร่างกายขาดธาตุอาหาร เป็นผลเสียมากกว่าผลดี นี่เฉพาะเรื่องน้ำ ที่นี้มาพูดถึงเรื่องอาหาร พวกเราที่อยู่ต่างประเทศทุกคนต้องระวังให้ดี เพราะส่วนใหญ่แล้ว เราจะป้องกันตัวเราเองอย่าไม่เข้าใจ เพราะว่า เราคิดว่า เราอยู่ต่างถิ่นต่างแดน เราควรทานอาหารสุกเท่านั้น สิ่งนี้ ก็เป็นสาเหตุอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำไมคนที่อยู่ต่างประเทศ แม้ว่าจะมีรายได้ดี แต่สุขภาพกลับแย่ และเงินที่หามาได้ด้วยความยากลำบาก กลับต้องเอาไปเสียให้กับการรักษาสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ และยิ่งดูจากรายงานของคุณยิ้ม ก็พบว่า แต่ละคนพกโรคติดตัวไปแทบทุกราย แล้วพอได้ทานเห็ดเป็นยาหรือเอ็นไซม์เข้าไปแล้ว ทำไมจึงรู้สึกว่าดี หรือผิวพรรณเปลี่ยนแปลง จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเอ็นไซม์หรือเห็ดเป็นยาที่คุณได้ไปนั้น ต้องบอกว่า มันไม่ใช่ยาเลย มันเป็นเพียงแต่เห็ดเท่านั้น เวลาคุณทานเข้าไป ก็เหมือนกับคุณทานเห็ดธรรมดาเข้าไปนั่นเอง คุณยิ้มเคยถามว่า หากทานเห็ดเป็นยาเข้าไปแล้ว ต้องห้ามทานอะไรบ้าง ก็ตอบไปแล้วว่า ไม่มีข้อห้าม ยกเว้นของแพงจัด ไม่ควรทาน เพราะมันแพงไปเท่านั้น เพียงแต่เห็ดเป็นยาที่ให้ไปนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเห็ดที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่มันไปกระตุ้นให้ร่างกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าเห็ดทั่วไป เห็ดที่เราเอามาทำเป็นยา ส่วนใหญ่เป็นเห็ดที่ ดร.อานนท์ได้ทำการศึกษา วิจัย และไปเอาเชื้อมาจากแหล่งกำหนดมันโดยตรง เช่น เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดหิ้งไซบีเรีย เห็ดกระถินพิมาน เห็ดฮุนชิ เป็นต้น โดยเห็ดพวกนี้ มันจะมีสารที่เรียกว่า เบต้า กลูแคน ที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานให้ดีและเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้น ที่ถามว่า คนที่มีปัญหาเรื่องตับแข็งจะทานเห็ดอะไร ต้องตอบว่า ต้องเป็นพวกนี้แน่นอน และต้องทานเอ็นไซม์เข้าไปด้วย พอพูดถึงเรื่องเอ็นไซน์ นั้น การที่คุณมาอยู่ต่างประเทศ อยากจะแนะนำให้ทานเอ็นไซม์เป็นประจำ และคำว่า เอ็นไซม์นั้น ไม่ใช่ว่า จำเป็นต้องไปซื้อไปหามาอย่างเดียว คุณเองก็ทำเองได้ เช่น ทานของสด เช่น ผล ผลไม้สด(สัปรด และส้มตำอย่าให้ขาด ตรงนั้นเอ็นไซม์คั๊กๆเลย) เข้าไป นั่นก็คือจะได้รับเอ็นไซม์สดๆเข้าไป ซึ่งถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ใครก็ตามที่มีปัญหาเป็นโรคต่างๆ ส่วนใหญ่พื้นฐานอยู่ที่ภูมิต้านทานบกพร่อง และเอ็นไซม์ขาดแคลน ดังนั้น สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำคือ ทุกครั้งที่ทานอาหารสุกเข้าไป ไม่ว่าจะสุกด้วยการต้ม ทอด ปิ้ง ย่าง ผ่านไมโคเวป ตากแดด ฉายแสงรังสี ทำให้อาหารพวกนี้ถูกทำลายเอ็นไซม์ไปทั้งสิ้น เพราะเอ็นไซม์ถูกทำลายที่อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าสัตว์หรือคน จะต้องทานอาหารสดเข้าไปในร่างกายเท่านั้น เพราะอาหารสด จะมีเอ็นไซม์ช่วยย่อยติดเข้าไปกับอาหาร เวลาเข้าไปถึงกระเพาะมันจะถูกย่อยโดยเอ็นไซม์ที่เรียกว่า เอ็นไซม์สำหรับย่อยอาหาร ( Digestive enzyme) ที่ส่วนใหญ่ติดมากับอาหาร หลังจากอาหารถูกย่อยแล้ว จะมีเอ็นไซม์อีกประเภทหนึ่ง ที่มีอยู่ในร่างกาย ส่วนใหญ่สร้างมาจากตับอ่อน ซึ่งมีปริมาณจำกัดมาก เอ็นไซม์ดังกล่าวจะนำเอาอาหารที่ถูกย่อยแล้ว ไปส่งให้ส่วนต่างๆของร่างกาย(Metabolic enzymes) ดังนั้น เอ็นไซม์นี้ มีอยู่จำกัด และัใช้เฉพาะงานที่สำคัญนี้เท่านั้น แต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ เข้าใจว่า การทานอาหารที่ทำให้สุกนั้นจะดีและปลอดภัยที่สุด ยิ่งอาหารที่แต่งเติมสีสัน ใช่สารกันบูด ใส่ผลชูรส น้ำอัดลมผสมสียิ่งคือตัวร้าย ซึ่งล้วนแล้วมีผลต่อเอ็นไซม์ช่วยย่อยทั้งนั้น เมื่อเราทานอาหารสุก หรืออาหารที่เป็นพิษ มีสารเคมีอันตรายเข้าไปในร่างกายแล้ว จะไม่มีเอ็นไซม์ช่วยย่อยเข้าไป ดังนั้น อาหารที่เข้าไปจะต้องถูกย่อยและจะต้องใช้เอ็นไซม์ในการย่อย แต่เอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยเราไม่ได้ทานเข้าไป จึงจำเป็นไปยืมเอาเอ็นไซม์ที่สำคัญที่ร่างกายสร้างขึ้นมาจำกัดมาก เพราะสร้างมาเพื่อลำเลียงอาหารไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย แต่กลับเอามาใช้ย่อยอาหารแทน พออาหารถูกย่อยแล้ว เราก็จะไม่มีน้ำย่อยเพียงพอที่จะนำเอาอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้มีอาหารบางอย่างตกค้าง เช่น น้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือด พอมีมากๆ ก็จะกลายเป็นเบาหวานไป กรดไขมันข้างอยู่ที่เส้นเลือด มีมากๆ เส้นเลือดก็อุดตันกลายเป็นความดันไป มีกรดยูริกสะสมตามไขข้อนานๆก็เป็นเกาท์ไป สาเหตุของการเกิดโรคทั้งหลายทั้งมวล เกิดจากการจัดการเรื่องการใช้เอ็นไซม์ในร่างกายของเราไม่ถูกต้อง เราเองในฐานะที่เป็นเจ้าของชีวิตของเราเอง แต่เรากลับไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ เอาชีวิตทั้งชีวิตของเราไปฝากไว้กับหมอแต่เพียงอย่างเดียว หมอพูด หมอสั่งอะไรก็เชื่อ ก็ยอมไปหมด ก็เหมือนชีวิตของ ดร.อานนท์ ที่หมอสั่งให้ทานยาแอนตี้ฮิสตามินตลอดชีวิต เพราะเป็นโรคภูมิแพ้ แต่พอทานติดต่อกันไป ร่างกายยิ่งแย่ลง เพราะผลข้างเคียง ในส่วนที่เป็นเบาหวาน หมอก็ให้ทานยาแก้เบาหวาน ทานไปทานมาหมอบอกว่า ตับอ่อนแย่แล้ว ตกฉีดอินซูลินเข้าไป ฉีดไปฉีดมา ก็แย่ไปเรื่อยๆ ตาก็เริ่มมัว ใจสั่น มือชา แล้วญาติๆที่เป็นเช่นเดียวกัน แต่เป็นมากกว่า เวลาเป็นแผล ก็ถูกตัดอวัยวะทิ้งไปอย่างน่าเวทนายิ่ง ตอนที่อยู่ประเทศแอฟริกาใต้ หมออังกฤษที่นั่นแนะนำว่า ยิ่งรักษาด้วยกรรมวิธีสมัยใหม่ นอกจากจะต้องหมดเงินหมดทองอย่างมากมายแล้ว ผลข้างเคียงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนอาจเป็นถึงชีวิตได้ ท่านแนะนำให้ ดร.อานนท์ หันมาใส่ใจเรื่อง การทานอาหาร โดยให้ศึกษาเรื่องของเอ็นไซม์ จึงรู้ด้วยการปฎิบัติว่า เรื่องของความเข้าใจเอ็นไซม์นั้นไม่ยากเลย ไม่จำเป็นต้องเรียนมาทางหมอ ทางวิทยาศาสตร์ ก็เข้าใจได้หากได้รับคำชี้แจงอย่างดี และการทำเอ็นไซม์ใช้เอง ก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ด้วยการพยายามทานของสดเข้าไปให้มากที่สุด เมื่อไหร่ทานของสุกเข้าไป ก็จะต้องหาของสด เช่น ผักหรือผลไม้ทานเข้าไปในปริมาณที่เท่ากันก็เท่านั้นเอง และก็พบว่าได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆและปัจจุบัน ดร.อานนท์ และสมาชิกในครอบครัวก็ไม่มีใครทนทุกข์ทรมานกับโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคปวดไขข้อกันอีกแล้ว และจากการเพียรพยายามศึกษาหาจุลินทรีย์ที่สร้างเอ็นไซม์ได้มากกว่าการทานผักและผลไม้เข้าไป ก็พบว่า มีจุลินทรีย์บางชนิด ที่มีมากบริเวณปลายรากของต้นลำพู และต้นโกงกาง เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงในอาหารที่เหมาะสม ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สามารถสร้างเอ็นไซม์ได้สูงกว่าเอ็นไซม์ที่เราสร้างเองได้เป็นหมื่นเป็นแสนเท่า ตรงนี้เอง ที่ ดร.อานนท์ ได้ทำการคัดเลือกจุลินทรีย์ดังกล่าว ที่ชื่อว่า ยูเอ็ม 2555 หรือพูดสั้นๆว่า ยูเอ็ม55 ที่คุณยิ้มเอามาทำเอ็นไซม์ทานเองนั่นไง แต่ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ที่คุณยิ้มเอาเชื้อยูเอ็ม55มานั้น เอามาหมักในเห้ดต่างๆที่มีขายที่ดูไบดังที่แนะนำไปแล้ว หมักไว้เพียง 2-3 วัน ก็จะได้เอ็นไซม์สูงสุดแล้ว ตรงนี้สามารถนำไปทานเป็นเอ็นไซม์ได้เลย หากเก็บไว้นานกว่านี้ เอ็นไซม์บางอย่างจะลดลง ดังนั้น หากต้องการเก็บไว้ทานนานๆ ก็เอาเอ็นไซม์ที่ได้จากการหมัก 2-3 วันนั้น แช่ตู้เย็นชั้นใส่ผักเอาไว้ ก็จะรักษาสภาพของเอ็นไซม์ไว้ดังเดิมได้นาน แต่หากนานกว่านี้ ก็จะยังได้เอ็นไซม์อยู่ บางอย่างอาจจะเพิ่มขึ้น(เอ็นไซม์มีเป็นหมื่นๆชนิด ที่รู้จักกันจริงๆ มีเพียง 2,800 ชนิดเท่านั้น) แต่เอ็นไซม์บางอย่างจะลดลง เพราะเมื่อมีกรดสูง จุลินทรีย์บางชนิดที่สร้างเอ็นไซม์จะตายไป แต่การหมักไว้นานนั้น สารอาหารที่เป็นยาจากเห็ดจะละลายออกมามากขึ้น จากเหตุผลดังกล่าว มันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของเรา หากเราต้องการแค่เอ็นไซม์ เราก็หมักสัก 2-3 วันก็ได้แล้ว แต่หากเอาทั้งเอ็นไซม์และคุณสมบัติทางยา แม้ว่า เอ็นไซม์บางตัวอาจจะหายไป ก็หมักนานเป็นเดือน หรือหลายเดือนหรือหลายปีก็ได้ ยิ่งนานเอ็นไซม์ยิ่งน้อย(ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อของป้าเช็ง การหมักของ ดร.อานนท์ เหมือนกับของป้าเช็ง ต่างกันตรงที่ของป้าเช็งนั้น ใช้เชื้ออะไรไม่รู้จากสวรรค์ ที่กูรู้เอง แต่ของ ดร.อานนท์ ใช้เชื้อจุลินทรีย์ ที่ส่งไปตรวจสอบแล้วว่า เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ และสร้างเอ็นไซม์ได้สูง) ที่คุณบ่วยถามว่า จะหมักอย่างไรนั้น ขอให้ดูได้จากคุณยิ้ม เพราะได้บอกไปแล้ว ให้พยายามใช้เห็ดหลายๆอย่างจะดีที่สุด แต่สำหรับของอานนท์ไบโอเทคนั้น เราใช้เห็ดเฉพาะที่มีคุณสมบัติหรือมีสารที่มีสรรพคุณทางยาสูงดังที่กล่าวไปแล้ว สำหรับเชื้อยูเอ็ม 55 นั้น ตอนนี้ ทางอานนท์ไบโอเทค ได้ขยายขีดความสามารถในการผลิตเพิ่มมากขึ้น และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้สนใจใช้เชื้อที่มีประโยชน์ใช้ในการหมัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่หมักด้วยกรรมวิธีของป้าเช็ง ที่จะต้องใช้เวลาในการหมักเป็นปีนั้น หากใช้เชื้อยูเอ็ม55แล้ว แค่เพียง 2-3 วันก็ใช้เป็นเอ็นไซม์ได้แล้ว หากใช้เป็นยาก็ประมาณ 2-3 สัปดาห์ขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว ทาง ดร.อานนท์ จึงสั่งให้ทำการผลิตเพิ่มขึ้นและลดราคาขายลงเหลือเพียงแคปซูลละ 10 บาทเท่านั้น ดังนั้น ที่ีคุณยิ้มสั่งให้ส่งไปให้ที่บ้านนั้น จะจัดการส่งให้ในวันพรุ่งนี้ 30 แคปซูล แทนที่จะเป็น 10 แคปซูลตามสั่ง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำอธิบายค่อนข้างยาวนี้ คงเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในต่างแดนที่ดูไบ ดร.อานนท์ ฝากความปรารถนาดี และขอให้ทุกท่านมีสุขภาพพลานามัยดีทุกท่าน

ทีมงานอานนท์ไบโอเทค

Pai_Anonworld

จำนวนข้อความ : 1316
Join date : 29/11/2010
Age : 34

ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.anonworld.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ